แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาในห้องปลุกให้เด็กหนุ่มเ้าของห้องที่ยังคงนอนอยู่บนเตียงต้องตื่นขึ้นมารับบรรยากาศในยามเช้า เด็กหนุ่มค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาช้าๆ สีหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความมึนงง มองสำรวจไปยังร่างกายตัวเองอย่างไม่ค่อยเชื่อสายตานัก
“ ที่นี่มันที่ไหนกัน แล้วทำไมร่างข้าถึงกลายเป็เช่นนี้ไปได้ ไม่สิ..นี่มันไม่ใช่ร่างของข้า แล้วข้ามาอยู่ในร่างของผู้อื่นได้ยังไง หรือว่าเ้าบัดซบเรนเดลจะใช้เวทมนตร์แปลกๆกับข้า”
ทานอสลองขยับร่างกายดูก็พบว่านี่ไม่ใช่ร่างที่เขาคุ้นเคยแม้แต่น้อย ร่างกายที่เคยดูสง่างามและสมส่วนของเขากลับกลายเป็ร่างกายที่ผอมแห้งร่างหนึ่ง ผิวกายก็ดูอ่อนเยาว์กว่าเขาอย่างเห็นได้ชัด เขาจึงรู้ว่านี่ไม่ใช่ร่างกายของเขา ทันใดนั้นเองหัวของเขาก็มีเื่ราวนับไม่ถ้วนไหลเข้ามา ความรู้สึกมันราวกับว่าสมองของเขากำลังจะะเิออกให้ได้
“อ๊ากกกกกก!! หัวข้า “
เพียงไม่นานความเ็ปที่เกิดจากสมองก็ยากที่จะทนไหวเขาร้องออกมาจนเสียงดังลั่นไปทั้งห้อง แม้เขาจะเคยเป็ผู้ที่แข็งแกร่งมามากแค่ไหนแต่ความเ็ปในเวลานี้มันช่างเกินกว่าที่จะอดทนได้นักและร่างกายนี้ก็ช่างอ่อนแอและบอบบางยิ่งนัก เพียงแค่เขาอดทนไม่ให้สลบไปเพราะความเ็ปนี้ก็นับว่าเกินทนแล้ว
ในที่สุดความเ็ปก็บรรเทาลงก่อนจะจางหายไปในที่สุด แต่ตอนนี้เขากลับเต็มไปด้วยความสับสน ความทรงจำที่เข้ามาใหม่นั้นมันประทับลงไปรวมกับความทรงจำเก่าๆทำให้เขาเกิดสับสนราวกับไม่แน่ใจว่าเขาเป็ใครกันแน่ ด้วยจิติญญาอันกล้าแข็งของผู้ที่เคยเป็ถึงนักเวทในระดับเซียนมนตราในที่สุดเขาก็ตั้งสติได้
เ้าของร่างนี้มีนามว่าแอเรียสเป็หลานชายแท้ๆของฟาร์ฮานผู้นำแห่งตระกูลสการ์เชีย บิดาของแอเรียสมีนามว่าอัลเบิร์ตเป็บุตรชายคนโตของฟาร์ฮาน ส่วนมารดานั้นมีนามว่ามาเรียเป็บุตรสาวของโคลเรี่ยนผู้นำตระกูลริชาร์ท ทั้งอัลเบิร์ตและมาเรียนั้นเป็นักเวทที่มากด้วยพร์ ทั้งยังมีศักดิ์ฐานะเป็ถึงสองทายาทตระกูลใหญ่ ช่างเป็คู่ที่เหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก
ทุกคนต่างคาดเดาว่าบุตรของทั้งคู่จะต้องเป็ผู้ที่สืบทอดพร์อันแข็งแกร่ง แต่น่าเสียดายที่ทั้งคู่กลับให้กำเนิดบุตรชายที่ไร้ซึ่งพลังใดๆ แม้อายุจะครบสิบหกปีแล้วแต่แอเรียสก็ยังไม่สามารถใช้เวทมนตร์ใดๆออกมาได้ แม้จะทดสอบด้วยศิลาทดสอบพลังเวทก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆเกิดขึ้น บุตรชายของทั้งสองไม่แม้แต่เหยียบย่างเข้าสู่ระดับััเวทขั้นหนึ่ง