ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย เด็กหนุ่มร่างกายเปียกโชก เนื้อตัวมอมแมม หน้าตามีรอยช้ำจากการถูกทำร้าย เขากำลังวิ่ง วิ่งหนีบางอย่าง บางอย่างที่สามารถฆ่าเขาได้
“จับมันให้ได้ไม่งั้นนายฆ่าเราแน่!! ไป!!” ชายฉกรรจ์นับสิบพรุ่งเป้าไปที่เด็กหนุ่ม
“ใครก็ได้ช่วยผมด้วย!! อือๆ” เขาวิ่งร้องะโขอให้คนแถวนั้นช่วยเขา
“ฤทธิ์เยอะนักนะมึง ผลัวะ!!” มือหน้าตบเข้าที่ใบหน้าอีกครั้ง เขาดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดไปจากตรงนี้
“อึก... แค่กๆ”
“อ๊ากกกกก!! จับมัน!!” มีดปลายแหลมแทงเข้าที่หน้าขาของชายฉกรรจ์ เด็กหนุ่นรีบวิ่งหนีออกมาอย่างทุลักทุเลเขาวิ่งตรงไปแบบไร้จุดหมายปลายทางมาจนถึงถนนใหญ่
แสงไฟจากรถสาดส่องมาทางเขาเสียงเบรกดังขึ้นพร้อมกับแรงกระแทก...
เอี๊ยดด โคร่ม!!
ร่างของเด็กหนุ่มร่วงลงนอนกองอยู่กับพื้น สติของเขาค่อยๆเื่หายไปช้าๆ ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือชายชุดดำกำลังเรียกเขาให้ลืมตา
ผมไม่ไหวแล้ว
ความเ็ปถาโถมเข้ามา เปลือกตาหนักอึ้งแม้เขาอยากจะลืมตามากแค่ไหนแต่ก็ทำไมไม่ได้ เขารับรู้และได้ยินถึงเสียงคนคุยกัน
“หมอว่าไงบ้างว่ะมึง”
“ถ้าจะอาการหนักอยู่ คงต้องพักฟื้นอีกสักพัก”
“เฮ้อออ.. เอาเป็ว่าเดี๋ยวรอให้หายก่อนแล้วกัน” เสียงพูดคุยเงียบหายไปพร้อมกับเสียงปิดประตู
ชายชุดดำสองคนเดินออกมากจากบ้านพักของตนเองก่อนจะเดินตรงไปหาผู้เป็นายที่คฤหาสน์ ชายร่างสูงใหญ่ ดวงตาสีฟ้าครามคมกริบราวกับหมาป่า นิสัยเืเย็นและนิ่งครึม เขาอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ใหญ่โตพร้อมกับบริวารค่อยรับใช่อีกนับร้อย
คฤหาสน์ใหญ่โตตั้งอยู่ชาญเมือง ไม่มีคนค่อยมาวุ่นวายมีแต่ความเงียบสงบ เขาไม่ชอบเสียงดังไม่ชอบความวุ่นวายและไม่ชอบแสงจันทร์ในคืนที่จันทร์เต็มดวง
“มึงบอกดิว่ะ”
“มึงก็บอกดิมึงเป็คนทำอ่ะ” ทักคู่ยืนเถียงกันไปมาต่างฝ่ายต่างเกลี่ยงกันให้อีกคนเป็คนพูด
“มีอะไร..”
“....”
“ฉันถามว่ามีอะไร!” ทั้งคู่ก้มหน้าไม่ยอมตอบคำถาม เขาเอ่ยถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกมาถึงอารมณ์ของตัวเอง
“เอ่อ.. คือออ ไออังเดรมันขับรถชนเด็กนักเรียนครับคือผมจะขออนุญาตนายให้เด็กนั้นพักรักษาตัวที่นะ..”
