เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วงานปักของเฉียวซีนับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้นยิ่งปักมากเท่าไรก็ยิ่งชำนาญมากขึ้นเท่านั้น มีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นงานปักอย่างดีในตะกร้าเฉียวซีก็ตกใจตัวเองถ้าไม่เห็นก็คงไม่รู้ว่าหากเห็นแล้วจะต้องตกใจเช่นนี้ ช่างเกินจริงเสียจริงเวลาครึ่งเดือน นาง... นางนึกไม่ถึงว่าจะปักผ้าเช็ดหน้าได้ยี่สิบสามสิบผืนทั้งยังมีกระเป๋าใบเล็กอีกสิบใบ ทำไมมันดูเกินจริงอย่างนี้เล่า นางปักได้เยอะถึงเพียงนี้เชียวหรือเหตุใดนางจึงจำไม่ได้เลย นางชำนาญถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันงานปักมากมายถึงเพียงนี้เก็บไว้ในบ้านก็จะไร้ค่าดูท่าว่านางต้องเข้าไปในเมืองอีกครั้งเพื่อนำผ้าปักลายเหล่านี้ไปขาย
“พี่รองท่านสับสนอะไรอยู่หรือ” เฉียวไป่กลับมาจากข้างนอกก็เห็นพี่รองนั่งถืองานปักอยู่ในห้องโถงอย่างงุนงงนี่เป็นเรื่องที่หาดูได้ยากมาก
“...ไม่มีอะไร”เมื่อเห็นสายตาของน้องชาย นางก็แสร้งเก็บของในมือใส่ตะกร้าอย่างไม่ได้ตั้งใจ
การกระทำของนางยังไม่เร็วเท่าสายตาของเฉียวไป่“โอ๊ะ พี่รอง ท่านปักได้เยอะอีกแล้ว ไม่ใช่ท่านบอกว่าจะปักให้น้อยลงหรือมันทำร้ายดวงตานี่” เฉียวไป่มองเห็นงานปักที่เต็มตะกร้าจึงแย่งมานับทีละผืนพลางบ่นพึมพำ “ยี่สิบผืน กระเป๋าใบเล็กสิบใบ โอ้โห พี่รอง ท่านปักได้อย่างไร” นี่มันมากเกินไปแล้วเพียงแค่ครึ่งเดือน หรือนางจะปักตอนกลางคืนด้วย แต่จะโทษที่เขาคิดเช่นนี้ไม่ได้ช่วงกลางวันยามที่พี่รองปักผ้าเขาก็อยู่ข้างๆ เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้ปักตลอดเวลาเหตุใดชิ้นงานจึงได้ออกมามากถึงเพียงนี้เล่า เวลากับชิ้นงานไม่สอดคล้องกันเสียเลย!
