เช้าวันรุ่งขึ้นกระแสข่าวก็เปลี่ยนทิศอีกครั้ง วันนี้ผู้คนล้วนพูดถึงมู่อี้หานกันทั้งสิ้น ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็ผู้ชาย ในเมื่อกล้าที่จะกอดจูบหญิงสาวให้ผู้อื่นดูแล้วเหตุใดถึงไม่กล้าที่จะรับผิดชอบกับการกระทำของตนเองกัน
“หากเป็เช่นนี้แล้วจะกล้าวางใจให้ทำงานรับใช้แผ่นดินได้อย่างไรกัน” นี่คือหนึ่งในความคิเห็นของผู้คน
“นั่นนะสิ เป็บุรุษแต่ไม่กระทำตนตามแบบอย่างของบุรุษ ช่างเสียชื่อเสียจริง”
“หากเป็เช่นนี้ก็ไม่มีสมบัติที่จะเป็ขุนนางเลยแม้แต่น้อย”
ยิ่งเื่อื้อฉาวไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้เซี่ยเหยาฮวามีความสุขมากขึ้นไปอีก แน่นอนว่ากระแสข่าวการไม่รับผิดชอบของมู่อี้หานนั้นมาจากนางนั่นเอง
“คุณหนูเ้าคะ ทำเช่นนี้จะดีหรือเ้าคะ หากทำเช่นนี้ไม่ใช่ว่าเป็การส่งเสริมคนชั่วทั้งสองคนนั่นหรือเ้าคะ”
“แน่นอนว่าเป็อย่างนั้น คนรักกันจะให้ขัดขวางได้อย่างไร” นางพูดพร้อมกับรอยยิ้มเต็มใบหน้า แต่กลับเป็รอยยิ้มที่ลี่ถังลงความเห็นว่าไม่น่าไว้วางใจแม้แต่น้อย
“บ่าวช่างโง่เขลา คุณหนูช่วยอธิบายได้หรือไม่เ้าคะ”
“เ้าคิดว่าผู้หญิงที่มีเื่ฉาวโฉ่เช่นนั้นจะมีครอบครัวไหนอยากให้แห่งเข้าตระกูลตัวเองหรือไม่”
“ไม่เ้าค่ะ”
“แล้วคิดว่าด้วยฐานะอย่างนางจะสามารถแต่งเป็ภรรยารองได้หรือไม่”
“ไม่เ้าค่ะ”
หลังจากตอบคำถามก็ทำให้ลี่ถังเข้าใจได้ทันที หากแต่งงานเข้าไปเป็อนุที่ครอบครัวของสามีไม่ชอบ บ้านเดิมก็ไม่มี อีกทั้งยังไม่มีใครกล้าคบหาด้วยแล้วจะเอาความสุขมาจากที่ไหนกัน นั่นไม่ใช่ว่าราวกับตกนรกทั้งเป็หรอกหรือ
อีกทั้งฉวีเยว่ซินเองหากไม่ใช่เพราะตระกูลเซี่ยก็เป็เพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น ไม่มีใครหนุนหลัง อีกทั้งความสามารถหรือก็ไม่ได้โดดเด่น ไม่สามารทำประโยชน์ใดๆให้กับตระกูลอี้ได้แม้แต่น้อย หากแต่งเข้าไปก็คงจะถูกลืมอย่างแท้จริง
“บ่าวเข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
“หากเข้าใจแล้วก็ไปจัดการต่อให้ดี หากอีกฝ่ายไม่ยอมมาก็เพิ่มความจริงขึ้นไปอีก” ค่อยๆเผยความจริงออกไปทีละน้อย ให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดราวกับกำลังจมน้ำ ให้รับรู้เสียบ้างว่าความรู้สึกไม่สามารภทำสิ่งใดได้เป็อย่างไร
“เ้าค่ะ ไว้ใจบ่าวได้เลย”
ตอนนี้ผู้คนล้วนสงสารนางกันทั้งสิ้น ไม่ว่าใครก็ต้องเข้าใจความยากลำบากของหญิงสาวที่ถูกหักหลังเช่นนาง ดังนั้นนี่ถือเป็โอกาสดีที่นางจะสามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนอีกครั้ง