“ถ้าหายแล้วก็รีบเอาไปทิ้งสะ ฉันไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายในที่ของฉัน” เขาไม่จำเป็ต้องอุปการะใครเพิ่มเพราะเท่าที่มึงอยู่ก็เรียกใช่อยู่แค่ไม่กี่คน
“คะ.. ครับนายขอบคุณครับ”
“รู้แล้วก็ทำตามด้วย ฉันไม่อยากให้ใครรู้ความลับของฉัน เข้าใจมั้ย!!”
“เข้าใจครับ”
“จะไปไหนก็ไป!!”
เด็กหนุ่มนอนหลับไปเป็เวลาถึงสองวัน เปลือกตาที่ปิดสนิทค่อยๆลืมขึ้นอย่างช้าๆ ทุกอย่ารอบตัวเขาไม่มีอะไรคุ้นเคย
“ผมอยู่ที่ไหน...” เขาพยามเปล่งเสียงที่แหบพล่าของตัวเองออกมาให้ดังที่สุด
“อังเดรเด็กนั้นฟื้นแล้ว”
“น้ำ..”
“อะไรนะกูไม่ได้ยิน”
“ผมหิว น้ำ...”
“มันหิวน้ำ มึงเอาน้ำให้มันดิเร็ว” อังเดรรีบวิ่งไปแทน้ำในครัวมาให้เด็กหนุ่ม เอเดลค่อยช่วยพยุงให้เขาลุกขึ้นนั่งได้ง่ายขึ้น
สภาพของเขาตอนนี้มีผ้าก๊อตพันอยู่เกือบแทบจะทั้งตัว อังเดรส่งน้ำให้กับคนบนเตียง เขารับน้ำมาดื่มพร้อมกับเอ่ยขอบคุณ อังเดรนั่งมองเขาอย่างสงสัยเขารู้สึกคุ้นหน้าเด็กคนนี้เหมือนว่าเคยเจอที่ไหนแต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก
“เป็ไงบ้างมึงเจ็บตรงไหนอยู่มั้ย”
“ครับ เจ็บหัวแล้วก็แผลที่แขนครับ” แขนของเขาถูกของมีคมกรีดตามยาวเป็แนวขวาง
“มึงไปอยู่แถวนั้นได้ยังไง มึงรู้มั้ยตรงนั้นมันมีแต่พวกเหี้ย”
“ผมจำอะไรไม่ได้เลยครับ... แม้แต่ชื่อของผม” ทั้งคู่หันมองหน้ากัน เด็กคนนี้ความจำเสื่อมหรอเนี่ยแล้วเขาจะเอายังไงต่อไปขื่นไปขอผู้เป็นายให้เด็กนี้อยู่ต่อมีหวังโดนฉีกเป็ชิ้นๆแน่
ทั้งสองนั่งคิดหาวิธีว่าจะทำยังไงกับเด็กคนนี้ต่อ จนเวลาร่วงเลยมาถึงยามดึก จนสุดปัญญาและสุดแรงกำลังของพวกเขายังไงก็ต้องลองเสี่ยงที่จะขอให้เด็กคนนี้อยู่ต่อ
“พรุ่งนี้เดี๋ยวกูคุยกับนายเอง”
“เอาจริงดิ”
“เออกู!! ทิ้งเด็กนี้ไม่ลงว่ะ” อังเดรหันไปมองเด็กน้อยที่กำลังนั่งเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง
ในเช้าของอีกวันอังเดรและเอเดลได้รับคำสั่งให้เข้าไปในเมืองและนำเอกสารที่เขาต้องเซ็นทั้งหมดกลับมาให้เขา แสงแดดยามเช้าเป็เวลาที่เขาชอบมากที่สุดมันทั้งสดชื่นและอบอุ่น
“กินนะจะได้มีแรงเยอะๆ” เสียงเจื้อยแจ้วดังมาจากทางด้านหลังของสวน เขาเดินตามเสียงมาเรื่อยจนมาถึงบ้านพักหลังเล็กของลูกน้องทั้งสอง
ร่างเด็กหนุ่มนั่งหันหลังป้อนอาหารให้กับสุนัขที่หลงเข้ามา สายลมพัดผ่านหอบกลิ่นหอมอ่อนของเด็กหนุ่ม เขาสูดดมกลิ่นหอมอ่อนนั้น กลิ่นที่เขาเคยได้ััและสูดดม
“ไม่ผิดแน่” ขายาวรีบก้าวเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มแบบไม่รีรอ สุนัขที่กำลังมีความสุขกับอาหารก็รีบวิ่งหนีออกไปเมื่อเห็นเขา
ััแรกลงบนตัวเด็กหนุ่มคนนั้นทำให้หัวใจของเขาเต้นถี่รัว...