“อยู่ๆ ข้าก็ปักได้มายมายถึงเพียงนี้โดยไม่รู้ตัวปักแค่ตอนกลางวัน กลางคืนข้าไม่ได้ปัก เรื่องที่ข้ารับปากจะต้องทำได้อย่างแน่นอน”สายตาของเขามีความหมายว่าอะไร หรือว่าจะสงสัยว่าสิ่งที่นางพูดนางไม่ได้ปักทั้งวันจริงๆ นางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดจึงได้มีจำนวนมากถึงเพียงนี้คำถามนี้นางก็อยากเข้าใจเช่นกัน
“จริงเหรอ” เฉียวไป่ไม่ค่อยเชื่อ มองนางด้วยความสงสัยเขาเชื่อมั่นในการคาดเดาของตัวเอง
“จริงสิ ข้าสาบานได้นะ”เฉียวซียกมือขึ้นเพื่อทำการสาบาน
“อย่าเลย ข้าเชื่อข้าเชื่อแล้วก็ได้” เมื่อเฉียวไป่เห็นดังนั้นก็ดึงมือของพี่สาวลงแม้ว่าพี่รองจะกล้าสาบานแต่เขาก็ยังไม่เชื่อ
“เชื่อแล้วหรือ”เฉียวซีเหล่มองน้องชายแล้วเอ่ยขึ้น
เฉียวไป่พยักหน้าก่อนจะคิดถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ในทันที แล้วจึงพูดด้วยความเสียใจ“…ต้องไปขายในเมืองอีกไหม”
“ต้องนำไปขายแน่นอน ผ้าปักสามารถขายได้เงินยี่สิบตำลึงเชียวนะกระเป๋าใบเล็กสิบใบราคาสองตำลึงต่อหนึ่งใบก็ขายได้ รวมแล้วได้ตั้งสี่สิบตำลึงเชียวต้องเก็บเงินไว้ หากพี่ใหญ่สอบผ่านถงเซิงยามเข้าสอบในระดับต่อไปพวกเราจะไปให้กำลังใจพี่ใหญ่ด้วยกันจะได้ถือโอกาสไปเดินเล่นที่เมืองใหญ่” เขายังไม่เคยออกไปไหนไกลๆ มาก่อนการออกไปไหนไกลๆ หนึ่งครั้งมันทรมานเกินไปสาเหตุสำคัญที่สุดคือการคมนาคมไม่สะดวกสบาย
“พี่รองครั้งนี้ข้าไปด้วยได้ไหม” เขาอยากที่จะไปกับพี่รองเฉียวไป่มองไปที่เฉียวซีอย่างมีความหวัง
เฉียวซีเม้มริมฝีปาก นางสับสนเล็กน้อยครั้งก่อนนางไม่ได้ไปในเมืองระดับตำบลอย่างที่เคยไปแต่นางไปที่เมืองใหญ่ระดับอำเภอหากว่าจะพาน้องสามไปด้วยจะต้องถูกจับได้ว่าครั้งที่แล้วโกหกอย่างแน่นอนจะพาไปดีไหมนะ เลือกลำบากเหลือเกิน
“พี่รอง ได้ไหม ได้ไหม”เฉียวไป่มองสีหน้าหวั่นไหวของพี่สาวออก จึงเริ่มใช้ไม้อ้อน
“หยุด อย่าเขย่าข้าข้าพาเจ้าไปก็ได้ แต่พวกเรามีข้อตกลงสามข้อ หากเจ้าทำไม่ได้จะไม่ได้ไปต้องอยู่เฝ้าบ้าน”
“ข้าทำได้แน่”เขาตบหน้าอกยืนยัน
“ข้าไม่ได้ไปเมืองอย่างที่เคยไปแต่ข้าไปในเมืองใหญ่ระดับอำเภอ ดังนั้นเรื่องนี้เจ้าจะบอกพี่ใหญ่ไม่ได้ไม่อย่างนั้นหลังจากนี้ข้าจะไม่พาเจ้าออกไปข้างนอก”ท้ายที่สุดเฉียวซีก็พูดอย่างตรงไปตรงมากับน้องชายเมื่อพิจารณาว่าอนาคตงานปักอาจจะมีเพิ่มมากขึ้น หรือจะกลายเป็นชิ้นงานที่ใหญ่ขึ้นคงไม่สามารถหาข้ออ้างได้เสมอไปสภาพการณ์ที่ตำบลเป็นอย่างไรทุกคนต่างรู้แจ้งแก่ใจดี ผ้าเช็ดหน้าปักลายกระเป๋าใบเล็กๆ เหล่านี้หากจะนำไปขายก็พอจะขายได้หากเปลี่ยนเป็นงานชิ้นใหญ่ก็เริ่มไม่แน่ใจแล้ว
