ตอนที่ 26: งานเลี้ยงอาหารค่ำ
หลินซีคิดไม่ถึงว่าหานเหม่ยฟางจะทำแบบนี้ได้ แต่เมื่อแบ่งอาหารออกมาแล้วก็แค่ไม่กี่วันเท่านั้นเอง เธอทำแบบนี้ทำไม? หลินซีถามขึ้นมา “พวกเธอคิดว่าจะให้แบ่งแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เหรอ?” พอพูดมาถึงตรงนี้หยวนเฮ่อก็จนใจ “ก่อนหน้านี้ก็เคยมีมาแล้วแต่ว่าเป็นตอนก่อนหน้าที่จะเก็บพืชผลตอนหน้าร้อน เป็นเวลาสั้นๆ ทุกคนก็ประชุมกันแล้ว ครั้งนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวครั้งหน้าฉันจะมาบอก” หลินซียังอยากถามอยู่ ตอนนั้นเองที่ฉู่เฉิงกลับมาแล้ว เด็กน้อยวิ่งจนหายใจหอบ หลินซีพูดด้วยอาการตำหนิเล็กน้อย “เต้าหู้น่ะไม่ต้องรีบเอาลงหม้อก็ได้ เธอวิ่งเร็วขนาดนี้ทำไม? หนาวไหม? ไปดื่มน้ำร้อนให้อุ่นๆ หน่อยไป” ฉู่เฉิงวางหม้อลง เขาสูดหายใจช้าๆ แล้วพูดขึ้น “ไม่หนาว พี่สาวจะทำกับข้าวผมก็เลยมาช่วยพี่จุดไฟ” ฉู่เฉิงมองหยวนเฮ่อที่กำลังนั่งจุดไฟอยู่แวบหนึ่ง หยวนเฮ่อส่งยิ้มมาทางเขาแต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะหลีกทาง หลินซีเห็นรองเท้าของฉู่เฉิงเปียกนิดๆ ก็กลัวว่าเขาจะหนาวจึงเร่งเขา “กลับห้องไปเปลี่ยนรองเท้าแล้วพักสักหน่อย” ฉู่เฉิงยังอยากจะพูดต่อหลินซีจึงผลักเขาเบาๆ “รีบไปเปลี่ยนเร็ว เดี๋ยวผิวบวม เอามันเทศที่เพิ่งย่างเมื่อกี้ไปแบ่งทุกคนกินด้วยนะ” ฉู่เฉิงหมุนตัวเดินออกไป หยวนเฮ่อมองฉู่เฉิงที่เดินออกไปแล้วก็พูดต่อ “เด็กคนนี้ติดเธอมาเลยนะ” หลินซียิ้ม “เขาน่าสงสาร ไม่มีญาติอยู่นี่สักคน” หยวนเฮ่อขยับท่อนไม้ที่อยู่ในมือ พร้อมทั้งพูดแซวยิ้มๆ “เด็กคนนี้เห็นเธอเป็นแม่เหรอ?” หลินซีโดนแซวจนต้องหัวเราะออกมา พอประเมินความติดคนของเด็กคนนี้แล้วก็มีความเป็นไปได้เช่นนั้นจริงๆ เพียงแต่ตัวเธอเองคลอดเด็กที่โตขนาดนี้ออกมาไม่ได้ หยวนเฮ่อมองท่าทางสีหน้านิ่งๆ ของหลินซีแล้วก็ยิ้มออกมาเช่นกัน ไม่นานหลินซีก็นำอาหารมาวางบนโต๊ะ วันนี้คนมีเยอะ ทุกคนจึงพยายามนั่งลงเบียดๆ กัน หลินซีตักซุปปลาแบ่งให้ทุกคน พอทานซุปปลาลงท้องไปแล้วยุวฯ ซุนอี้ก็ถอนหายใจยาวๆ ออกมาเฮือกหนึ่ง “ยุวฯ หลิน ฝีมือไม่เลวเลยนะ เทียบได้กับรสมือระดับแม่ฉันเลย” ซุนอี้เป็นคนภาคใต้ เขาชอบกินปลาและกุ้ง ที่นี่จะหาปลากินสักครั้งนั้นยากแสนยาก ครั้งนี้เขาคงหนำใจแล้ว หลินซีใช้สองมือประกบกันเป็นท่าคำนับเขาแล้วเอ่ยขึ้น “ขอบคุณมากสำหรับคำชม ถ้าอย่างนั้นนายก็ต้องไปตกปลามาเยอะๆ หน่อยนะ ฉันจะได้มีโอกาสฝึกฝีมือ จะได้เพิ่มทักษะการทำอาหารให้ดีขึ้น” ทุกคนพากันหัวเราะ ฉู่เฉิงมองหลินซีพูดคุยหัวเราะกับทุกคนก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวไม่พูดจา หลินซีคีบเนื้อปลาใส่ชามของเขาให้หนึ่งชิ้น ฉู่เฉิงเงยหน้าขึ้นมองหลินซีแวบหนึ่งแล้วยกยิ้มขึ้นมาในที่สุด พอพูดถึงปลาทุกคนก็เปิดหัวข้อสนทนาขึ้นมา ตอนนี้แม่น้ำจิ่งกลายเป็นน้ำแข็งแล้ว พวกยุวปัญญาชนได้ทำช่องตรงพื้นน้ำแข็งแม่น้ำจิ่งไว้ช่องหนึ่งเพื่อใช้จับปลา แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกครั้งจะสำเร็จ วันนี้ทุกคนนั่งแช่อยู่บนน้ำแข็งอยู่ 2-3 ชั่วโมงถึงจับได้ปลาหนึ่งตัว รสชาติของปลานั้นไม่เลวเลยจริงๆ ดีกว่าที่ระบบให้มาเยอะ ตอนแรกหลินซีรู้สึกตื่นเต้น แต่ต่อมาพอรู้ว่าลำบากขนาดนี้ก็รีบถอนความคิดนั้นออกไปทันที ฉู่เฉิงที่อยู่ข้างๆ ตาเป็นประกายแต่ไม่ได้พูดอะไรมาก พอทานอาหารเสร็จแล้วหยวนเฮ่อและยุวปัญญาชนกลุ่มหนึ่งก็กลับไปที่พักยุวปัญญาชน หวังหยวนรั้งท้ายอยู่ด้านหลังกับหยวนเฮ่อ เขาถามหยวนเฮ่อเสียงเบา “ครั้งก่อนยุวฯ หลินปฏิเสธนายไปไม่ใช่เหรอ? นายยังไม่คิดจะล้มเลิกอีก?” หยวนเฮ่อยิ้ม “เธอยังอายุน้อยอยู่ คิดว่าคงยังไม่คิดเยอะขนาดนั้น ฉันจะลองดูอีกครั้ง” หวังหยวนเผยยิ้มแสดงความกระจ่างออกมา เขาเองก็คิดว่ายุวฯ หลินนั้นดีมากๆ หากล้มเลิกไปแบบนี้ก็น่าเสียดาย หลายวันมานี้อากาศเย็น หลินซีให้ฉู่เฉิงพักอยู่บ้านนานๆ ไม่ต้องออกมาบ่อย ฉู่เฉิงเองก็เชื่อฟัง เขาหมกตัวอยู่กับหลินซี หลินซีอ่านหนังสือส่วนฉู่เฉิงก็แก้ปัญหาคณิตศาสตร์อยู่ข้างๆ หลินซีคิดว่าเด็กคนนี้มีความสามารถในการรับข้อมูลดีมากๆ ตอนนี้ทุกๆ วันหลินซีจะสอนเขาตามเนื้อหาที่อยู่บนหนังสือตำราเรียน ฉู่เฉิงเรียนเร็วมากๆ หลินซีใช้ความช่วยเหลือจากระบบหาข้อที่มีความยากให้เขาเพิ่มอีก ฉู่เฉิงก็เต็มใจทำ พอทำเสร็จก็กินข้าว วันๆ ผ่านไปอย่างสบายใจและอิสรเสรี ในตอนนี้เองก็มีคนเคาะประตูลานบ้าน ฉู่เฉิงวางปากกาลงแล้ววิ่งไปเปิดประตู คนที่ยืนอยู่ตรงประตูคือหานเหม่ยฟาง หลินซีคาดไม่ถึง ตั้งแต่ที่หลินซีออกจากที่พักยุวปัญญาชนเธอและหานเหม่ยฟางก็ไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลย ครั้งก่อนหลินซีบาดเจ็บมีหลายคนมาเยี่ยมเธอ แต่หานเหม่ยฟางก็ไม่ได้โผล่หน้ามา ครั้งนี้เธอมาทำอะไร? หานเหม่ยฟางพอเห็นหลินซีก็รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เธอลูบมือที่แข็งจนกลายเป็นสีแดงแล้วพูดขึ้น “หลินซี ไม่ได้เจอกันมาสักพักแล้วนะ ครั้งก่อนได้ข่าวว่าเธอบาดเจ็บ ตอนนี้ดีขึ้นแล้วหรือยัง?” หลินซีมองหน้าเธอแล้วก็เดาว่าวันนี้ที่มาจะต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ เธอให้หานเหม่ยฟางนั่งลงผิงไฟก่อน จากนั้นจึงถามขึ้น “พี่หาน นั่งก่อนสิคะ จะดื่มน้ำไหม?” “ไม่ล่ะ ไม่รบกวนหรอกจ้ะ” วันนี้หานเหม่ยฟางดูไม่เป็นธรรมชาติอย่างเห็นได้ชัด หลินซีเกิดรู้สึกสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาในใจ แล้วหานเหม่ยฟางก็พูดต่ออย่างที่คาด “ที่ฉันมาวันนี้ก็เพราะมีเรื่องอยากให้เธอช่วย” หลินซีจ้องมอง รอให้เธอพูดต่อไป หานเหม่ยฟางอึกอักอยู่สักพักแล้วจึงเปิดปากพูดขึ้นมา “ฉันอยากมาหาเธอเพื่อขอยืมอาหาร” พอหลินซีได้ยินดังนั้นสีหน้าของเธอก็แย่ขึ้นมาเล็กน้อย “พี่หาน จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังไม่ได้เลยสักแอะ อาหารที่กินก็เป็นอาหารสมทบทั้งนั้น พี่ก็รู้ว่าอาหารพวกนี้แต่ละคนกินกันอย่างประหยัดมาก ฉู่เฉิงยังไม่มีส่วนแบ่ง เราสองคนมีอาหารแค่นี้ก็ยิ่งไม่พอกินไปใหญ่ พี่ยังจะมาขอยืมอาหารกับฉันอีกเหรอ?” หานเหม่ยฟางไม่คิดว่าหลินซีจะไม่เต็มใจให้ยืม เธอคิดว่าหลินซีสามารถเลี้ยงฉู่เฉิงได้และยังเลี้ยงฉู่เฉิงซะดิบดีขนาดนี้ เธอจะต้องไม่ขาดแคลนอาหารแน่ๆ เธอเองก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน แต่ก็ยังพยายามอดกลั้นความรู้สึกและอธิบายกับหลินซี “ที่บ้านฉันเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย ก่อนหน้านี้ฉันส่งอาหารกลับไปส่วนหนึ่ง ตอนแรกคิดว่าขุดผักป่ามากขึ้นอีกนิดก็คงพอถูไถไปได้ ไม่คิดว่าตอนนั้นฝนจะตกต่อเนื่อง ฉันขึ้นเขาไม่ได้ก็เลยไปขุดผักป่ามาไม่ได้ คราวนี้ก็เลยมีไม่พอกิน” หลินซีคิดคำนวณอยู่สักพัก อาหารฤดูใบไม้ผลิที่ส่งมายังไม่ถึงหนึ่งเดือนก็ไม่พอเธอกินแล้ว ยังต้องรอไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวในหน้าร้อน วันต่อๆ ไปจะอยู่อย่างไร? หลินซีลังเลอยู่สักพักแล้วก็พูดขึ้น “พี่หาน อาหารของฉันก็ไม่พอเหมือนกัน ก่อนหน้านี้คนในหมู่บ้านมาเยี่ยมก็เอาของมาให้นิดๆ หน่อยๆ ถ้าพี่ไม่รังเกียจฉันจะเอามันหวานให้ มากกว่านี้ฉันไม่มีแล้ว พอได้ไหม?” หานเหม่ยฟางได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมาแล้วพูดขึ้น “ได้สิๆ รอให้ฉันได้อาหารแล้วฉันจะคืนให้นะ” หลินซีบอกให้ฉู่เฉิงไปเอามันหวานถุงหนึ่งให้หานเหม่ยฟาง ฉู่เฉิงทำหน้านิ่ง เดินไปห้องเก็บของ แค่ครู่เดียวเขาก็ถือถุงกลับมา