ในขณะที่รถหน่วยกู้ภัยวิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ บรรดาผู้คนต่างเข้ามาขอบคุณและชื่นชมทั้งสองคนกันยกใหญ่ โดยเฉพาะฮีโร่แสนกล้าหาญอย่างมนธิชาที่ได้รับการชื่นชมเป็พิเศษ ซึ่งชายหนุ่มและสาวน้อยน่ารักนั้นก็ยังคงยืนจับมือกันนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่ได้ปล่อยมือและขยับตัวออกจากกันไปไหน
แม้เขาจะรู้สึกเอ็นดูเธอหนักมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่ยอมปล่อยมือตัวเองออกจากมือเล็กๆของเธอ แต่เป็เธอที่ไม่ยอมปล่อยมือเขาออกไปไหนต่างหาก แถมยังกุมมือของเขาไว้ซะแน่นติดหนึบยิ่งกว่ากาวร้อนยี่ห้อดังเสียอีก
มนธิชาฉีกยิ้มกว้างน่ารักในขณะที่แหงนหน้าขึ้นไปมองจีรภัทร์ พร้อมกับส่งสายตาเปล่งประกายแพรวพราวให้เขาไปด้วยอีกรอบ ทำเอาคนที่ก้มมองเธออยู่แล้วถึงกับเสียอาการจนเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูกในความน่ารักน่าหยิกของเธอ ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากถามถึงเเผลที่หน้าผากว่าเธอนั้นไปโดนอะไรมา ไม่กล้าแม้แต่จะแกะมือตัวเองออกและขยับตัวห่างจากเธอไปไหน เขาอยากจะเบือนหน้าหนีหันไปมองไปสนใจอย่างอื่นแทน แต่ใจเ้ากรรมมันกลับออกคำสั่งให้เขานั้นยังคงทำใจให้นิ่งเข้าไว้ แล้วจ้องดวงตากลมโตคู่นั้นของเธอกลับไปห้ามละสายตาไปไหนเด็ดขาด ราวกับว่าถ้าเขากระพริบตาไปเพียงวินาทีเดียว พอลืมตาขึ้นมาแล้วเธออาจจะหายไปจากตรงนี้ตลอดกาล
‘นี่เขากำลังรู้สึกใจหาย และกลัวว่าจะไม่ได้เจอเธออีกตลอดไปอย่างงั้นหรอ?’
และสิ่งที่ทำให้เขาคิดว่าตัวเองบ้าไปกันใหญ่แล้วในตอนนี้ก็คือ เมื่อเช้าเขาเพิ่งจะเลิกกับแฟนเก่ามาหมาดๆ แต่กลับไม่ได้รู้สึกใจหายไปกับการจากลาในความสัมพันธ์นั้นมากเท่ากับที่รู้สึกกับเด็กตัวเล็กนี่เลยสักนิด
‘แล้วทำไมเขาต้องมาหัวใจกระตุกวูบแปลกๆให้กับเด็กน้อยที่เป็เพียงแค่เยาวชน และยังไม่ได้บรรลุนิติภาวะคนนี้ด้วยนะ? มันจะบ้าไปกันใหญ่แล้ว!’
จีรภัทร์ที่เริ่มรู้สึกตัวได้สติ กำลังจะค่อยๆปล่อยมือตัวเองที่สอดประสานอยู่กับนิ้วเรียวของมนธิชาออก แต่คนตัวเล็กกลับเป็ฝ่ายดึงมือกลับไปก่อนเพราะเสียงโทรศัพท์ของเธอนั้นดังขึ้น เธอเดินหลบออกไปยืนคุยโทรศัพท์อยู่อีกมุมนึงสักพัก ก่อนจะวางสายแล้วเดินกลับมาหาเขาที่ยืนรอเธออยู่ที่เดิมไม่ไปไหน
“พี่คะ.. หนูขอตัวกลับก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ...”