“ไปเมืองใหญ่...พี่รองท่าน... ท่านกล้าหาญเกินไปแล้ว” เฉียวไป่กระโดดลงจากเก้าอี้ด้วยความตกใจหากเดินทางไปเมืองใหญ่ต้องใช้เวลาครึ่งวัน หมายความว่าครั้งก่อนพี่รองน่าจะจ้างรถจึงสามารถกลับมาทันฟ้ามืด นางไม่กลัวจะถูกลักพาตัวหรือ ไม่กลัวโดนปล้นหรือ
“นั่งลง จะตกใจไปทำไม อย่าลืมว่าครั้งก่อนอนที่เราเข้าไปในเมืองเหล่าอันธพาลเจ้าถิ่นก็ถูกข้าหลอกล่อให้จากไปได้มิใช่หรือข้าดูจะถูกหลอกง่ายถึงเพียงนั้นหรือ” เฉียวซีตบเก้าอี้ตัวที่อยู่ข้างนางเพื่อให้น้องชายนั่งลง
“นั่น...นั่นเป็นเพราะท่านโชคดีอย่างไรเล่า หาก... หากคนในเมืองใหญ่มอมยาท่านเล่าท่านจะทำอย่างไร” เฉียวไป่พูดสิ่งที่ตัวเองอยากจะถ่ายทอดออกมาอย่างตะกุกตะกักจนจบพ่อแม่เคยบอกไว้ว่าข้างนอกมีพ่อค้ามนุษย์เป็นจำนวนมากมอมยาคนหลังจากนั้นก็เอาไปขาย คนที่ถูกขายหนีกลับมาไม่ได้โดยสิ้นเชิง
“เอาล่ะเรื่องที่เจ้ากังวลจะไม่เกิดขึ้น” หากคิดจะมอมยานาง ต้องมีความสามารถมากทีเดียวนางรับมือเรื่องเช่นนั้นได้ดีทีเดียว
“ถ้าหากว่าเกิดขึ้นเล่าเรื่องเช่นนี้พูดยากนัก”
“เป็นเด็กเป็นเล็กคิดมากถึงเพียงนั้นไปทำไมเหมือนคนแก่เลย” เฉียวซีตีหน้าผากเฉียวไป่แรงๆ
“พี่รอง เจ็บ ข้าเจ็บ”เฉียวไป่จับหน้าผากพร้อมตะโกนด้วยความเจ็บปวด
“เจ็บอะไรเรื่องที่ข้าพูดเจ้าจำได้ไหม”
“ไม่ได้ ข้าไม่รับปากและท่านก็ไม่ต้องไปด้วย” ถ้าไปเมืองระดับตำบลเช่นเคยเขาจะไม่คัดค้านเลยแต่ไปในอำเภอเช่นนี้เขาไม่เห็นด้วยแน่นอน
“ข้าบอกแล้วว่าไม่มีอะไร”
“ไม่ได้ก็คือไม่ได้หากท่านกล้าแอบไปข้าจะบอกพี่ใหญ่”เฉียวไป่ยืดคอและมองไปที่เฉียวซีด้วยท่าทางดุร้าย กลัวแม้กระทั่งว่านางจะแอบเขาไปจึงพูดถึงพี่ชายใหญ่ไปโดยตรง
“เด็กอย่างเจ้ากล้าขู่ข้าแล้วหรือเก่งแล้วนี่” เฉียวซีตบโต๊ะดังป้าบ ก่อนจะถลึงตาใส่น้องชาย
เฉียวไป่ตอบสนองอย่างรวดเร็วเขากระโดดถอยหลังกลับไป “ข้า... ข้าจะไปบอกพี่ใหญ่”
“เจ้า... เจ้าเก่งมากเก่งเหลือเกิน” เฉียวซีโกรธจนหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
“ข้ากลับห้องไปคัดตัวอักษรแล้ว”สายตาของพี่รองหน้ากลัวเหลือเกิน
“คิดจะหนีหรือ” เฉียวซียื่นมือออกไป ทันทีที่เขาก้าวเท้าด้านหลังก็มีแรงดึงดูดบางอย่างดึงเขาจากด้านหลังประเดี๋ยวเดียวก็ตกไปอยู่ในมือของเฉียวซีแล้ว “เจ้าหนู ยังวิ่งได้อยู่ไหม?”
