หลายวันผ่านไปหลังจากที่พักฟื้นร่างกายจนกลับมาแข็งแรงระดับหนึ่งแล้วโจวอิ้งเยว่ก็กลับไปทำงานของตัวเองเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมก็คือนางไม่ได้เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานด้วยท่าทางหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว ทำงานหลายวันมานี้ใครพูดจิกกัดนางก็จิกกัดกลับยิ่งกว่า ใครหาเื่มานางก็สวนกลับอย่างไม่ไว้หน้าเช่นกัน
จน่นี้พวกบ่าวไพร่ต่างก็ลือกันไปว่านางถูกผีเข้า!!
"พี่สาว…พรุ่งนี้พวกเราไม่ต้องไปทำงานดีหรือไม่? ข้าไม่อยากทำงานให้คนพวกนั้นอีกแล้ว" โจวอิ้งเยว่เดินเข้ามาคุยกับพี่สาวฝาแฝด
"พี่ก็ไม่อยากไปแล้ว ทำงานทั้งวันอาหารที่ได้รับก็น้อยนิดกว่าคนอื่นอีก ท่านพ่อน่าจะขอแยกบ้านหรือไม่ก็ตัดขาดจากตระกูลไปเลย" โจวถิงถิงพูดสิ่งที่นางคิดออกมา
"พี่สาวท่านคิดเหมือนข้าเลยเ้าค่ะ" โจวอิ้งเยว่พูดขึ้นอย่างเห็นด้วย
ท่านแม่ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาพลางเดินเข้าไปหาบุตรสาวทั้งสองคน พวกนางมาทันได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนพอดี ได้ยินคำพูดของลูกสาวที่เป็ดั่งแก้วตาดวงใจของนางแล้วหัวใจของคนเป็แม่พลันรู้สึกเ็ปขึ้นมา "ถิงเอ๋อร์ เยว่เอ๋อร์"
"ท่านแม่" โจวถิงถิงและโจวอิ้งเยว่ปรับสีหน้าเป็ยิ้มแย้มสดใสเรียกมารดาพร้อมกัน
"แม่ได้ยินว่าพวกเ้าไม่อยากไปทำงานแล้ว แล้วอยากทำอะไรหรือลูก?" ท่านแม่ถามออกไปทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าลูกสาวต้องอดทนในจวนนี้มามากเท่าไร และไม่ใช่แค่ลูกสาวหรอกที่ต้องอดทนแต่เป็คนทั้งครอบครัวของนางต่างหาก
"ข้าอยากลองขึ้นเขาด้านหลังจวนดูเ้าค่ะ" โจวอิ้งเยว่ยิ้มแย้มตอบกลับ
"นั่นมันอันตรายเกินไป" ท่านพ่อพูดขึ้นมาด้วยความไม่สบายใจแต่พอเห็นท่าทางผิดหวังของลูกสาวแล้วเขาก็อดสงสารไม่ได้จึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "เอาเช่นนี้ดีหรือไม่? พ่อจะเป็คนขึ้นเขาไปหาของป่าเอง"
"ข้าก็จะไปกับท่านพ่อด้วย" โจวไห่เหวินรีบพูดขึ้น
"ข้าๆ ข้าก็จะไปกับท่านพ่อและพี่ใหญ่ด้วยเหมือนกัน" โจวอวี่เฉินก็รีบเสนอตัวจะลอบออกจากจวนขึ้นเขาไปด้วยอีกคน
"ข้าก็จะไปด้วยเ้าค่ะ" โจวถิงถิงและโจวอิ้งเยว่ก็พูดขึ้นมาพร้อมกันอีกครั้งก่อนทั้งสองจะหันหน้ามามองตากันอย่างรู้ความหมาย