แม้จะััไอเวทมนตร์ได้เฉกเช่นผู้อื่นแต่เขากลับไม่สามารถใช้เวทมนตร์ใดๆออกมาได้ สุดท้ายจึงต้องยอมรับว่าเขาคือผู้ที่ไร้เวทมนตร์ นี่นับเป็ความโชคร้ายเพียงหนึ่งในหลายแสนคนเท่านั้น ปกติแล้วมนุษย์ทุกคนจะเกิดมาพร้อมกับธาตุประจำตัวคนละหนึ่งธาตุ การเกิดมาโดยไร้ธาตุไร้พลังเวทมนตร์นั้นเป็โอกาสที่เกิดขึ้นน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ราวกับว่าเขากลายเป็แกะดำในตระกูล แม้บิดามารดาจะพยายามหาทางช่วยเหลือและคอยปลอบโยนเขาเพียงใดสุดท้ายมันก็ไม่ช่วยให้อะไรให้ดีขึ้นมา
“ หึ ! ผู้ไร้พลังเวทอย่างนั้นรึ ั้แ่เมื่อใดกันที่ความรู้ของโลกเวทมนตร์เสื่อมถอยได้ถึงเพียงนี้ แม้แต่สัตว์อสูรทุกตัวยังมีพลังเวทอยู่ในร่างแล้วจะเป็ไปได้เช่นไรที่มนุษย์จะไร้ซึ่งพลังเวท พวกเ้าช่างโง่เขลากันยิ่งนัก “
เมื่อรับรู้จากความทรงจำว่าเด็กหนุ่มเ้าของร่างเป็เป็ผู้ไร้พลังเวทหาได้ทำให้ทานอสเกิดความเศร้าโศกเสียใจไม่ ยุคสมัยที่เขาจากมาเขายังไม่เคยได้ยินเลยว่ามีผู้ที่ไร้พลังเวท มนุษย์ทุกคนมีล้วนมีพลังเวทติดตัวมาแต่กำเนิด หากแต่วิธีการที่จะดึงมันออกมาอาจจะแตกต่างกันไป ภายในใจของเขากำลังคิดถึงความเป็ไปได้ของธาตุประจำตัวของเด็กหนุ่มผู้นี้ รอยยิ้มอย่างมีเลศนัยประดับขึ้นบนหน้า แววตาแฝงไปด้วยความตื่นเต้นบางอย่าง
หลังจากเรียบเรียงความทรงจำที่อยู่ในหัวของเด็กหนุ่มได้แล้วในที่สุดทานอสก็รู้ว่านี่คือโลกเวทมนตร์ใบเดียวกับที่เขาเคยอาศัยอยู่ เพียงแต่ว่ามันเป็่เวลาอีกสองพันกว่าปีให้หลัง โลกเวทมนตร์แห่งนี้มีหลายสิ่งที่เปลี่ยนไป บางอย่างก็พัฒนาก้าวหน้าขึ้นแต่บางอย่างก็เสื่อมถอยลง นักเวทในระดับจักพรรดิและเซียนมนตรากลายเป็ตัวตนที่มีอยู่เพียงในตำนานเท่านั้น แม้แต่นักเวทในระดับราชันย์ยังสามารถนับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว มันช่างกลายเป็ยุคเสื่อมถอยของเวทมนตร์อย่างแท้จริง เขาไม่รู้ว่าเรนเดลจะยังคงมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่หากมันยังคงมีชีวิตอยู่เขาจะต้องหาหนทางล้างแค้นมันให้จงได้
ส่วนเด็กหนุ่มผู้นี้ได้โชคร้ายพลัดตกลงไปในแม่น้ำอันเชี่ยวกราดแม้จะมีผู้ไปพบเจอแล้วช่วยเหลือเอาไว้ก่อนที่กระแสน้ำจะพัดพาร่างของเขาไป แต่เขาก็สลบไปถึงสามวันสามคืนและยังไม่มีท่าทีว่าจะฟื้นขึ้นมาแม้แต่น้อย ความจริงควรจะเรียกว่าตายไปแล้วเสียมากกว่า หากไม่ใช่เพราะว่าพ่อและแม่ของเด็กหนุ่มใช้ของวิเศษล้ำค่าบางอย่างเพื่อรักษาร่างของแอเรียสเอาไว้ป่านนี้ร่างของแอเรียสก็คงเน่าสลายไปตามธรรมชาติแล้ว และหากไม่เป็เพราะิญญาของทานอสที่เข้ามาอยู่ในร่างก็คงไม่มีทางที่ร่างนี้จะมีลมหายใจขึ้นมาอย่างแน่นอน
“เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ได้พลัดตกลงไปในแม่น้ำนั่นแต่กลับโดนผลักให้ตกลงไป !! ในเมื่อข้าอยู่ในร่างของเ้าข้าก็จะขอตอบแทนเ้าสักครั้ง ข้าจะสาบานว่าจะทำให้มันผู้นั้นจะต้องชดใช้การกระทำของมันอย่างสาสม และต่อไปนามของข้าคือ แอเรียส สการ์เชีย !! ”
สายตาของแอเรียสเต็มไปด้วยเพลิงแห่งความอาฆาต ฟันขบแน่นด้วยความโกรธแค้น นี่คือคำสัตย์สาบานต่อตัวเขาเองในชีวิตนี้ แม้เขาจะจำไม่ได้ว่าผู้ใดคือผู้ช่วยเหลือเขา แต่เขาจดจำได้ดีถึงผู้ที่จงใจสังหารเขา ใบหน้าและรอยยิ้มอันแสนชั่วช้าของมันเขาจะไม่มีทางลืมไปชั่วชีวิต ผู้ที่ยืนมองเขาตะเกียกตะกายอยู่ในแม่น้ำอย่างเืเย็น สักวันหนึ่งเขาจะต้องเอาเืมันมาเซ่นไหว้ิญญาเด็กหนุ่มผู้ที่จากไปให้จงได้ สำหรับเขาหนี้ความแค้นจะต้องตอบแทนด้วยโลหิต
เขายังไม่รู้ว่าเหตุใดเขาที่น่าจะตายไปแล้วจึงกลับมาเกิดใหม่ในร่างนี้ มันไม่ใช่การเกิดใหม่ตามวัฏสงสารอย่างที่ควรจะเป็ นี่เป็การฝืนกฎเกณฑ์อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้จะยังไม่เข้าใจสิ่งใดมากนักแต่เขาก็หาได้ตื่นตระหนกการที่เคยเป็นักเวทในระดับเซียนมนตราทำให้สติของเขามีมากพอ ตลอดหลายร้อยปีที่เคยมีชีวิตอยู่ในชาติที่แล้วเขาพบเจอกับเหตุการณ์อันน่าเหลือเชื่อมามากพอที่จะทำให้เขามีจิติญญาอันแข็งกล้ากว่าคนทั่วไปหลายเท่านัก
“ ก่อนอื่นข้าคงต้องสำรวจภายในร่างกายนี้เสียก่อน“
แอเรียสเริ่มประคองตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งก่อนที่จะรวบรวมสมาธิ เขาใช้จิตของเขาเข้าไปสำรวจยังร่างกายตนเองเพื่อค้นหาพลังธาตุและกระตุ้นพลังของมันให้ตื่นขึ้นมา ก่อนที่มนุษย์ทุกคนจะสามารถใช้เวทมนตร์ออกมาได้นั้นจะต้องกระตุ้นพลังเวทในร่างให้ตื่นขึ้นมาเสียก่อน โดยในร่างของมนุษย์ทุกคนจะมีศูนย์รวมพลังเวทอยู่ที่เรียกว่าแก่นเวทอยู่ แก่นเวทนั้นทำหน้าที่เสมือนแกนกลางเป็ทั้งตัวสะสมและขับเคลื่อนพลังงานเวททั้งหมดในร่างกายยิ่งแก่นเวทมีพลังแข็งแกร่งมากเพียงใดนักเวทก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากเท่านั้น
ภายในโลกแห่งจิตซึ่งอยู่ภายในแก่นเวท แก่นเวทของแอเรียสช่างดูหม่นหมองและไร้ซึ่งพลัง ภายในเต็มไปด้วยหมอกสีขาวเจือจาง มันบางเบาราวกับว่าจะจางหายไปได้ทุกขณะ กลุ่มหมอกเหล่านี้แท้จริงแล้วคือพลังเวทที่อยู่ในแก่นเวท ภายในกลุ่มหมอกนี้แทบไม่สามารถััได้ถึงพลังของธาตุใดๆได้เลย นี่คือสาเหตุที่เขาถึงถูกกล่าวว่าเป็ผู้ไร้พลังเวท
