ตอนที่ 1 ยอดบุปผาหรือม้าศึก
แนะนำตัวละคร
-หลินเหอเหยา-
ยอดบุปผางามแห่งจินเป่ย เกิดและโตในจวนราชครู นิสัยดันหยาบกระด้างราวม้าศึก กู่ฉิน พิณ อักษรล้วนไม่ถนัด ตระหนักรู้ต่อยตีมากกว่าอ่านตำรา บิดาผู้เลี้ยงดูยังต้องกุมขมับ "ท่านพ่อจะทุกข์ใจไปไย สกุลหยวนต้องภูมิใจในตัวสะใภ้เช่นข้า"
นางยิ้มแฉ่งเล่นหูเล่นตาทำหน้าระรื่น นอกจากวิชายุทธที่แตกฉานก็แทบหาเื่พอดีในตัวนางไม่ได้เลย หากไม่ใช่สัญญาหมั้นหมายเดิมที่ผู้ใหญ่ผูกเกี่ยวให้เกรงว่าชาตินี้คงขายไม่ออก "จารีตที่ว่าหญิงสาวต้องตุ๋นแกงปูเสื่อผู้ใดคิด! ข้าจะร้ายกาจและเกี้ยวสามีเช่นนี้"
-หยวนเหรินม่อ-
ชายหนุ่มผู้มีกล้ามเนื้อเหล็กห่อหุ้มกระดูกทองแดง ร่างแกร่งใบหน้าคมดุจเทพาผู้ใดบ้างไม่หมายปอง ต่อมามีคำพูดล้อเลียนที่ว่า หากนับรายชื่อหญิงงามที่อยากแต่งเข้าจวนหยวนคงต้องใช้กระดาษสักร้อยผืนกระมัง "ข้าไม่สนว่าผู้ใดอยากแต่ง ข้าสนแต่เพียงจะสลัดนางอย่างไรให้พ้นพันธะ"
เขาก็ยังเป็คนพูดน้อยต่อยหนักเช่นเดิม แม่ทัพผู้ไร้เทียมทานถึงขั้นยกมือก่ายหน้าผากยามจันทร์หงาย "ออกรบฆ่าฟันศัตรูยังไม่กลัดกลุ้มเท่านี้"
เล่าย้อนไปเมื่อหนึ่งพันปีก่อนคริสตกาล สมัยราชวงศ์โจว
จีนแผ่นดินใหญ่เรืองอำนาจได้ด้วยการห้ำหั่น ยุคที่แผ่นดินไม่ประสานเป็ปึกแผ่น แม่ทัพใหญ่ถือเป็กองกำลังสูงสุดและมีเกียรติ สกุลหยวนสืบทอดเครื่องราชตรายศในตำแหน่ง 'ต้าเจียงจวิน[1]' รุ่นสู่รุ่น หลายสกุลต่างเข้าหาเพราะผลประโยชน์ หากแต่ไมตรีนี้มีให้สหายแซ่หลินเพียงหนึ่ง
ฤดูวสันต์ปีนั้นช่างร้อนระอุและแห้งแล้ง บนถนนเส้นหลักส้มแสดไปด้วยใบไม้ร่อนเกลื่อนพื้น ยามเสียงเคาะประตูจวนดังขึ้น 'หลินหลางชู' ััได้ถึงผู้มาเยือน บนโต๊ะหินอ่อนเนื้อเย็นวางล้อมไปด้วยไหสุราและอาหารสี่ห้าอย่าง สหายที่เติบโตมาด้วยกันเป็อย่างดี ต่างผ่านการสอบจอหงวนรับราชการพร้อมกัน
"เหล่าหลินความสัมพันธ์สองสกุลดีขนาดนี้ มิสู้มาเป็ทองแผ่นเดียวกันดีหรือไม่" ขณะเมากึ่ม 'หยวนลู่ถิง' คล้ายพูดจาล้อเล่นแต่คิดจริงจัง
"เพิ่งแต่งฮูหยินเข้าจวนสามวันกดดันกันเสียแล้ว" ฝ่ายตรงข้ามตบหน้าขาฉาดหัวเราะร่วนด้วยความพอใจ
"ไหนเลยจะกล้า จวนแม่ทัพย่อมต้องมีบุตรชาย ส่วนพวกท่านเร่งมีบุตรสาวมาเกี่ยวดองกัน ครั้นบังเอิญได้บุตรชายก็ให้เป็สหายก็แล้วกัน" คำพูดในวงเหล้าไม่รู้จะเชื่อถือได้เพียงใด แต่แววตาเฉียบแหลมคู่นั้นดูหนักแน่นและเป็จริงเป็จังไม่น้อย
"เช่นนั้นก็ผูกไมตรีส่งต่อไปยังรุ่นลูกเถอะ" หลินหลางชูพยักหน้ารับอย่างนอบน้อมก่อนจะยกไหเหล้ากระทบกันจึงค่อยดื่มพร้อมเฉตามองสอดรอยยิ้มกริ่มให้ฮูหยินอย่างสื่อความหมาย