ท่านพ่อเองก็ไม่ได้มีทีท่าอะไร ไม่แม้กระทั่งมาหานาง แต่มีหรือนางจะไม่รู้ว่าเหตุใดท่านพ่อถึงเป็เช่นนี้ ในอดีตไม่ใช่ว่านางจะไม่เคยทะเลาะกับอี้หานจนจะถอนหมั้นมาก่อน ครานั้นท่านพ่อถึงกับดีใจจนเนื้อเต้น รีบจัดการทุกอย่างให้นางทันที
แต่ยังไม่ทันจะจัดการได้เรียบร้อย เพียงแค่อี้หานมาง้อนางเพียงครั้งเดียวนางก็กลับไปรักเขาหมดหัวใจเช่นเคย คราวนั้นท่านพ่อโกรธจนลั่นวาจาไว้ว่าจะไม่สนใจเื่นี้อีก คราวนี้ก็คงจะดูทีท่าของนางก่อนกระมัง
“เช่นนั้นก็ไปหาท่านพ่อเสียหน่อยดีกว่า ถึงอย่างไรก็ศึกษาสมุดบัญชีไปได้หลายเล่มแล้ว”
หลังตัดสินใจได้นางก็ออกจาจวนทันที แน่นอนว่าใบหน้าของนางจะต้องแต่งราวกับกำลังปกปิดร่องรอยบางอย่าง จะปิดก็ปิดไม่มิด จะเปิดก็เปิดไม่หมด การทำเช่นนี้จะดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้เป็อย่างดี
เพียงไม่นานนางก็มาถึงเหลาสุราตระกูลเซี่ย นี่เป็หนึ่งในกิจการหลักของตระกูล บิดาจึงแวะมาที่นี่บ่อยกว่าที่อื่น
“นั่นมันคุณหนูเซี่ยไม่ใช่หรือ ดูสิใบหน้าของนางดูบอบช้ำยิ่งนัก” ยังไม่ทันที่เซี่ยเหยาฮวาจะเดินพ้นโถงร้านเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นเสียก่อน
“นั่นสิ นางต้องเสียใจมากแน่”
“แน่นอนสิ เ้าลองถูกแย่งคู่หมั้นดูสิจะได้รู้ว่านางรู้สึกอย่างไร”
“จะบ้าหรือ!!”
แน่นอนว่าเสียงพูดคุยเหล่านี้ต้องดังไปเข้าหูของเซี่ยเหยาฮวาอย่างแน่นอน นั่นสร้างความพอใจให้นางไม่น้อย นางได้ยินทั้งเสียงก่นด่ามู่อี้หานและฉวีเยว่ซิน รวมไปถึงเสียงที่พูดถึงนางด้วยความสงสาร เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางก็สามารถตัดสินใจได้ทันทีว่าแผนการขั้นต่อไปของนางคงจะใกล้เข้ามาแล้ว
“เ้ามาหาพ่อเช่นนี้มีเื่อะไรหรือ” เซี่ยเหยาเฉิงที่เห็นบุตรสาวที่ควรจะเก็บตัวอยู่ในจวนยืนอยู่ตรงหน้าก็แปลกใจไม่น้อย
“ข้ามาช่วยงานท่านพ่ออย่างไรเล่าเ้าค่ะ ข้าศึกษาสมุดบัญชีได้หลายเล่มแล้ว วันนี้จึงมาศึกษางานจริงเ้าค่ะ” นางอธิบายให้บิดาฟังตามข้ออ้างที่นางคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้ แม้จะรู้ดีว่าบิดาต้องมองเห็นความตั้งใจจริงของนางอย่างแน่นอน แต่นางก็ไม่ได้สนใจ ในเมื่อนางยืนยันเช่นนี้จะมาว่าอะไรนางได้
“เอาเถอะ หากเ้ายืนยันเช่นนั้นก็ตามใจเ้าเถิด เช่นนั้นก็ช่วยพ่อดูเอกสารเหล่านี้ก็แล้วกัน”
“เ้าค่ะ” หลังจากได้รับเอกสารจัดหาซื้อวัตถุดิบของเหลาสุรามา เซี่ยเหยาฮวาก็อ่านมันอย่างสงบ ไม่ได้รบกวนบิดาอีกต่อไป
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ทั้งคู่รู้ตัวอีกครั้งก็เป็ตอนที่คนงานเข้ามารายงานบางอย่าง