พอหานเหม่ยฟางเห็นเช่นนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็เจื่อนลงไป ตอนแรกคิดว่าอย่างน้อยๆ ก็คงให้สักถุง ปรากฏว่าฉู่เฉิงก็ถือมาถุงหนึ่งจริงๆ แต่ว่าถุงนี้มันเล็กไปนิด อย่างมากก็ไม่เกิน 5 กิโลกรัม ฉู่เฉิงวางถุงลงตรงหน้าหานเหม่ยฟาง หานเหม่ยฟางมองฉู่เฉิงแวบหนึ่ง ส่วนฉู่เฉิงไม่แม้แต่จะมองเธอ หานเหม่ยฟางพยายามฝืนยิ้มขอบคุณหลินซีจากนั้นก็ถือมันหวานกลับไป แต่ในใจกลับกำลังบ่นพึมพำ “หลินซีนี่ก็จริงๆ เลย เธอเลือกที่จะเลี้ยงคนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยแต่กลับไม่ยอมช่วยเธอ เธออุตส่าห์บากหน้ามาขออาหารแต่เธอกลับให้มาแค่นี้” หลินซีรอจนหานเหม่ยฟางไปแล้วจึงใช้นิ้วกดลงไปตรงหัวของฉู่เฉิงแล้วเอ่ยขึ้น “ทำไมถึงขี้เหนียวขนาดนี้ ถุงนั้นถึง 5 กิโลกรัมไหม?” ฉู่เฉิงเบ้ปากพึมพำออกมาประโยคหนึ่ง “ก็เกือบๆ พี่ เขาไม่ได้ดีกับพี่เลยนะ ทำไมต้องให้เขายืม? พี่น่ะใจอ่อน ถ้าเป็นผมแค่อันเดียวก็ไม่ให้” หลินซีส่ายหัวแล้วอธิบายให้ฟัง “พูดตามจริงแล้วฉันก็ไม่อยากให้แต่พวกเราเป็นยุวปัญญาชนเหมือนกัน ฉันทนมองเธอท้องหิวไม่ได้ เรื่องนี้ถ้าเกิดพูดออกไปคนอื่นก็จะหาว่าฉันขี้เหนียว ให้ยืมนิดหน่อยก็ยังถือว่าให้ จะให้เขานินทาไม่ได้” ฉู่เฉิงพยักหน้าแต่ในใจก็ยังไม่คิดเช่นนั้น ปล่อยให้คนเขานินทาก็ยังดีกว่าปล่อยให้ตัวเองหิว พูดไปพูดมายังไงก็สรุปได้ว่าพี่สาวนั้นจิตใจดีเกินไป หลินซีก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน ทำไมอาหารของหานเหม่ยฟางถึงไม่พอกินไปได้นะ เธอเป็นคนขยันทำงาน ส่วนแบ่งก็ได้ไม่น้อย หลังจากนั้นหลินซีถึงได้ยินที่หลิวเสียบ่นกับเธอว่าบ้านของหานเหม่ยฟางจน อาหารไม่พอกินตลอด หานเหม่ยฟางเป็นพี่ใหญ่ในบ้านจึงต้องช่วยคนในครอบครัว ทุกๆ ปีเธอต้องส่งอาหารไปให้ที่บ้าน ครั้งนี้แม่ของเธอป่วยจึงต้องส่งอาหารไปให้มากจนตัวเองไม่พอกิน อีกอย่างปีนี้เธอต้องกลับบ้านเกิดไปเยี่ยมญาติ และโดยปกติแล้วก็ต้องเอาของกลับไปด้วย ตอนนี้ในทุกๆ ปีเธอจะได้อาหารแค่นิดหน่อยมาแบ่งกินกับทุกคน ทำแบบนี้ก็เหมือนกับว่าทุกคนต้องคอยเกื้อหนุนเธอ ตรงนี้เองที่ทำให้หลิวเสียดูถูกหานเหม่ยฟางมาตลอด เธอต้องดูแลคนในบ้านก็ไม่มีใครว่า แต่การที่เธอเอาเปรียบทุกคนทำให้คนเหล่านั้นไม่พอใจแน่อยู่แล้ว เพราะเรื่องนี้เลยทำให้บรรยากาศในที่พักยุวปัญญาชนช่วงนี้นับวันยิ่งตึงเครียด เรื่องนี้หลินซีต้องชื่นชมหานเหม่ยฟาง ตัวเองยังดูแลแทบไม่รอดแล้วยังพยายามดูแลคนในบ้านอีก