หลังจากร่ำสุราฉลองตำแหน่งหน้าที่ครั้งนั้น สองสกุลไปมาหาสู่กันครึ่งปี ผู้บัญชาการทหารคนใหม่ภารกิจรัดตัว สกุลหยวนจำเป็ต้องย้ายไปอยู่หมู่บ้านเล็กๆแถบชายแดน ร่ำลือว่าผืนดินกวานผิงทั้งแห้งแล้งและยากแค้น ส่วนสกุลหลินเขียนข่าวดีผ่านจดหมายว่าฮูหยินตั้งครรภ์อ่อนๆ แต่น่าเสียดายที่เด็กคนนั้นมิใช่สตรีแต่เป็ชาย เพราะอยากเกี่ยวดองกันใจจะขาด หลินหลางชูใช้เวลารีดน้ำซาวข้าวอยู่หลายปีกว่าฮูหยินจะมีบุตรคนที่สอง
สัญญาหมั้นหมายคัดเป็อักษรส่งให้ทางการั้แ่วันที่นางเกิด ในฐานะราชครูหรือยอดกุนซือแห่งจินเป่ย หลางชูตั้งใจเคี่ยวกรำบุตรสาวให้เพียบพร้อมกับการเป็ฮูหยินจวนแม่ทัพในอนาคต ฉไหนนางส่อแววดื้อด้านหัวแข็งไม่ยอมคน แม้แต่ 'หลินหลุนเสวีย' ที่เป็พี่ชายแท้ๆยังถูกนางต่อยตีหัวร้างข้างแตกจนชินชา นอกจากพี่ใหญ่ผู้แสนดีจะไม่โกรธที่นางป่าเถื่อนไม่รู้ความยังช่วยน้องหญิงปกปิดความผิด บ้างก็ว่าหกล้ม บ้างก็ว่ามีปากเสียงกับลูกขุนนางยศใหญ่ในสถานศึกษา เป็เช่นนี้แล้วนางจะไม่เคยตัวได้อย่างไร นอกจากสกุลหยวนที่รอคอยการลืมตาดูโลกของนาง ก็มีหลุนเสวียที่ตั้งตารอน้องหญิงจากครรภ์มารดาเช่นกัน
หากพูดถึงความอ่อนโยนถนอมบุปผา... เขานับว่าเป็พี่ชายที่แสนดี แต่ต่อหน้านางฉไหนแสร้งทำเป็ขบกัด ไม่ยอมคน คงไม่จำเป็ต้องใช้หน่วยชั่งใดวัดตวงก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเขามาจากมารดาเดียวกัน
*****
สิบแปดปีต่อมา ตลาดกลางเมือง จินเป่ย
"หยุดนะ! เอากะลาของข้าคืนมา" ขอทานขาด้วนแขนกุดะโเสียงดังจาบจ้วงหัวขโมย
"แน่จริงก็ตามให้ทันสิ" หลินเหอเหยากระทืบเท้าไปข้างหน้าพร้อมเปล่งเสียงยียวน
ผู้มองเข้ามาต่างติฉินว่านางรังแกผู้ยากลำบากไร้ความเมตตา ก่อนจะมีใบหน้าถอดสีก็ต่อเมื่อได้เห็นขอทานหนุ่มวิ่งปร๋อไล่ตามตำลึงเงิน ชาวบ้านปากยืดเลือกเข้าข้างนางว่องไวราวกิ้งก่าเปลี่ยนสี พวกเขาพลิกลิ้นเปล่งเสียงพูดเป็เสียงเดียวกันว่า "เ้าขอทานชั่ว หลอกลวงกันชัดๆ" เข็มเป้าหมายเบนไปหานักต้มตุ๋นคนนั้น ไหนจะก้านผัก หัวปลา และเปลือกไข่ต่างโยนไปที่กายหยาบ
เขาโดนเช่นนั้นก็สมควรแล้ว เหอเหยาได้แต่เท้าสะเอวมองด้วยแววตาประกายสะท้อนสัจธรรมแห่งโลก เสียงหัวแ่เบาดังออกมาอย่างพึงพอใจพร้อมประโยคสอนใจที่ว่า
"ช่วยชีวิตคนเพียงหนึ่งคน ได้กุศลยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น แล้วนี่ข้าช่วยเหลือคนทั้งตลาด ตายไปคงได้เป็เง็กเซียนกระมัง"
สร้างเื่ป่วนอลหม่านอยู่ครึ่งค่อนวันก็ได้เวลากลับจวน ระหว่างเดินเท้ากลับจวนอย่างเริงร่ารถม้าประทับตราราชครูขวางทางเดิน ข้างบานหน้าต่างมีนิ้วเรียวกรีดม่าน บุรุษหน้างามชะโงกหัวออกมาหยักคิ้วเชิญชวน "ขึ้นมาสิ เร็วเข้า!"
