บทที่ 4
ทางด้านทิศเหนือของเมืองหยุนไห่นั่นก็คือภูเขาอันยิ่งใหญ่แห่งแคว้นสุ่ย และดินแดนสายน้ำมรกต นามว่าไป๋หลงซาน (ภูเขามังกรขาว) และที่แห่งนี้ยังเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอันเป็นนามเรียกขานดินแดนแห่งนี้ ซุ่ยเหอ (แม่น้ำมรกต)นั่นเอง ระหว่างทางจากประตูเมืองทิศเหนือของเมืองหยุนไห่ ไปจนถึงชายป่าตีนเขาไป๋หลงซานต้องผ่านทุ่งนา และหมู่บ้านเป็นระยะทางประมาณ 3 ลี้ ซึ่งก็เป็นระยะทางที่ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไปสำหรับชาวบ้านที่ต้องการหาของป่า แต่ถ้าอยากจะล่าสัตว์ก็อาจจะต้องเข้าไปลึกเสียหน่อย ภายใน 1ชั่วโมง หรือครึ่งชั่วยามหลี่ซื่อที่มีทั้งหอก ธนู และมีด รวมทั้งกระสอบเปล่าก็มาถึงชายป่าอย่างไม่ทันเหนื่อยเลยสักนิด เพราะด้วยร่างกายที่แข็งแรงแต่เดิมรวมทั้งการใช้แรงงานอยู่ทุกวัน และความลับบางอย่าง ทำให้การล่าสัตว์สำหรับเขาจึงถือว่าทำได้ง่าย และดีกว่าชาวบ้านทั่วไปอยู่มากโข แม้ว่าจะมีเส้นทางหลักที่สัญจรต่อขึ้นไปบนเขา แต่เป้าหมายของชายหนุ่มผิวคล้ำคือการล่ากระต่ายป่า ซึ่งมักจะขุดรูอยู่ในป่าที่ราบ หรือทุ่งหญ้า และบางครั้งก็อยู่ใกล้หมู่บ้าน เพราะแถวนั้นมีพืชผลทางการเกษตรเป็นอาหารอย่างดีของพวกมัน เขาจึงเลือกที่จะเข้าไปในชายป่าเลยทันที สำหรับผู้มีประสบการณ์ล่ากระต่ายมาตั้งแต่ยังเด็ก จึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นนักที่หลี่ซื่อจะหาร่องรอยต่างๆ ทั้งรอยเท้า รอยกัดแทะ หรือมูลกระต่าย ซึ่งจะนำเขาไปหารังของมัน หลังจากที่ชายหนุ่มค้นพบร่องรอยก็ค่อยๆเดินตามทางไปอย่างเงียบเชียบจนกระทั่งพบรังของมันอยู่ในระยะสายตา‘โชคดีจริงๆ วันนี้หาเจอเร็วกว่าทุกครั้ง’ ชายผิวคล้ำเผยรอยยิ้มออกมา จากนั้นก็ค่อยๆปลดคันธนูออกมาจากหลัง แล้วหยิบลูกศรจากซองที่ห้อยอยู่ข้างเอวมาประทับกับคันธนูไว้เตรียมยิงทุกเมื่อ รังกระต่ายที่ชายหนุ่มพบนี้ถูกขุดขึ้นเป็นโพลงตรงใต้เนินดิน และมีกอหญ้าปิดบังปากโพลงอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังสามารถเห็นเศษหญ้าแห้งที่พวกมันใช้ปูนอนในรังอยู่ด้วย แม้จะมีสัตว์หลายชนิดที่ทำรังคล้ายๆกันนี้ แต่หลี่ซื่อมั่นใจจากการตามร่องรอยของกระต่ายมาที่นี่ ทางที่หลี่ซื่อค่อยๆก้าวเข้าไปนั้นเป็นทิศทางใต้ลม ซึ่งชายหนุ่มได้คำนวณไว้เรียบร้อยแล้ว เขามั่นใจว่ากระต่ายที่อยู่ในทิศทางของรังนั้นต้องไม่ได้กลิ่นของเขาอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะยังไม่เห็นตัวของพวกมันสักตัวเลยก็ตาม แต่สัญชาตญาณของเขาสัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิต และในที่สุดเขาก็พบ...