“นายท่านขอรับ คนตระกูลอี้มาขอพบขอรับ” เมื่อได้ยินว่าเป็ตระกูอี้ก็ทำให้ทั้งคู่มองหน้ากันทันที
“เ้าคิดว่าอย่างไร” เซี่ยเหยาเฉิงถามบุตรสาว เขาเคยพูดเอาไว้ว่าจะไม่ยุ่งเื่นี้หากไม่จำเป็ ครั้งนี้จึงให้นางตัดสินใจ
“ข้าฟังท่านพ่อเ้าค่ะ ให้ท่านตัดสินใจ”
“เอาเช่นนั้นก็ได้ เช่นนั้นก็ให้พวกเขาเข้ามา”
จริงๆแล้วเซี่ยเหยาฮวาเองก็ไม่อยากฟังว่าคนพวกนั้นจะมาพูดอะไร เพราะล้วนแต่เป็เื่ที่คาดเดาได้อยู่แล้ว นางจึงไม่อยากอยู่ให้ปวดใจเล่น แต่บิดากลับไม่เห็นด้วยนักเขา้าให้นางอยู่ตัดสินใจในทุกเื่ ไม่ว่าอีกฝ่ายมีข้อเสนออะไรเขาก็้าให้นางรับรู้ด้วยทั้งสิ้น
หลังจากเข้ามาในห้องทั้งสองฝ่ายต่างก็วางท่าใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร ไม่มีใครยอมทักทายก่อนจนทำให้บรรยากาศภายในห้องเงียบจนน่าอึดอัด
“คาราวะนายท่านเซี่ย” หลังจากทนมากว่าครึ่งเค่อในที่สุดมู่อี้เฟิงก็เป็ฝ่ายทักทายก่อน ให้ทำอย่างไรได้ในเมื่อเขาร้อนใจยิ่งนักถึงได้รีบมาปรึกษาหารือกันเช่นนี้
“ข้าคงไม่บังอาจรับคำคารวะของนายท่านมู่กับคุณชายอี้หรอกขอรับ” เซี่ยเหยาเฉิงพูดพร้อมกับทำท่าคารวะโดยตั้งใจให้ต่ำกว่าอีกฝ่ายเล็กน้อย
“นี่หมายความว่าอย่างไรกัน” มู่อี้เฟิงถามอย่างไม่พอใจนักการทำเช่นนี้ไม่ใช่เป็การหักหน้าเขาอย่างแรงไม่ใช่หรือ นี่มันจงใจให้เขาเสียหน้าอย่างชัดเจน
“ข้าเป็เพียงพ่อค้าตัวเล็กๆเท่านั้น จะมีหน้าให้ขุนนางใหญ่โตอย่างท่านทั้งสองมาคารวะได้อย่างไรกัน”
“นี่มัน…ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้นแน่นอน ท่านไปเอาความคิดนี้มาจากไหนกัน”
“ท่านลองถามบุตรชายของท่านเองก็แล้วกัน” เขาพูดพลางหันไปมองมู่อี้หานที่นั่งอยู่ด้านข้างเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “แล้ววันนี้ท่านมีเื่อะไรหรือ”
“วันนี้ข้าพาอี้หานมาขอโทษเหยาฮวา เผื่อว่าจะสามารถปรับความเข้าใจของเด็กทั้งสองได้ ถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังเด็ก อาจตัดสินใจได้ไม่ดีนัก”
จริงๆแล้วเขาให้มู่อี้หานไปหาเซี่ยเหยาฮวาที่จวนด้วยตนเองแล้ว เพียงแต่ไม่มีโอกาสได้พบนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว ยิ่งเวลาผ่านไปนานขึ้นเท่าใด ความเสียหายของพวกเขาก็มากขึ้นเท่านั้น จึงต้องตัดสินใจมาพบเซี่ยเหยาเฉิงที่นี่แทน โชคดีจริงๆที่ได้พบเซี่ยเหยาฮวาด้วย ถึงอย่างไรนางก็พูดง่ายกว่าบิดาของนางมากนัก
“เช่นนั้นก็ถามนางเอาเองเถิด ถึงอย่างไรนางก็อยู่ที่นี่แล้ว” เขาพูดพร้อมกับหันหน้าไปมองบุตรสาวเพื่อให้นางตัดสินใจ
“หากเป็เช่นนั้นพวกท่านคงมาคุยเื่ถอนหมั้นใช่หรือไม่เ้าคะ”
“ถอนหมั้นอะไรกัน!!!”