มนธิชายิ้มน่ารักส่งให้พร้อมกับยกมือขึ้นมาไหว้จีรภัทร์เป็การร่ำลาผู้ใหญ่อย่างอ่อนน้อมน่ารัก และกำลังจะวิ่งไปรอขึ้นรถสองแถวที่กำลังจะวนผ่านมาทางนี้อีกรอบแต่จีรภัทร์กลับรีบคว้าข้อมือของมนธิชาเอาไว้ซะก่อน
“เดี๋ยวครับ!. เอ่อ.. พี่ พี่ขอ… ไปส่งหนูที่บ้านได้มั้ยครับ?” เขาเอ่ยถามเธอด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก เมื่อเห็นว่าเธอนั้นกำลังจะวิ่งออกไป
พอคนตัวเล็กหมุนตัวกลับมามองหน้ากันตรงๆอีกรอบ เขาก็รีบปล่อยมือตัวเองออกจากมือเธอทันที แถมพี่เขายังหน้าถอดสีพร้อมกับสะดุ้งแรงราวกับว่าที่แตะโดนตัวกันเมื่อกี้นั้น เหมือนโดนไฟซ็อตยังไงยังงั้นแหละ ทั้งๆที่มันก็รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยดีออก
คนตัวเล็กมองดูท่าทางเงิ่กงั่กพิลึกพิลั่นแปลกๆของเขาแล้วก็ได้แต่เกาหัวอย่างงุนงง พอเห็นว่าเขาเอาแต่ยืนนิ่งหลบสายตาไม่พูดไม่จาอะไรต่อ เธอจึงเป็ฝ่ายพูดขึ้นมาเองด้วยน้ำเสียงที่เริ่มจะรำคานความเงียบจากเขาแล้วอย่างไม่ปกปิด ตามแบบฉบับเด็กตรงไปตรงมาที่เก็บสีหน้าไม่ค่อยเป็
“ไม่ต้องไปส่งค่ะ ไม่เป็ไร.. หนูกลับเองได้”คนตัวเล็กทำท่าจะหมุนตัวออกไปจากตรงนี้อีกรอบ แต่เขาก็รีบเอ่ยรั้งขึ้นอีกทันทีเสียก่อน
“เดี๋ยวก่อนครับ!” คนที่โดนรั้งตัวไว้เป็รอบที่สอง ถึงกับชะเง้อคอไปมองดูว่ารถสองแถวมาถึงหรือยังด้วยความกังวล เพราะกลัวจะขึ้นรถกลับบ้านไม่ทันเอา
“พี่มีอะไรมั้ยคะ?” ใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอเริ่มตึงขึ้นมานิดนึงแล้ว ก่อนเธอจะจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เริ่มจะไม่ค่อยสบอารมณ์ เพราะถ้าขืนเขายังรั้งเธอไว้แล้วแต่ยังพูดตะกุกตะกักอยู่แบบนี้ มีหวังเธอได้ตกรถสายนี้จริงๆแน่ๆ คงได้โดนป้าดุจนหูชา เพราะไปนั่งวินมอเตอร์ไซค์กลับบ้านมืดค่ำแบบนี้ ดีไม่ดีอาจจะโดนไม้เรียวพร้อมด้วยอีกต่างหาก
“พี่ขอเบอร์โทรหนูหน่อยครับ” เขาเอ่ยขอน้องพร้อมกับยืนจังก้า ทำเป็นิ่งขรึมราวกับไม่ได้รู้สึกอะไร กับประโยคที่เอ่ยออกไป ทั้งที่ในใจตอนนี้มันรู้สึกถึงความร้อนบางสายในตัว ที่วิ่งวาบขึ้นมาเกาะหัวใจจนเกินจะควบคุมไหวแล้ว
คนตัวเล็กพอได้ยินหนุ่มหล่อที่ตัวเองคิดว่าเขาน่าติดใจ น่าเอาตัวกระแซะเข้าไปใกล้ น่าเอาใจเข้าไปอิงแอบ เอ่ยปากขอเบอร์โทรศัพท์กันออกมาอย่างนี้ เด็กที่มีความเป็ตัวเองสูงและความคิดโตเกินวัยของเธอในมุมนี้ ก็เลยรีบเปลี่ยนท่าทีที่แสดงออกต่างจากก่อนหน้าไปอย่างสิ้นเชิง โดยไม่สนใจแล้วว่าตัวเองจะขึ้นรถสองแถวทันหรือไม่ วินาทีนี้ขอแค่ได้คุยกับพี่เขาต่อ แม้จะต้องโดนก้านมะยมจากป้าฟาดก้นน้อยๆสามทีเธอก็ยอม
เด็กตัวเล็กเปลี่ยนทิศทางจากกำลังจะเดินหนีเป็เดินเข้ามาใกล้เขาจนเกือบแนบชิดผิวเนื้อแตะััโดนกัน แต่เขาก็รีบเดินถอยหลังไปสองก้าวเพื่อหลบการจู่โจมจากเธอไปเสียก่อน
“พี่ชอบหนูหรอคะ?” เธอถามพร้อมกับยิ้มกว้าง ทำหน้าทำตาทะเล้นใส่เขาไปด้วย
“หืม?..” คนตัวสูงขมวดคิ้วกับคำถามเด็กน้อยตรงหน้าอย่างงงๆ ก่อนจะรีบถอยหลังห่างออกไปอีกสองก้าว เพื่อเว้นระยะห่างให้เหมาะให้ควรกับเธอ ในตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกขึ้นมาแล้วว่า ‘เด็กคนนี้ทั้งทะเล้นและอันตราย!’