‘เฮ้ย! นั่นคนนี่’ หลี่ซื่อตกใจเบิกตาโต แต่เขาก็ยังมีสติพอที่จะไม่ส่งเสียงออกมา ชายผู้หนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่หลังพงหญ้าสูงใกล้ๆกับรังกระต่าย เพราะหลี่ซื่อต้องการเดินมาทางใต้ลม จึงทำให้ต้องเดินเยื้องมาด้านข้างรังกระต่ายเล็กน้อย ทำให้เขาได้พบกับร่างที่แน่นิ่งอยู่นั่นเอง ตอนนี้สิ่งที่ชายหนุ่มกำลังจะทำก็คือเข้าไปสำรวจร่างที่ไม่ไหวติงร่างนั้น หลี่ซื่อค่อยๆเดินเข้าไปหาชายในชุดสีน้ำตาลที่นอนคว่ำหน้าอยู่ โดยเริ่มจากการเรียกก่อน“ท่านขอรับ ท่าน ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?” การเรียกขานนี้ทำให้ชายผู้นั้นขยับตัวเล็กน้อยเหมือนกับว่าได้ยินเสียงเรียก และพยายามจะกล่าวอะไรบางอย่าง“ชะ...ช่วย...ด้วย” สิ่งที่หลี่ซื่อพอจะจับใจความได้นั้น ทำให้เขารีบเข้าไปประคองร่างที่บาดเจ็บนั้นทันที โดยเริ่มจากการพลิกตัวให้นอนหงายเสียก่อน และนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มได้เห็นแผลเลือดออกที่หน้าท้องของชายปริศนา ซึ่งมันเป็นบาดแผลที่หลี่ซื่อคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง แผลถูกมีดแทง“ท่านอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ เดี๋ยวข้าจะใส่ยาให้ก่อน” หลี่ซื่ออาสาช่วยเหลือทันที ในสัมภาระของเขามียารักษาแผลเตรียมเอาไว้อยู่แล้ว รวมทั้งชายหนุ่มก็มีความรู้ในการทำแผลที่ได้รับมาจากสำนักผิงจิ้งเต๋ออีกด้วย ทางด้านสำนักหยุนหลง จางซานหลังจากรำลึกอดีตถึงคำสั่งเสียของอาจารย์ ที่มาพร้อมกับถุงผ้าทั้งสามแล้ว บัณฑิตหนุ่มก็ตระหนักได้ถึงความหวังดีของอาจารย์ผู้ล่วงลับที่มีต่อตัวเขา เพียงแต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงได้ให้ตัวเขาสร้างสำนัก ทั้งที่ก็รู้ดีว่าความสามารถยังเป็นเพียงบัณฑิตขั้นเริ่มต้นเท่านั้น“อาจารย์คำสั่งของท่าน แม้ว่าจะทำให้ผมขายหน้าหรือทุกข์ทรมาน ถึงผมรู้ว่านั่นคือการสั่งสอนประสบการณ์ชีวิตให้กับผมแบบหนึ่ง แต่ทำไมอาจารย์ถึงได้ลากเอาชื่อเสียงของสำนักผิงจิ้งเต๋อมาเสียด้วยละเนี่ย เฮ้อ!” จางซานถึงกับต้องบ่นออกมา แต่ในเมื่อทุกอย่างที่ทำลงไปแล้วก็ไม่มีทางย้อนกลับ มีแต่ต้องเดินหน้าฝ่าฟันมันต่อไปเท่านั้น จางซานจึงได้แต่ต้องปล่อยวาง แล้วทำหน้าที่บัณฑิตที่ดีต่อไป นั่นก็คือการฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ และสิ่งที่เขาถนัดที่รวมทั้งชอบที่สุดก็คือการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ จางซานคลี่เปิดม้วนตำราไผ่ที่อยู่ตรงหน้าออก ภายในนั้นเขียนไว้ว่า ประวัติศาสตร์ยุควิญญาณ บทที่ 1‘หลังจากสิ้นสุดสงครามแห่งบรรพกาล ก็เท่ากับว่ายุคบรรพกาลซึ่งเป็นยุคแรกของโลกได้สิ้นสุดลงไปด้วย เทพ และปีศาจต่างย้ายถิ่นฐานไปยังดินแดนใหม่ที่เรียกว่าสวรรค์ และนรกซึ่งเต็มไปด้วยพลังวิญญาณอันเข้มข้นกว่าโลกหลายเท่านัก ความเสียหายของมหาสงครามในครั้งนั้นทำให้เผ่าพันธุ์ทรงอำนาจมากมายดับสูญไป และบางเผ่าพันธุ์ก็ปลีกตัวซ่อนเร้นจากโลกภายนอก เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่อ่อนแอแต่มีประชากรหลงเหลืออยู่มากที่สุดจึงกลายเป็นผู้ครอบครองโลกไปโดยปริยาย แต่ถึงแม้จะอ่อนแอ แต่มนุษย์ก็มิได้โง่เขลา