โดยปกติแล้วเมื่อสามารถใช้จิตเชื่อมต่อกับแก่นเวทได้เพียงเท่านั้นก็ถือว่าเริ่มย่างเท้าเข้าสู่เส้นทางของนักเวทแล้ว เมื่อเชื่อมต่อกับแก่นเวทนักเวทก็จะรับรู้ถึงธาตุประจำตัวของตนทำให้สามารถบ่มเพาะพลังและใช้พลังเวทออกมาได้ ในกรณีของแอเรียสนั้นแม้จะเชื่อมต่อกับแก่นเวทได้แต่ก็ไม่สามารถรับรู้ถึงพลังธาตุของตนทำให้ถูกตีตราว่าเป็ผู้ไร้พลังเวท
แต่แอเรียสไม่ได้ผิดหวังกับสิ่งที่พบเจอเลยแม้แต่น้อย ทุกสิ่งเป็ไปตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้ เขาใช้จิตเพ่งไปยังใจกลางกลุ่มหมอก ที่จุดกึ่งกลางของกลุ่มหมอกนั้นกลับมีวงแหวนเวทอันลึกลับปรากฏอยู่ มันคือวงแหวนเวทที่จะติดตัวผู้มีพลังธาตุพิเศษมาั้แ่ยามถือกำเนิดเพื่อสะกดไม่ให้พลังแตกซ่านจนกว่าจะถึงเวลาที่ผู้ถือครองธาตุพิเศษจะควบคุมพลังของตนได้ พลังธาตุพิเศษคือธาตุที่มีพื้นฐานมาจากการผสานกันของพลังเวทอย่างน้อยสองธาตุ เพื่อไม่ให้ธาตุเกิดการขัดแย้งกันเองจึงต้องมีวงแหวนเช่นนี้สะกดข่มไว้ ภายในวงเวทปรากฏตัวอักษรโบราณที่แม้แต่แอเรียสก็ยังไม่สามารถเข้าใจได้ มันส่องประกายสลัวสีฟ้าออกมาจางๆ ราวกับดวงดาวที่ทึบแสงในยามกลางวัน หากไม่ใช้สมาธิเพ่งมองไปยังตำแหน่งที่มันคงอยู่ก็ไม่มีทางที่จะสามารถมองเห็นมันได้ ทันทีที่พบวงแหวนเวทนั้นภายในใจของแอเรียสก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี เขาใช้จิตค่อยๆเชื่อมต่อกับวงแหวนเวทนั้น ราวกับว่ามันตอบรับการกระทำของแอเรียส จากวงแหวนเวทที่เลือนลางเริ่มส่องแสงเจิดจ้าราวดวงตะวัน เมื่อวงแหวนเวทถูกกระตุ้นอย่างเต็มที่ ทันใดนั้นกลุ่มหมอกอันไร้สีก็เริ่มเปลี่ยนไป ทั่วทั้งกลุ่มหมอกเริ่มกระจายแสงสีฟ้าจางๆออกมา กลิ่นไอของสายฟ้ากระจัดกระจายไปทั่วกลุ่มหมอก ทันใดนั้นวงแหวนเวทก็ค่อยๆจางหายไป เหลือไว้เพียงของกลุ่มหมอกที่เปลี่ยนคุณสมบัติกลายเป็ธาตุอัสนี
แอเรียสลืมตาตื่นขึ้น ทั่วร่างเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่มันก็ยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี การกระทำของแอเรียสนั้นหากเปล่งด้วยวาจามันคงง่ายดายราวกับผ่าฟืน แต่การจะทำให้สำเร็จนั้นช่างยากเย็นแสนเค็ญ หากไม่ใช่เพราะประสบการณ์ที่มีอยู่และพลังสมาธิอันแข็งแกร่งแล้วล่ะก็เขาคงไม่สามารถปลุกพลังธาตุของเขาให้ตื่นขึ้นได้
“ เป็ตามที่ข้าคาดไว้จริงๆร่างนี้มีพลังธาตุพิเศษแต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็ธาตุอัสนี แต่ช่างโชคร้ายนักที่ผู้มีพลังธาตุอัสนีกลับกลายเป็ตัวตนอันไร้ค่าของตระกูล“
แม้จะรู้สึกดีใจแต่เขาก็อดที่จะทอดถอนใจต่อโชคชะตาอันน่าหดหู่ของเ้าของร่างคนเก่าไม่ได้ผู้ธาตุอัสนีอันหายากกลับกลายเป็เพียงตัวตนอันไร้ค่าเพียงเพราะไม่รู้ถึงวิธีการใช้มัน
