บทที่ 9 าาบ้าคลั่งแห่งการฝึกฝน!
สายฝนพรำตกลงมา ทำให้พื้นดินเปียกชื้น
เหล่าหนุ่มสาวต่างตกตะลึง
หลี่ทั่วเป็หนึ่งในอาจารย์ที่อายุน้อยที่สุดของสำนักศึกษาเทียนเหอ ด้วยวัยเพียงสิบแปดปี ก็มีพลังบำเพ็ญขอบเขตตำหนักิญญาการหลอมรวมที่สองแล้ว
เคล็ดวิชากระบี่โลหิตม่วงที่สืบทอดมาจากตระกูลนั้น ถูกเขาฝึกฝนจนถึงขั้นสำเร็จสมบูรณ์ มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมากในหมู่คนหนุ่มสาวรุ่นเยาว์ทั่วเมืองเทียนเหอ
แต่ใครจะไปคาดคิดเล่าว่า หลี่ทั่วที่เป็ถึงอาจารย์ กลับถูกโจมตีจนกระเด็นไปในชั่วพริบตาเดียว?
"ชายผู้นั้นเป็ใครกัน เหตุใดไม่เคยพบเห็นมาก่อน?"
"ทำร้ายอาจารย์ในสำนักศึกษาเช่นนี้ ถือเป็ความผิดร้ายแรง!"
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้น
พวกเด็กหนุ่มสาวเ่าั้ยังอายุน้อย แม้จะรู้เื่ราวของลู่เยี่ยเป็อย่างดี แต่ก็ไม่เคยเห็นเขาด้วยตาของตนเอง จึงไม่อาจจำเขาได้ในทันที
"พี่ชาย!"
เมื่อนางมองเห็นชัดว่าใครเป็คนช่วยชีวิตตนเอง ดวงตาของลู่หลิงซวงก็แดงก่ำขึ้นทันที นางกำชายแขนเสื้อของลู่เยี่ยไว้แน่น ปลายนิ้วซีดขาวเพราะออกแรงมาก น้ำตาเอ่อคลอในดวงตา
ลู่เยี่ยรู้สึกสงสารจับใจ จึงปลอบโยนว่า "อย่ากลัวไปเลย เ้ายังมีพี่ชายอยู่ตรงนี้"
ลู่หลิงซวงตอบรับในลำคอเบา ๆ นางจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ทุกครั้งที่ตนเองถูกรังแก พี่ลู่เยี่ยจะต้องมาช่วยเหลือตนเองเป็คนแรกเสมอ
ในยามนี้ก็เหมือนกับเมื่อก่อนไม่ผิดเพี้ยน
"เ้าบัดซบตัวไหนกล้าลอบโจมตีข้า?"
ไกลออกไป หลี่ทั่วลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ใบหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธ
สายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้การมองเห็นของเขาพร่ามัว ประกอบกับร่มกระดาษน้ำมันที่บดบังอยู่ ทำให้เขาไม่สามารถจำลู่เยี่ยได้ในทันที
"ถือไว้"
ลู่เยี่ยส่งร่มกระดาษน้ำมันในมือให้กับลู่หลิงซวง จากนั้นเขาก็ทะยานพุ่งตัวไปทางหลี่ทั่ว
ระยะทางสิบจั้ง เพียงชั่วพริบตาก็มาถึง
"ยังกล้าลงมือโเี้อีกหรือ!?"
หลี่ทั่วเปล่งเสียงคำรามต่ำ พลังลมปราณพลุ่งพล่าน รัศมีสีม่วงสว่างสายหนึ่งไหลเวียนออกมา แปรเปลี่ยนเป็กระบี่ยาว แล้วฟันลงมาด้วยความโกรธ
เขาแปรพลังลมปราณเป็อาวุธ!