“พี่ขอเบอร์หนู.. เพราะอยากจะเอาไว้โทรมาจีบหนูเป็แฟนใช่มั้ยล่ะ?”
มนธิชาถามด้วยน้ำเสียงกระเซ้ากระซิกหยิกแกมหยอกหลอกแกมจริง พร้อมกับอมยิ้มทำตาแป๋วมองจีรภัทร์ด้วยแววตาเป็ประกายแพรวพราวไปด้วย จนเขาเกิดอาการหัวใจวูบไหวไปกับคำพูดและการกระทำของเธอด้วยความที่ตั้งตัวไม่ทัน ไม่คิดว่าเด็กน้อยตรงหน้าจะใช้คำพูดโตเกินวัยแบบตรงไปตรงมาได้ถึงเพียงนี้
“พี่ไม่ได้จะจีบหนูครับ.. พี่แค่ชื่นชมความเป็เด็กดีของหนูก็เท่านั้นครับ”
คนตัวสูงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งดูจริงจังและชัดเจน ว่าเขานั้นไม่ได้คิดอะไรไปไกลมากเกินกว่าคำว่าชื่นชมและเอ็นดูเธอ ก่อนเขาจะรีบหลบสายตาทะเล้นของเธออีกครั้งอย่างไว ก็เด็กน้อยตรงหน้านี้เล่นจ้องั์ตาเป็ประกายแพรวพราวใส่เขาไม่ยอมหยุด จะให้เขาฝืนใจให้สงบนิ่งและไม่เขินเธอจนรู้สึกร้อนวูบวาบในตัวได้อย่างไรไหวกันหล่ะ
‘ยังเป็เด็กเป็เล็กอยู่แท้ๆ แต่แอบร้ายกาจชะมัด!’
“อ้อ~ หนูนึกว่าพี่จะเอาไว้โทรจีบหนูซะอีก แฮะๆ~ ขอบคุณที่ชื่นชมหนูนะคะ พี่บอกเบอร์ตัวเองมาก็ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูโทรไปจีบพี่เอง”
คำพูดที่โตเกินวัยของสาวน้อยทะเล้นตรงหน้า ทำเอาจีรภัทร์ถึงกับยืนชะงักค้างไปอีกรอบ
“รถสองแถวหนูจะมาถึงแล้วนะคะ พี่จะให้เบอร์หนูมั้ย?”
มนธิชาเอียงคอมองจีรภัทร์งงๆเพราะเขามัวแต่ยืนมองหน้าเธอนิ่งๆไม่มีปฏิกิริยาใดๆตอบกลับมาซักที ทำเอาคนที่ตกอยู่ในภวังค์รู้สึกตัวขึ้นอีกรอบก่อนกระแอมไอเพื่อแก้เขิน แล้วล้วงเอาสมาร์ทโฟนหรูสีดำจากในกระเป๋ากางเกงตัวเองออกมาแทน
“บอกเบอร์หนูมาครับ.. พี่จะกดโทรออกหา แล้วบันทึกเบอร์หนูไว้เลย”
เขาวางแผนไว้ว่าหลังจากเสร็จธุระงานแต่งของเพื่อนแล้ว เขาจะชวนเธอไปกินของอร่อยเพื่อตอบแทนที่เธอนั้นเป็เด็กดี เขาจะพาเธอไปเลือกซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ เพราะเห็นว่าโทรศัพท์ที่เธอใช้นั้นตัวเครื่องมันสภาพเก่ามากแล้ว และเผื่ออนาคตถ้าเธออยากจะเรียนหนังสือต่อในระดับสูงๆ แต่ยังไม่มีค่าเทอมหรือทุนการศึกษาพอใช้จ่าย เขาก็จะช่วยซัพพอร์ตดูแลให้อย่างเต็มที่ เขาจะเป็คนส่งเธอเรียนจนจบตามที่เธอ้าเอง ไม่ให้เด็กดีคนนี้ต้องดิ้นรนอะไรเลย
คนที่คิดไปไกลถึงไหนต่อไหนอยู่คนเดียว มองใบหน้าเด็กตัวเล็กที่ยังคงไม่ยอมบอกเบอร์โทรศัพท์ตัวเองให้กับเขาสักที ไม่รู้ติดขัดอะไรอยู่หรือเปล่า
“พี่บอกเบอร์ตัวเองมาเลยค่ะ หนูจำได้.. ไว้เดี๋ยวหนูโทรไปหาเองนะคะ”
“เอายังงั้นหรอครับ? หนูจำได้แน่นะ?”