ในด้านของการดูแลครอบครัวหลินซีเทียบหานเหม่ยฟางไม่ได้เลย ครั้งที่แล้วหลังจากหลินซีได้รับจดหมายก็เขียนตอบกลับคุณป้าไปและยังส่งเห็ดกับผักดองไปอีกนิดหน่อย ส่วนพ่อแม่หลินซีก็ส่งเงินห้าหยวนกลับไปให้เพื่อเป็นของขวัญแสดงความยินดีที่พี่สาวคนโตแต่งงาน หลังจากนั้นหลินซีก็ไม่ได้รับจดหมายจากบ้านอีกเลย พอเข้าเดือนธันวาคม วันๆ ก็เหมือนจะผ่านไปไวขึ้นเรื่อยๆ ทุกบ้านต่างพากันรอคอยปีใหม่ ชาวนาผู้ขยันขันแข็งใช้จ่ายกันมากขึ้นเพื่อเทศกาลที่ยิ่งใหญ่นี้และเพื่อเป็นการฉลองการทำงานหนักมาตลอดทั้งปี ทุกคนออกไปเลือกซื้อของรับตรุษจีน รถไถนาตรงทางออกหมู่บ้านจึงขับออกไปข้างนอกทุกวัน หลินซีคิดเรื่องที่ต้องเตรียมของสำหรับตรุษจีน เงินที่มีติดตัวก็มีไม่มาก หลินซีต้องใช้ประหยัดหน่อย ครั้งนี้เธอวางแผนไว้ว่าจะซื้อของจากร้านค้าในระบบเอามาทำเอง ฉู่เฉิงตื่นเต้นมากอย่างเห็นได้ชัด ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขารอคอยวันปีใหม่ เขาใช้ปากกาเขียนและวาดลงไปบนกระดาษอยู่หน้าหลินซี ฉู่เฉิงออกความคิดมาเป็นครั้งคราว ผ่านไปไม่นานบนกระดาษก็มีรายการของที่ต้องเตรียมโผล่ขึ้นมาเยอะแยะ หลินซีนับจำนวนของที่ต้องเตรียมแล้วจู่ๆ ก็ถามฉู่เฉิงขึ้นมา “ในห้องเก็บของยังเหลืออะไร อาหารพอกินไหม? เราต้องทำผักดองไว้ไหม?” พอฉู่เฉิงได้ยินก็อยากเอามือกุมขมับ พี่สาวคนนี้เป็นคนใจกว้างจริงๆ นึกถึงผักดองขึ้นมาอีก ในบ้านแม้แต่โถผักดองก็ไม่มีจะไปดองผักได้ยังไง? หลินซีไม่ได้คิดถึงว่าต้องเตรียมอะไรไว้ก่อนหน้าเพราะมีระบบคอยอยู่เบื้องหลัง เธอเองก็ไม่มีประสบการณ์การใช้ชีวิตในบ้านนอกด้วย ก็เลยคิดอะไรก็พูดไปแบบนั้น ฉู่เฉิงทำได้แค่เสนอความเห็นให้หลินซี “พี่ บ้านเรามีแค่สองคนเองนะ ไม่ต้องเตรียมของมากมายหรอก ขาดอะไรก็ค่อยแลกกับคนในหมู่บ้าน พี่จะได้ไม่ต้องเปลืองแรงทำ” หลินซีคิดว่าเขามีเหตุผลมาก เธอจึงลูบไหล่ฉู่เฉิงแล้วพูดขึ้นมา “ได้ งั้นพวกเราก็ประหยัดเวลาไปอีก” ในตอนนี้เองถังซูก็มาหาฉู่เฉิงพอดี ทั้งสองคนพูดพึมพำอย่างเป็นปริศนาอยู่สักพัก ฉู่เฉิงบอกลาหลินซีแล้วก็ออกไปเที่ยวกับถังซู หลินซีไม่ได้ห่วงเขาเพราะเด็กผู้ชายควรต้องออกไปเที่ยวเล่นบ้าง พอฉู่เฉิงกลับมาหลินซีก็เห็นรองเท้าผ้าฝ้ายทั้งสองข้างของเขาเปียกไปหมด ปลายขากางเกงถลกขึ้นสูงแถมขากางเกงข้างหนึ่งยังเปียกปอนไปด้วย ริมฝีปากของเขาแข็งซีดจนกลายเป็นสีม่วง ในมือถือปลาเป็นๆ มาด้วย 2 ตัว แถมบนใบหน้านั่นมีเกล็ดปลาติดอยู่อีก