"พึ่งกลับมาเหนื่อยๆเข้าไปกินอะไรรองท้องกันก่อน พรุ่งนี้พวกเราทุกคนจะขึ้นเขากัน" ท่านแม่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนจะเดินนำทุกคนเข้าไปในเรือน
เช้าวันรุ่งขึ้นท่านพ่อก็ออกไปแจ้งพ่อบ้านั้แ่เช้ามืดว่าวันนี้ครอบครัวของเขาจะไม่มาทำงานโดยไม่บอกเหตุผลว่าเพราะอะไรก็เดินกลับเรือนของตนไปแล้ว
ยามซื่อ ท่านพ่อก็พาลูกชายทั้งสองคนเดินไปที่ต้นหลิ่วซู่ที่อยู่หลังเรือนของพวกเขา คนเป็พ่อเดินไปแหวกพงหญ้าสูงที่อยู่หลังต้นไม้ออกก่อนจะเห็นรูสุนัขขนาดพอดีตัวผู้ใหญ่ลอดไปได้หนึ่งคนพอดี โจวไห่เหวินและโจวอวี่เฉินเบิกตากว้างด้วยความอึ้ง พวกเขาอยู่ที่เรือนนี้ั้แ่เกิดจนโตกลับไม่เคยรู้เลยว่าหลังต้นหลิ่วซู่นี้ยังมีรูสุนัขด้วย
"ท่านพ่อ เหตุใดท่านไม่เคยบอกพวกเราเลยเล่า?" โจวอวี่เฉินเอ่ยถามขึ้น
"ช่างเื่นี้เถอะน่า เ้ารองเ้ารีบไปเรียกแม่กับน้องสาวของเ้ามาเถอะ พวกเราจะออกจากจวนไปทางนี้กัน" โจวหลินหู่ไม่ตอบคำถามแต่สั่งให้เขาไปตามคนแทน
"เ้าใหญ่ เ้าออกไปก่อน" โจวหลินหู่หันมาพูดกับลูกชายคนโตต่อ
"ขอรับ" โจวไห่เหวินตอบรับก่อนจะค่อยๆมุดเข้าไปในรูอย่างระมัดระวัง
จากกำแพงจวนมายังตีนเขาครอบครัวรองโจวใช้เวลาเดินเท้ามาแค่หนึ่งเค่อก็ถึงแล้ว คนที่ตื่นเต้นที่สุดเห็นจะเป็สี่พี่น้องที่ั้แ่เกิดมาได้ออกจากจวนไม่กี่ครั้ง ชีวิตที่ผ่านมานับว่าอยู่แต่ในจวนก็ไม่ผิด วันนี้พวกเขาได้ก้าวออกจากจวนเลยทำให้ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นมาก
โจวอิ้งเยว่แม้จะเคยใช้ชีวิตในยุคที่เจริญมาแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นกับการได้มาเห็นูเาในยุคโบราณเหมือนกัน ในชาติก่อนนางก็ไม่เคยได้ไปเดินเขาเลยสักครั้งเพราะชีวิตนอกจากเรียนแล้วก็ทำงานหาเงิน นอกจากไปเที่ยวผับเที่ยวบาร์หรือคาเฟ่แล้วนางก็แทบจะใช้ชีวิตอยู่แต่ในคอนโดวและที่ทำงานเท่านั้น ได้มาเห็นูเาจริงๆมันก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้
ครอบครัวรองนี้นอกจากหูซูซ่านแล้วก็ไม่มีใครเคยขึ้นเขาหาของป่ามาก่อน ดังนั้นท่านแม่ในฐานะที่เป็บุตรสาวของนายพรานที่เก่งที่สุดในหมู่บ้านจึงต้องรับหน้าที่เป็ผู้นำสามีและลูกๆขึ้นเขาในครั้งนี้ สายตาของนางกวาดมองบริเวณรอบๆก็เห็นว่าที่ตีนเขานี้มีผักป่าเยอะมากที่สามารถเก็บกลับไปทำอาหารได้ เอาไว้ขากลับค่อยเก็บก็แล้วกัน