นี่คือความสามารถพิเศษที่มีเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตตำหนักิญญาเท่านั้นที่สามารถควบคุมได้
สีหน้าของลู่เยี่ยนิ่งสงบ ยังคงไม่แสดงความตื่นตระหนก กระแสฮุ่นตุ้นภายในตำแหน่งตันเถียนของเขาพลันหมุนวนขึ้น พลังปราณแท้สีเขียวอ่อน ๆ พันรอบปลายนิ้วของเขา เปรียบเหมือนประกายดาวอันเจิดจรัสที่สั่นไหว
เขาปัดผ่านคมปราณกระบี่เบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจ
แค่ก!
กระบี่ยาวสีม่วงแตกออกเป็เสี่ยง ๆ ราวกับแก้ว
ง่ามนิ้วมือของหลี่ทั่วแตก หยดเืกระเซ็นไปถึงแก้ม
ก่อนที่เขาจะทันได้ตอบสนอง ฝ่ามือของลู่เยี่ยก็ประทับลงบนร่าง หลี่ทั่วก็ถูกกดลงกับพื้นทันที
ปัง!
น้ำฝนบนพื้นดินกระเซ็นกระจาย
หลี่ทั่วส่งเสียงร้องด้วยความเ็ป ร่างกายสั่นเทา เืไหลออกจากริมฝีปากอย่างต่อเนื่อง
"ลู่เยี่ย! เหตุใดถึงเป็เ้า?"
ในชั่วขณะนั้น หลี่ทั่วก็มองเห็นใบหน้าของลู่เยี่ยได้อย่างชัดเจน ม่านตาของเขาหดเล็กลงฉับพลัน เสียงแหบเครือลอดออกมาจากลำคอ ราวกับห่านที่ถูกบีบคอ
ลู่เยี่ย!
ชื่อนี้ราวกับมีพลังวิเศษ บรรดาเด็กหนุ่มสาวที่มองมาแต่ไกลต่างเบิกตากว้าง ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจแล้ว
ที่แท้คนผู้นั้นก็คือลู่เยี่ย!
สายฝนที่ตกลงมาดุจเสียงกลองที่ดังกระทบหัวใจของทุกคน จนอดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงเื่ราวในอดีตของวีรบุรุษหนุ่มผู้นั้น
"เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าเ้าดูคุ้นตา?"
ลู่เยี่ยไพล่มือไว้ด้านหลัง ก้มลงมองหลี่ทั่วที่นอนราบอยู่กับพื้น "พวกเราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือ?"
"เ้าจำข้าไม่ได้แล้วหรือ?"
หลี่ทั่วตกตะลึง
เมื่อหกปีก่อน การแย่งชิงตำแหน่งเพื่อเป็ที่หนึ่งของ 'ห้องเรียนอักษรเจี่ย' ในลานตะวันออกของสำนักศึกษายังคงแจ่มแจ้งอยู่ในความทรงจำของเขา
เคล็ดวิชากระบี่โลหิตม่วงที่เขาฝึกฝนมาหลายปี กลับถูกลู่เยี่ยที่มีอายุเพียงสิบเอ็ดปีใช้กิ่งหลิวเพียงกิ่งเดียวเอาชนะไปได้อย่างง่ายดาย
การต่อสู้ในครั้งนั้นทำให้เขาเป็ตัวตลกของสำนักศึกษาเทียนเหอ นับเป็ความอัปยศครั้งยิ่งใหญ่
และบัดนี้ เมื่อได้พบกันอีกครั้ง ลู่เยี่ยกลับจำไม่ได้ว่าเขาเป็ใคร!
ลู่เยี่ยครุ่นคิดอย่างจริงจังครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหัว "ข้าจำไม่ได้จริง ๆ"
หลี่ทั่วราวกับได้รับความอัปยศอันใหญ่หลวงอีกครั้ง เขาโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ เขากัดฟันพูดว่า "หลายปีผ่านไป เ้าก็ยังคงไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตาเช่นเดิม!"