ปฐมราชันย์แห่งมวลมนุษย์ในยุคใหม่ได้เผยแพร่อาคมปลุกจิตวิญญาณซึ่งเป็นสมบัติตกทอดที่เผ่าเทพได้มอบเอาไว้ให้แก่เหล่ามนุษย์ทุกผู้คน ทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์ทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไป วิถีการฝึกตนเพื่อพัฒนาเอกลักษณ์จิตวิญญาณคือหนทางอันยิ่งใหญ่ เมื่ออายุครบ 10 ปี เด็กๆทั้งชาย และหญิง ฐานะสูงส่ง หรือต่ำต้อย ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้ารับพิธีปลุกจิตวิญญาณทั้งสิ้น จากหอคอยวิญญาณประจำเมือง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เดินอยู่บนเส้นทางแห่งการฝึกตน เพราะจิตวิญญาณที่ตื่นขึ้นในเด็กแต่ละคนนั้นมีระดับความแข็งแกร่งที่ต่างกัน ระดับของจิตวิญญาณมีทั้งหมด 10 ระดับ ระดับ 1 คือระดับที่ต่ำที่สุด และระดับ 10 คือระดับที่สูงที่สุด คนที่มีจิตวิญญาณอยู่ในระดับ 4 ขึ้นไปเท่านั้นเหล่าสำนักยุทธจึงจะต้อนรับเข้าเป็นศิษย์ ส่วนเหล่ามนุษย์ส่วนใหญ่ของโลกที่มีระดับต่ำกว่านั้นก็ไม่ได้ไร้ค่า พวกเขายังมีอาชีพสำคัญอีกมากที่จะทำได้ ถึงอย่างไรผู้ฝึกฝนจิตวิญญาณระดับสูงก็ยังคงเป็นผู้มีอำนาจในสังคมอยู่ดี แม้แต่ทายาทของเหล่าผู้นำหากจิตวิญญาณที่ถูกปลุกขึ้นมานั้นอ่อนแอ การเปลี่ยนตัวทายาทเป็นผู้อื่นที่ระดับจิตวิญญาณสูงกว่า แต่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันก็อาจจะเป็นไปได้ แต่นั่นก็ต้องหลังจากวัดผลด้วยการประลองยุทธเสียก่อน’ จางซานที่อ่านตำรามาจนจบม้วนแรกแล้วก็วางมันลง พร้อมกับนึกทบทวนเนื้อความบางสิ่งภายในบันทึกประวัติศาสตร์ม้วนนี้“การปลุกจิตวิญญาณ การฝึกฝนจิตวิญญาณ ระดับจิตวิญญาณ พวกนี้มันอย่างกับนิยายออนไลน์ยุคใหม่เลยนี่หว่า ไม่นึกว่าคนสมัยก่อนเขาจะคิดมุกอะไรแบบนี้ออกมาได้ด้วย นึกว่าจะมีแต่เรื่องความเชื่องมงายเกี่ยวกับภูตผีวิญญาณเสียอีก อ๊ะ! แต่อาจารย์เคยบอกว่านี่เป็นม้วนบันทึกประวัติศาสตร์นี่?” ชายหนุ่มผู้มาจากโลกอนาคตที่เรียนสาขาประวัติศาสตร์ และโบราณคดีมาโดยเฉพาะ จนได้ทำงานเป็นภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ เขาย่อมรู้ดีว่าวรรณกรรมใดคือบันทึกประวัติศาสตร์ จดหมายเหตุ หรือตำนานปรัมปรา แต่ด้วยม้วนตำราโบราณที่ระบุชัดเจนว่าคือตำราทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นวรรณกรรมประเภทที่ถูกเขียนขึ้นในยุคหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ใช้การอ้างอิงจากบันทึก และจดหมายเหตุต่างๆที่ร่วมสมัยกับเรื่องราวในยุคอดีต เพื่อมาเรียบเรียงใหม่ และสรุปเป็นตำราประวัติศาสตร์ที่เข้าใจได้รวบรัดขึ้น สิ่งนี้เหมาะสมกับเป็นตำราเรียนพื้นฐานเพื่อให้บัณฑิตได้เข้าใจเรื่องราว และแก่นของประวัติศาสตร์พอสังเขป ซึ่งเรียกว่าตรงตามความจริงประมาณ 80% ซึ่งสิ่งที่คลาดเคลื่อนอาจเป็นเวลา และสถานที่ รวมถึงสิ่งปลีกย่อยเล็กๆน้อยๆเท่านั้น“อย่างนี้หมายความว่า เราก็สามารถฝึกวิชาจิตวิญญาณได้นะสิ!” จู่ๆจางซานก็เกิดจินตนาการไปไกล