"ที่นี่ยังไม่มีร่องรอยของคน ดังนั้นท่านพี่กับลูกๆเดินตามข้ามาเงียบๆ ทุกคนห้ามอยู่ห่างจากข้าเด็ดขาด" พูดจบนางก็ยกมีดในมือตัดกิ่งไม้ให้ทุกคนอย่างคล่องแคล่วแล้วเดินนำหน้าเข้าไปก่อนเป็คนแรก
ทุกคนเดินตามหลังนางเงียบๆ โจวอิ้งเยว่และโจวถิงถิงถูกจัดให้เดินอยู่ตรงกลางแถว ด้านหน้าเป็พี่รองด้านหลังของพวกนางสองคนคือท่านพ่อ ส่วนพี่ใหญ่โจวไห่เหวินก็เดินตามหลังท่านแม่เว้นระยะห่างไม่มากนัก ในมือของทุกคนก็คอยยกไม้ตีต้นไม้กิ่งไม้เล็กๆเพื่อป้องกันและขับไล่สัตว์มีพิษข้างทางเดินที่ท่านแม่ฟันกิ่งไม้เพื่อเปิดทางให้ทุกคนเดินตามมาได้สะดวก
โจวอิ้งเยว่คอยมองหาของป่าที่นางพอจะรู้จัก หูก็คอยฟังเสียงสัตว์ป่าตัวเล็กๆที่อยู่ใกล้และไกลอย่างระมัดระวัง เดินเข้ามาในูเาได้ราวสองเค่อท่านแม่ก็ยกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุดเดินพร้อมกับหันหน้ามายกนิ้วชี้จรดริมฝีปากบอกให้ทุกคนเงียบๆแล้วชี้นิ้วไปยังที่มาของเสียงไม่ไกลจากจุดที่พวกเขายืนอยู่
ทุกคนค่อยๆนั่งลงก่อนที่ท่านแม่จะค่อยๆย่องเดินไปอย่างช้าๆ สายตามองไปยังที่มาของเสียงอย่างแน่วแน่แตกต่างจากเวลาอยู่ในจวนที่เอาแต่เชื่อฟังไม่เถียงไม่บ่นยอมก้มหน้าทำงานงกๆคนนั้นมาก ท่านแม่ตอนนี้เป็สตรีที่แข็งแกร่งมาก!
ท่าทางของหูซูซ่านนั้นคล่องแคล่วว่องไวและฝีเท้าแ่เบามาก โจวถิงถิงยื่นมือมาจับมือของน้องสาวฝาแฝดเอาไว้แน่นด้วยความตื่นเต้นสายตาจ้องเขม็งไปที่ท่านแม่ไม่วางตาไม่ต่างจากโจวอิ้งเยว่ที่กำลังกลั้นหายใจลุ้นอย่างตื่นเต้น
กะต๊าก! กะต๊าก! กะต๊าก!
ใบหน้าของทุกคนยิ้มกว้างด้วยความดีใจรีบวิ่งไปหาท่านแม่อย่างมีความสุข แววตาที่มองท่านแม่ที่ยืนจับไก่ป่าตัวใหญ่อยู่ในมือด้วยแววตาชื่นชม โจวหลินหู่มองภรรยาด้วยความภูมิใจและละอายใจในเวลาเดียวกัน ในใจของเขาเริ่มตัดสินใจเื่บางเื่เรียบร้อยแล้ว
"ท่านแม่! ท่านสุดยอดมากเลยเ้าค่ะ" โจวถิงถิง
"ท่านแม่ ต่อไปท่านต้องสอนข้าล่าสัตว์ด้วยนะขอรับ ข้าจะเป็คนหาอาหารหาเงินเข้าบ้านเราเอง!" โจวไห่เหวินพูดขึ้นด้วยความมาดมั่น
"ข้าด้วย! ท่านแม่ข้าก็อยากเรียนรู้การล่าสัตว์ด้วยขอรับ" โจวอวี่เฉินก็พูดขึ้นด้วยความกระตือรือร้น