“บางทีนี่อาจจะเป็โชคชะตาที่ทำให้ข้ามาเกิดใหม่ในร่างของนักเวทอัสนีผู้ที่ถูก์ทอดทิ้ง หากไม่ใช่เพราะข้ารู้ถึงวิธีการในการปลุกพลังนี้ให้ตื่นขึ้นมาร่างนี้ก็คงกลายเป็เพียงตัวตนอันไร้ค่าต่อไป“
ธาตุอัสนีนั้นเป็หนึ่งในธาตุพิเศษนอกเหนือจากธาตุพื้นฐานคือพสุธา วารี วายุ และอัคคี มันเกิดจากการรวมกันของธาตุสองธาตุคือวายุและอัคคี ถ้าพูดอีกนัยหนึ่งเขาก็คือผู้ที่ธาตุถึงสองธาตุคือวายุและอัคคี แต่เมื่อมันเกิดผสมผสานกันอย่างลงตัวจึงทำให้เกิดเป็ธาตุอัสนีขึ้น
การที่ธาตุพิเศษนั้นแม้จะทรงพลังแต่หากไม่รู้ถึงวิธีการใช้มันก็นับว่าไร้ประโยชน์ การจะปลุกพลังของมันให้ตื่นขึ้นมานั้นจะต้องใช้วิธีการพิเศษกว่าปกติ หากไม่รู้วิธีการก็จะกลายเป็ตัวตนอันแสนไร้ค่าเฉกเช่นในอดีต ในสมัยโบราณวิธีการเช่นนี้หาใช่ความลับอะไร แต่เมื่อยุคสมัยล่วงเลยไปนักเวทที่มีพลังธาตุพิเศษกลับค่อยๆเลือนหายไป ในที่สุดก็กลายเป็ว่าผู้คนรู้จักเพียงนักเวทที่พลังธาตุพสุธา วารี วายุ และอัคคี เท่านั้นส่วนธาตุอัสนี พฤกษา โลหะ หรือน้ำแข็งและธาตุอื่นๆ กลับกลายเป็เพียงเื่เล่าที่อยู่ในตำนานเท่านั้น
“ ข้ายังไม่อยู่ในระดับััเวทขั้นที่หนึ่งด้วยซ้ำ “
แอเรียสฝืนยิ้มออกมาอย่างขมขื่น เขาค่อยๆเข้าสู่สมาธิอีกครั้งก่อนจะเริ่มชักนำไอเวทที่อยู่รอบๆให้เข้ามาอยู่ในร่างของเขา แต่ทันใดนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้คนที่ก้าวเดินมาทางห้องของเขา แม้พลังจะหายไปแต่สัญชาตญาณของเขายังคงเฉียบคมเฉกเช่นกับชีวิตที่แล้ว เขารีบหยุดการกระทำทั้งหมดลงทันที
“ แอเรียสในที่สุดเ้าก็ฟื้นแล้ว !! ท่านพี่ท่านเห็นหรือไม่ลูกฟื้นแล้ว“
ประตูที่เปิดออกมาพร้อมกับผู้หญิงวัยกลางคนที่รีบเร่งเดินเข้ามาสวมกอดแอเรียสด้วยความรักและความห่วงใย น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความดีใจน้ำตาหยดเล็กๆไหลรินออกมาจากดวงตาที่งดงามคู่นั้น และยังมีชายวัยกลางคนอีกผู้หนึ่งที่เดินตามเข้ามายืนมองอยู่ด้านข้างด้วยสายตาที่ห่วงใยไม่ต่างกัน
ท่านแม่ ท่านพ่อ.. ข้าไม่เป็อะไรแล้ว“
แอเรียสค่อยๆเอ่ยขึ้นมาอย่างติดขัดเล็กน้อย นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่เขาเคยเรียกผู้ใดว่าพ่อและแม่ และเป็ครั้งแรกที่เขาเคยััความอบอุ่นเช่นนี้ ชีวิตที่ผ่านมาของเขารู้จักแต่เพียงการดิ้นรนเอาตัวรอดและการฆ่าฟันเพียงเท่านั้น แม้จะยังคงรู้สึกสับสนแต่ความรู้สึกของเขาในยามนี้ก็ราวกับถูกเติมเต็มในสิ่งที่ขาดหายไป ด้วยความรักที่ทั้งคู่แสดงออกมาและความทรงจำทั้งหมดของเ้าของร่างคนเก่าทำให้เขารู้สึกว่านี่คือพ่อแม่แท้ๆของเขา มันเป็ความรักอันบริสุทธิ์ที่เขาพึ่งเคยจะได้รับ