“พี่รองเมื่อกี้ท่านทำอะไรน่ะ” ดวงตาของเฉียวไป่เบิกกว้างชั่วพริบตาดูเหมือนคนตกใจกลัว มะ... เมื่อกี้พะ... พี่รองใช้วิทยายุทธได้หรือ จริงหรือใช่จริงๆ ใช่ไหม เขาดูไม่ผิดหรอก เขาเพิ่งจะถูกพี่รองจับไว้ในมือใช่ไหม
“หึ...”หนนี้กลับเป็นเฉียวซีที่รู้สึกพอใจ หยิบผ้าปักของตัวเองแล้วหมุนตัวเอาออกไปในชั่วพริบตาที่หันกลับมามุมปากของเฉียวซีกระตุกขึ้น พลางคาดคะเนจากสายตาดูจากสารรูปแล้วข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะไม่ประหลาดใจ เจ้าเด็กน้อย
“พะ... พี่รอง...”นั่นคือกังฟูใช่ไหม ใช่หรือเปล่า แต่พี่รองเป็นตั้งแต่ตอนไหนกันเหตุใดพวกเขาอยู่บ้านเดียวกันจึงไม่รู้เล่า พี่รองปิดบังไว้ดีเกินไปแล้วเฉียวไป่คิดครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะตามไปทันที
“ทำอะไร ข้ากำลังยุ่งอยู่ไปเล่นเองคนเดียวไป” เฉียวซีหัวเราะในใจ รู้ว่าเขาประหลาดใจจนทนไม่ไหว ดูสิติดกับดักแล้วมิใช่หรือ
“ไม่ข้ารับปากว่าจะเก็บเป็นความลับไม่บอกพี่ใหญ่” เฉียวไป่ประหลาดใจจริงๆทำได้แค่เพียงประนีประนอมช่วยนางเก็บความลับ
“ไม่ต้องหรอกครั้งหน้าพี่ใหญ่กลับมาข้าจะพูดกับพี่ใหญ่เอง” เฉียวซีพึ่งคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้นอกจากเรื่องของการมาเกิดใหม่ที่นางไม่คิดจะพูดออกไป เรื่องอื่นๆนั้นนางตัดสินใจจะพูดออกมาทั้งหมด หลังจากนั้นจะทำอะไรจะได้ไม่ต้องทำลับๆ ล่อๆทุกคนควรจริงใจต่อกันและกัน พี่ชายและน้องชายเมื่ออยู่ต่อหน้านางแทบจะไม่มีความลับแต่นางกลับมีอยู่มากมายหากว่าถูกพี่ใหญ่รู้เข้าโดยไม่ได้ตั้งใจมันจะเหมือนกับงานเทศกาลหยวนเซียวคราวนั้นหรือไม่ ทำให้พี่ใหญ่โกรธ ไม่พอใจทำให้เขาคิดว่าตัวเองไม่มีประโยชน์
“อ่า...”