จีรภัทร์ขมวดคิ้วขึ้นสูงพร้อมกับหรี่ตามองคนตัวเล็กด้วยความรู้สึกที่ไม่วางใจ เพราะเธอนั้นทำท่าเหมือนทีเล่นทีจริง เขากลัวว่าเธอจะแค่ฟังเบอร์โทรศัพท์เขาแบบส่งๆ ไม่ได้ตั้งใจจดจำและไม่ยอมโทรกลับมาหากัน
“จำได้ค๊า~ จำได้แน่น๊อน~”
“หนูเสียงสูง?”
“แฮะๆ~ หนูจำได้จริงๆค๊า~ พี่บอกเบอร์มาได้เลยน๊า~”
คนตัวสูงที่ยังรู้สึกไม่ไว้วางใจเหมือนเดิมแต่ทำอะไรไม่ได้ เลยพยายามบอกเบอร์โทรศัพท์ตัวเองออกไปอย่างช้าๆ พร้อมกับทวนซ้ำอยู่หลายรอบเพื่อให้เธอนั้นจำได้ ครั้นพอจะขอบันทึกเบอร์โทรตัวเองใส่โทรศัพท์เธอไว้ให้ คนตัวเล็กก็ยืนยันคำเดิมว่าจำได้แน่นอนไม่ต้องบันทึกก็ได้ และไม่ทันที่เขาจะได้ชวนน้องคุยเพื่อทำความรู้จักกันต่อ รถสองแถวสายที่คนตัวเล็กจะขึ้นก็มาถึงพอดี เธอเลยรีบหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋านักเรียนสีชมพูใบเก่า ก่อนจะยื่นมันมาตรงหน้าเพื่อให้เขา
“หนูให้ค่ะ เป็ที่ระลึก.. เป็ขวัญถุงก็ได้นะคะ พี่จะได้เฮงๆรวยๆค่ะ”
จีรภัทร์ยิ้มตอบรับให้มนธิชากลับไป ก่อนจะก้มมองดอกไม้สีชมพูที่ทำจากริบบิ้นในมือของเด็กน้อยตรงหน้า พร้อมกับขมวดคิ้วงงๆนิดๆ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเ้าของสิ่งนี้มันเรียกว่าอะไร แต่ก็ยอมแบมือรับจากเธอมาแต่โดยดี..
“ขอบคุณครับ ว่าแต่.. มันคืออะไรหรอครับ..ทำไมดูน่ารักจังเลย?”
คนตัวสูงยังไม่ทันได้รับตำตอบเลย เด็กน้อยตรงหน้าก็รีบโบกมือลาเขา ก่อนจะรีบวิ่งไปขึ้นรถสองแถวที่กำลังจะออกตัวไปอย่างไว
จีรภัทร์ได้แต่ยืนมองตามมนธิชาด้วยสายตาละห้อยและเสียดาย เขามองเธอที่นั่งอยู่บนรถสองแถววิ่งออกไปไกลเรื่อยๆจนลับตาไป แวบนึงตอนที่ยืนมองเขาอยากจะขับรถตามเธอกลับไปถึงที่บ้านมาก อยากจะไปแอบดูว่าบ้านเธออยู่ที่ไหน แต่ก็ทำตามใจตัวเองแบบนั้นไม่ได้ เพราะมันเป็การกระทำที่คุกคามเธอมากเกินไปและไม่สมควรเป็อย่างยิ่ง
พอเหลือแค่ตัวเองที่ยืนอยู่ตรงนี้เขาก็ก้มมองดอกไม้สีชมพูน่ารัก(เหมือนเ้าของ)ที่อยู่ในมืออีกครั้ง ก่อนจะยิ้มกว้างอยู่คนเดียวออกมา เมื่อนึกถึงใบหน้าและรอยยิ้มน่ารักของเด็กทะเล้นนั่น
“อ้อ.. หนูนึกว่าพี่จะเอาไว้โทรจีบหนูซะอีก แฮะๆ.. ขอบคุณที่ชื่นชมหนูนะคะ.. พี่บอกเบอร์ตัวเองมาก็ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูโทรไปจีบพี่เอง”
‘พี่จะรอรับสายหนูนะครับ.. ยัยเด็กทะเล้น..’