ลู่เยี่ยนึกถึงเื่ราวในอดีตบางอย่าง
ใน่ที่ฝึกฝนอยู่ในสำนักศึกษาเทียนเหอ เขาหมกมุ่นกับการฝึกฝน ละทิ้งการเข้าสังคมทั้งหมด แม้แต่ในยามว่าง เขาก็จะหนีเรียนกลับจวน ปิดประตูฝึกฝน ไม่เคยออกไปข้างนอกเลย
ด้วยเหตุนี้ เขาในตอนนั้นจึงถูกมองว่าเป็ 'าาบ้าคลั่งแห่งการฝึกฝน!'
าาบ้าคลั่งแห่งการฝึกฝนนั้นไม่น่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ในฐานะาาบ้าคลั่งแห่งการฝึกฝน พร์และคุณสมบัติของลู่เยี่ยยังแข็งแกร่งจนทำให้ผู้อื่นรู้สึกสิ้นหวัง
คนอื่นมุ่งมั่นพยายามอย่างหนักเพื่อจะได้ประสบความสำเร็จในภายภาคหน้า แต่ลู่เยี่ยบ้าคลั่งฝึกฝน เพียงเพราะเขาหลงใหลในความรู้สึกที่ได้จากการฝึกฝนเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งย่อมมีข้อดีและข้อเสีย เพราะความบ้าคลั่งฝึกฝนมากเกินไป จึงมีสหายน้อยยิ่งนัก แม้จะเรียนในสำนักศึกษาเทียนเหอนานถึงห้าปีก็ตาม
"มิใช่ว่าข้ามองไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตา แต่เป็เพราะเ้าอ่อนแอเกินไปต่างหาก"
ลู่เยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ "ถึงแม้ข้าจะจำเ้าไม่ได้ แต่ข้ากล้ารับรองว่า แม้แต่ข้าเมื่อสามปีก่อน ก็ยังสามารถปราบเ้าในยามนี้ได้อย่างง่ายดาย จริงหรือไม่?"
หลี่ทั่ว "..."
ใบหน้าของเขาแข็งค้าง รู้สึกอับอายจนอยากตาย แต่ก็ไม่อาจเถียงกลับได้
เพราะเหตุที่ลู่เยี่ยกล่าวเป็ความจริง
เมื่อสามปีก่อน ลู่เยี่ยเป็จ้วงหยวนด้านวิถียุทธ์อันดับหนึ่งที่อายุน้อยที่สุดของต้าเฉียน แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตตำหนักิญญา แต่กลับมีผลงานอันยิ่งใหญ่ที่สามารถต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งขอบเขตตำหนักิญญาการหลอมรวมที่สามได้!
"ไม่ถูก!"
หลี่ทั่วพลันตื่นเต้นขึ้นมา "มีข่าวลือว่า เ้าหลับใหลไปสามปี พลังบำเพ็ญเสื่อมถอยลงมาก ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว แล้วเหตุใดเ้ายังคง..."
ลู่เยี่ยพยักหน้าแล้วกล่าวว่า "ข่าวลือนั้นเป็ความจริง บัดนี้ข้ามีพลังบำเพ็ญอยู่ที่ขอบเขตชักนำิญญาขั้นหก พลังบำเพ็ญลดต่ำลงถึงสามขั้น"
"นี่เป็เื่จริงหรือ?
แต่หลี่ทั่วกลับไม่รู้สึกยินดีเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกอึดอัดในอกอย่างมาก
แม้ว่าพลังบำเพ็ญจะลดต่ำลง แต่ก็ยังสามารถจัดการเขาได้อย่างง่ายดาย นี่มันช่างน่าอับอายเหลือเกิน!
"เล่ามาสิ เหตุใดผู้าุโสูงสุดหลี่ฉางเฟิงถึงได้สั่งให้เ้าทำลายศิลาจารึกนั้น?"