“อ่าอะไรเล่าพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ ต้องซื่อสัตย์จริงใจต่อกันสิ”หากว่าแม้แต่คนในครอบครัวยังต้องปิดบัง นั่นยังใช่คนในครอบครัวอยู่อีกหรืออย่างนี้มีแต่จะผลักไสคนใกล้ชิดให้ไกลห่างออกไปชาติก่อนนางใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวกันชาตินี้แม้พ่อแม่จะไม่อยู่แต่นางยังมีพี่ใหญ่กับน้องสามเช่นนั้นก็ไม่ควรแบ่งแยกจากพวกเขาหรอก
“พี่รอง ท่านพูดออกมาเร็วๆเลย ท่านเพิ่งจะใช้กังฟูใช่ไหม” เฉียวไป่ท่าทางตื่นเต้นในห้องของเฉียวซี
ยุทธภพ ความฝันเรื่องกำลังภายในไม่ว่าจะยุคสมัยไหนต่างก็มีคนโหยหามัน วีรบุรุษสามารถถูกผู้คนจดจำได้มากที่สุดจิ้งอ๋องผู้เป็นเทพยุทธแห่งต้าเฉวียนคือบุคคลที่ประชาชนเคารพและศรัทธาด้วยการปกครองของเขาประชาชนต่างพากันใช้ชีวิตอย่างสงบและทำงานอย่างมีความสุขประเทศสงบประชาร่มเย็น ชีวิตได้รับการคุ้มครอง
“ใช่”เฉียวซีตอบกลับอย่างรวดเร็วโดยไม่รีรอ
“ท่าน... ใครสอนท่านกัน”เขาอยู่กับพี่รองตลอด พี่รองไปเรียนตอนไหนกัน
“ไม่มีใครสอนหรอกตอนที่ยังเด็กมากๆ ข้าฝันถึงทุกคืน เรียนกับท่านผู้เฒ่าเคราขาวในฝัน”เฉียวซีรู้ว่าคนที่นี่เคารพยำเกรงต่อเซียนจะไม่มีใครสงสัยเรื่องข้อเท็จจริงในคำพูดของนาง
“ว้าว... พี่รอง ท่านต้องได้พบกับเซียนแล้วแน่ๆมีเพียงเซียนเท่านั้นที่จะทำเช่นนี้ได้” โอ๊ยยยย น่าอิจฉาจัง เขาก็อยากเรียนเขาเลื่อมใสศรัทธาจิ้งอ๋องมากที่สุดแล้ว
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าอยากเรียนไหม ข้าสอนเจ้าได้นะ” แม้ว่าในอนาคตน้องชายจะเหมือนกับพี่ใหญ่แต่ไม่มีใครบอกว่าปัญญาชนจะไม่สามารถมีศิลปะการต่อสู้ที่ล้ำเลิศได้ถูกไหมและถ้าสอนน้องชายแล้ว หลังจากนี้เขาก็สามารถออกไปข้างนอกคนเดียวได้และยังสามารถปกป้องตัวเองได้ด้วย ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกใครรังแกยามตกอยู่ในอันตราย
“ตกลงๆ”เฉียวไป่พยักหน้าราวกับลูกคิด รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาเจิดจ้าเป็นอย่างยิ่ง
“เช่นนั้นเริ่มมะรืนนี้ตอนเช้าต้องไม่นอนขี้เกียจนะ”วิทยายุทธควรค่าแก่การยืนหยัดอดทน การวางรากฐานให้ดีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
“ไม่ใช่พรุ่งนี้หรือ”ทำไมต้องรอถึงมะรืนนี้ด้วยเล่า
“พรุ่งนี้จะไปขายผ้าเช็ดหน้าปักลายในเมืองอย่างไรเล่า”
“แหะแหะ ข้าลืมแล้วข้าก็จะไปด้วย” เมื่อรู้ว่าพี่รองเป็นกังฟูเขาจะไม่คัดค้านอีกแน่นอน
“รู้แล้วๆ”
ตื่นเช้านั่งเกวียนวัวของบ้านปู่หลินเข้าไปในเมืองระดับตำบลก่อนแล้วจึงเช่ารถม้าอีกหนึ่งคันเพื่อพาสองพี่น้องไปในเมืองระดับอำเภอ
ระหว่างทางเฉียวไป่ตื่นเต้นมากนี่เป็นครั้งแรกที่ออกมาไกลถึงเพียงนี้ เขาจะไม่ตื่นเต้นไม่ดีใจได้อย่างไรเขายังคงถามโน่นถามนี่กับพี่รองอยู่ตลอด เฉียวซีถูกเขาถามจนปวดหัวแต่เฉียวไป่กลับไม่รู้ตัวเลย เมื่อถึงทางเข้าเมืองเขาจึงหยุดปากที่พูดเจื้อยแจ้วไม่ยอมพักไป