เหอเหยาชักสีหน้าเบื่อหน่ายคล้ายรู้ชะตากรรม เฉตัวเข้าไปนั่งบนแผ่นไม้อย่างปฏิเสธไม่ได้ ทันทีที่นางหยุดนิ่งฝ่ายตรงข้ามยกฝ่ามือกรีดนิ้วเรียวหักข้อต่อนิ้วทั้งห้างอม้วนเข้าหากันเพื่อเขกกระบาลนางหนึ่งที "โอ๊ย! ข้าเจ็บนะ"
นางหลุบตัวลงต่ำทำเหมือนตนเป็ของเหลว หยี่ตาคล้ายจะร้องไห้ทำตัวน่าสงสาร ทว่าฉากนี้หลุนเสวียเห็นจนเบื่อหน่าย ั้แ่เล็กจนโตนางเอาแต่ใช้ลูกไม้เดิมๆ แต่แปลกที่มันได้ผลทุกครั้งไป "พอได้แล้ว! เลิกงอแงเช็ดน้ำตาของเ้าซะ เมื่อไหร่จะรู้จักโตเสียที แต่งออกเรือนพี่ใหญ่ปกป้องเ้าไม่ได้แล้ว"
หลังค่อมยานเปลี่ยนเป็ยืดตัวตรงเมื่อได้ยินเื่แต่งงาน หลินเหอเหยาเฝ้ารอเวลานี้มาโดยตลอด 'หยวนเหรินม่อ' คือชายเดียวที่นางปรารถนา หญิงสาวทำตัวเชื่องช้าหลุบหัวไปมาคล้ายสุนัขหูลู่กระเถิบเข้าหาหลุนเสวียอย่างมีเลศนัย ใบหน้าหวานเอียงเข้าใกล้สอดแววตาประกายแพรวพราวราวท้องทะเลมรกต ก่อนจะเอื้อนเสียงเบาออกมาเอาใจ
"พี่ใหญ่ ท่านพี่หยวนเข้าเมืองหลวงหนนี้จะมาบ้านเราหรือไม่"
"เ้าเด็กโง่ ท่านป้าส่งเขาเข้าเมืองก็เพื่อสู่ขอเ้า แน่นอนว่าจวนหลินของเราคือเป้าหมายของการเดินทางไกลพันลี้" หลุนเสวียหัวเราะฉาดในความไขสือของน้องหญิง
จวนราชครู เรือนไม้สกุลหลิน
เมฆาล่องลอย สายธารไหลริน
ยามรถม้าจอดเทียบทางเข้า หลินหลางชูขัดมือไขว้หลังถือไม้เรียวรออยู่แล้ว เมื่อพบหน้าฉะตา... หลินเหอเหยารับรู้ชะตากรรม เื่อะไรนางจะยอมเจ็บตัวง่ายๆ จวนหลินชุลมุนเป็ไก่บินหมาะโ[2]ก็เพราะนาง ปฏิภาณไหวพริบโดดเด่นใช้ผิดวิธี เหอเหยาผลักแผ่นหลังหนากำบังหน้าก่อนจะหมุนตัวหลบเลี่ยงเข้าสวนอย่างเฉียดฉิว
"ท่านพ่อผ่อนปรนบ้างได้หรือไม่"
"ข้าผ่อนปรนให้เ้าตั้งกี่หน มีบุตรสาวเช่นเ้าทำข้าอับอายยิ่งนัก ไม่สมกับชื่อเสียงสกุลราชครูเก่าแก่ ดูอย่างพี่ใหญ่ของเ้าเป็ตัวอย่าง ทั้งว่านอนสอนง่ายอ่อนโยนกว่าสตรีเช่นเ้าเป็ไหนๆ "
หลางชูผู้เป็บิดากังวลหนักหนาอยู่เื่เดียวก็ยามนางแต่งเข้าจวนสกุลหยวน นอกจากจะทำให้บรรพบุรุษขายหน้าก็รังแต่จะสร้างเื่ใหญ่โตชักศึกเข้าบ้านจนสกุลหยวนวิบัติ ทว่าในขณะที่พ่อลูกชุลมุน มารดาก็เร่งเข้ามาประคองหลุนเสวียที่ปวดหนึบตามลำตัว เขารับแรงหวดแส้แทนน้องหญิงไปหลายฝาด มีแค่มารดาเท่านั้นที่รู้ทันว่าเขาจงใจเอียงตัวบังให้หลินเหอเหยาอย่างเต็มใจ
"ัร่อนหงส์รำดั่งวายุ ข้ามาพบคน" น้ำเสียงแหบพร่าลั่นวาจาหน้าจวน บทกวีล้ำลึกทำบ่าวไพร่ผู้เฝ้าประตูฉงนจนมิกล้าขวาง
ต้าเจียงจวิน [1] หมายถึง ตำแหน่งผู้บัญชาการทางทหารสูงสุด
ไก่บินหมาะโ [2] หมายถึง สำนวนจีนที่สื่อถึงความอลหม่านวุ่นวาย