ลู่เยี่ยกลับเข้าสู่เื่สำคัญ
เขาไม่ได้สนใจบันทึกเกียรติยศที่ตนได้สร้างไว้บนศิลาจารึกเ่าั้ แต่สิ่งที่สนใจคือเื่ราวนี้มันช่างเป็เื่ชวนให้คลางแคลงใจมาก
"ข้าไม่รู้"
ใบหน้าของหลี่ทั่วบิดเบี้ยว เขากล่าวด้วยความโกรธ "ข้ารู้เพียงแค่ว่า เ้าทำร้ายอาจารย์โดยพลการ นับเป็การฝ่าฝืนกฎของสำนักศึกษา ต้องได้รับการลงโทษอย่างหนัก!"
กร๊อบ!
ลู่เยี่ยเหยียบลงบนมือขวาของหลี่ทั่ว บดกระดูกมือของเขาจนแหลกละเอียด เืไหลอาบจนมองไม่เห็นเนื้อหนัง
หลี่ทั่วใบหน้าบิดเบี้ยว ความเ็ปทำให้น้ำตาของเขาแทบจะไหลออกมา แต่เขาก็ยังกัดฟันเอ่ยด้วยความแข็งกร้าว
"หากเ้าแน่จริงก็ทำต่อไปสิ ยิ่งทรมานข้ามากเท่าใด การลงโทษที่เ้าจะได้รับก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น!"
ชิ้ง!
ดาบยาวที่ดำสนิทราวกับหมึกเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของลู่เยี่ย เขาพลิกข้อมือหนึ่งที ปลายดาบก็จ่อไปที่ลำคอของหลี่ทั่วเสียแล้ว
"การทรมานเช่นนี้มันช่างไร้รสชาติสิ้นดี หากยังไม่ตอบ ข้าก็จะสังหารเ้าทิ้งเสีย"
ลู่เยี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"นี่เ้า..."
ร่างกายของหลี่ทั่วแข็งทื่อ เบิกตากว้าง "เ้ายังคิดที่จะสังหารคนอีกหรือ?"
น้ำฝนเย็นะเื แต่ก็เทียบไม่ได้กับความเย็นของคมดาบที่จ่อลำคอของเขาไม่ได้ เมื่อได้สบกับดวงตาลึกล้ำที่ไร้คลื่นอารมณ์ของลู่เยี่ย มันก็ยิ่งทำให้หลี่ทั่วรู้สึกขนลุกไปทั่วทั้งร่าง
แววตาเช่นนี้ เขาคุ้นเคยเหลือเกิน
เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ลู่เยี่ยสังหารสัตว์อสูรเสือตัวหนึ่งในการทดสอบของสำนักศึกษา เขาก็มีสายตาเฉยชาราวกับมองซากศพเช่นนี้เหมือนกัน
สิ่งนี้ทำให้หลี่ทั่วตระหนักได้ว่า หากตนไม่ให้ความร่วมมือ ชายผู้นี้ก็กล้าที่จะสังหารคนได้จริง ๆ!
ท้ายที่สุด หลี่ทั่วก็ก้มหน้ายอมแพ้ และกล่าวอย่างหมดอาลัยตายอยากว่า "ข้าไม่ได้โกหกจริง ๆ ท่านผู้าุโสูงสุดเพียงบอกว่า ศิลาจารึกนี้บดบังทัศนียภาพ จำเป็ต้องเคลื่อนย้ายออกไป ดังนั้นข้าจึงอาสารับภารกิจนี้มาทำด้วยตนเอง"
"ส่วนสาเหตุที่แท้จริง ข้าเองก็ไม่ทราบแน่ชัด"
เพียงเอ่ยถึงตรงนี้ ลำคอของหลี่ทั่วก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา เพราะคมดาบได้กรีดผ่านิัและเนื้อของเขาแล้ว ทำให้เืสดไหลออกมาตามรอยบาด
"ข้าขอสาบาน ทุกคำที่ข้าเอ่ยออกมาล้วนเป็ความจริง!"
หลี่ทั่วใจนใบหน้าซีดเผือด แล้วะโเสียงแหลมว่า "ใช่แล้ว ผู้าุโสูงสุดยังออกคำสั่งอีกหนึ่งฉบับ คือ้าขับไล่บุตรหลานตระกูลลู่ที่ฝึกฝนอยู่ในสำนักศึกษาทั้งหมดให้ออกไปภายในวันนี้!"
ลู่เยี่ยกล่าว "ขับไล่ เพราะเหตุใด?"
น้ำเสียงของหลี่ทั่วเปลี่ยนเป็แหลมสูงด้วยความกลัว "ว่ากันว่าตระกูลลู่เข้าไปพัวพันกับเื่ราวใหญ่โตเกินไป ผู้าุโสูงสุดจำต้องตัดสินใจเช่นนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้หายนะของตระกูลลู่ลามมาถึงสำนักศึกษา"
ลู่เยี่ยหัวเราะเ็า
อะไรกันที่ว่าคิดเพื่อสำนักศึกษา ชัดเจนว่าเป็เพียงข้ออ้าง เจตนาโจมตีบุตรหลานตระกูลลู่ต่างหากเล่า!
สำนักศึกษาเทียนเหอถูกจัดตั้งขึ้นโดยราชสำนักต้าเฉียน ตราบใดที่ได้เป็ส่วนหนึ่งของสำนักศึกษานี้ ก็จะได้รับการคุ้มครองจากราชสำนัก
ด้วยเหตุนี้ หากศัตรูเ่าั้้าจัดการกับบุตรหลานตระกูลลู่ที่ฝึกฝนอยู่ในสำนักศึกษาเทียนเหอ พวกเขาก็จะต้องคิดหนักและไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม
แต่หากไร้ซึ่งสถานะนี้แล้ว ศัตรูเ่าั้ก็จะไม่มีความเกรงกลัวใด ๆ อีกต่อไป
ดูเหมือนว่า 'ภัยจากภายนอก' เ่าั้ได้เริ่มลงมือแล้ว…
ลู่เยี่ยััได้ถึงกลิ่นอายของพายุที่กำลังจะมาถึงอย่างฉับพลัน
เขาถามต่อ "เมื่อครู่ที่เ้าจะพาหลิงซวงไป ก็เพราะเื่นี้ใช่หรือไม่?"
“ย่อมเป็เช่นนั้น"
"เ้า้าพาหลิงซวงไปที่ใด?"
"หอลงทัณฑ์"
"เช่นนั้นเ้าไปกับข้าสักครั้ง"
ลู่เยี่ยเก็บดาบยาว ดวงตาที่ลึกล้ำทอดมองไปยังท้องฟ้า
ตูม!
สายฟ้าสีขาวเงินสว่างเจิดจ้าฉีกผ่านกลุ่มเมฆหนาทึบ ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง สายฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างรวดเร็ว
ม่านฝนปกคลุมผืนฟ้าและผืนดิน มืดมัวไปทั่ว
ณ ชายคาของสิ่งก่อสร้างโบราณแห่งหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป
ร่างของเด็กสาวที่บอบบางคนหนึ่งถูกม่านฝนปกคลุม
ขณะที่สายฟ้าปรากฏบนท้องฟ้า เสื้อคลุมขนาดใหญ่อันเป็เอกลักษณ์ของกรมปราบปีศาจที่เด็กสาวสวมอยู่สว่างวาบขึ้นในชั่วขณะ
เสียงพึมพำที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจ ก็ดังออกมาจากริมฝีปากของเด็กสาว
"ลู่เยี่ย เ้าสารเลว เ้าช่างน่าชัง ไร้ยางอาย น่ารังเกียจ เ้าชู้ คนหน้าด้านที่สุดเช่นเ้า... กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้จริง ๆ!"