โจวอิ้งเยว่ไม่พูดอะไรแต่แววตาของนางกลับทอประกายขึ้นมาวิบวับเพราะนางเองก็อยากจะเรียนรู้วิธีล่าสัตว์หาของป่าเหมือนกัน ในชีวิตที่แล้วแม้นางจะเป็เลขาของมาเฟียแต่เื่การต่อสู้หรือการเอาชีวิตรอดในสถานการณ์เช่นนี้ก็นับว่าเป็ศูนย์ ดังนั้นนอกจากความรู้แล้วนางควรจะเรียนรู้วิธีเอาชีวิตรอดพวกนี้เอาไว้บ้างก็ดี
"ได้ๆ ต่อไปแม่จะสอนพวกเ้าทุกคนเองแต่ตอนนี้พวกเราควรหาอาหารกันต่อดีหรือไม่?" ท่านแม่ตอบรับพร้อมกับหยิบเชือกมามัดไก่ใส่ตระกร้า
"ขอรับ / เ้าค่า"
ท่านแม่ไม่ได้พาทุกคนเข้าไปในป่าลึกเพราะเธอไม่ได้มีฝีมือเก่งกาจพอจะปกป้องทุกคนได้หากเจอกับสัตว์ป่าที่ดุร้าย ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของทุกคนนางจึงเลือกจะพาพวกเขาเข้าป่าไม่ลึกนัก จากการสังเกตของนางบริเวณนี้มีเพียงของป่าและสัตว์ป่าเล็กๆอาศัยอยู่เท่านั้น ดังนั้นที่นี่จึงนับว่าปลอดภัยอยู่นางจึงให้ทุกคนเดินหาเก็บผักป่าบริเวณใกล้ๆกันนี้โดยมีนางคอยแนะนำให้อย่างใจเย็น
โจวอิ้งเยว่มองเห็นกอไผ่อยู่ไม่ไกลก็ฉีกยิ้มกว้างทันที 'อ่ะฮ๊าา! มีกอไผ่มันต้องมีหน่อไม้ไช่ม่ะ? ดังนั้นฉันจะเก็บหน่อไม้ไปทำกิน ฮิฮิ!'
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ตรงนั้นมีกอไผ่อยู่ข้าจะไปดูว่ามันมีหน่อไม้หรือเปล่า" โจวอิ้งเยว่หันไปบอกพ่อกับแม่
"อื้ม! เดี๋ยวรอพวกเราช่วยกันเก็บผักตรงนี้เสร็จก่อนจะไปช่วย เ้าใหญ่ไปเป็เพื่อนน้องดูแลน้องให้ดี" ท่านพ่อขานรับบุตรสาวพร้อมกับหันไปพูดกับลูกชายคนโต
"ขอรับ" โจวไห่เหวินขานรับแล้วเดินตามหลังน้องสาวไป
โจวอิ้งเยว่เดินหาหน่อไม้อย่างกระตือรือร้นในหัวของนางตอนนี้กำลังคิดไปถึงรายการอาหารที่ทำจากหน่อไม้แล้ว 'หน่อไม้ผัดพริกแกง หน่อไม้ผัดหมูสับ ต้มจืดหน่อไม้ แกงเผ็ดไก่……..'
"พี่ใหญ่ มีหน่อไม้เยอะเลยเ้าค่ะ" โจวอิ้งเยว่หันไปพูดกับโจวไห่เหวินด้วยความตื่นเต้น
"เยว่เอ๋อร์ เ้าดีใจขนาดนี้เลยหรือ? หน่อไม้นี่แม้จะกินได้แต่มันก็ขมมากเหมือนกันนะ" โจวไห่เหวินไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมน้องสาวถึงได้ดีใจขนาดนี้ ตอนเด็กๆเขาเคยกินหน่อไม้นี่ครั้งหนึ่งรสชาติของมันเขายังจำได้จนถึงวันนี้เลย ดังนั้นด้วยความหวังดีเขาเลยอยากจะเตือนน้องสาวสักหน่อย