เด็กหนุ่มหันหน้ากลับมา ทั้งคู่สบตากันเขาจ้องลึกเข้าไปได้ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้น มือของเด็กหนุ่มเลื่อนมาจับแก้มของเขาแบบอัตโนมัติจู่ๆน้ำตาก็รินไหลออกมาจากดวงตาแบบไม่รู้ตัว
ภาพในอดีตตีย้อนกลับเข้ามาในหัว อาการปวดหัวกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง ภาพที่เขาถูกทรมานมันวนเวียนกลับเข้ามาอีกครั้ง
“ยะ อย่าเข้ามา ผะ ไม่รู้ ไม่รู้อะไรทั้งนั้น” เด็กหนุ่มทรุดตัวนั่งลงกับพื้นมือทั้งสองข้างยกมือขึ้นไหว้แล้วส่ายหัวไปมาเหมือนคนขนาดสติ
“น้ำเหนือ... ฉันไม่เคยทำร้ายเธอ”
“ขอร้อง ปล่อยผม ฮืออ ผะ ผมไม่รู้จริงๆ” ยิ่งเขาพยามเข้าใกล้น้ำเหนือมากแค่ไหน น้ำเหนือยิ่งดิ้นและถ่อยห่างออกจากเขา
เขายืนนิ่งไม่ไหวติ่ง คนที่เขาคิดว่าจากโลกนี้ไปแล้วกลับมาอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมกับสภาพร่างกายและจิตใจที่ย่ำแย่ ในอดีตน้ำเหนือคือเด็กที่สดใสร่าเริง มีจิตใจที่เมตตาและคือคนที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ถึงตอนนั้นน้ำเหนือจะยังเด็กแต่ตัวเขาเป็หนุ่มเต็มวัย เขาจำได้ทุกเื่ราวแม้มันจะผ่านมาเป็สิบปีแล้วก็ตาม
ครั้งแรกที่เขาทราบข่าวของน้ำเหนือดวงใจดวงน้อยของเขาแตกสลายเป็เสี่ยงๆทุกอย่างที่เคยสดใสกลับมืดหม่น อากาศที่เคยอบอุ่นเปลี่ยนเป็หนาวเหน็บ เขากลายเป็คนเ็าและไร้ความรู้สึก
“นาย!! นายอย่าทำมันนะ”
“ผมขอโทษแทนมันด้วยครับนาย มันไม่รู้เื่มันความจำเสื่อม”
“ความจำเสื่อม...” สาเหตุที่น้ำเหนือจำเขาไม่ได้เพราะความจำเสื่อมและสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกี๊ััเมื่อกี๊มันคือสิ่งที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจของน้ำเหนือใช่หรือป่าว
“พี่อังเดรช่วยผม ฮือ ดะ..” สติของน้ำเหนือดับวูบไป ในอ้อมกอดของอังเดร
“เห้ย!! ตื่นสิว่ะ อย่าพึ่งเป็อะไรไปนะเว้ย”
“นะ นายๆ จะทำอะไรมัน” เขารีบเดินเข้าไปรับตัวของน้ำเหนือออกมาจากตัวอังเดรและอุ้มแนบอกของตัวเองเอาไว้
“ตามหมอมา ไปตามหมอมาเร็ว!!” การกระทำและคำสั่งที่หลุดของมาจากปากของเขาสร้างความมึนงงให้กับอังเดรและเอเดล
ร่างบางในอ้อมกอดเขาถูกวางลงบนโซฟาตัวแพงอย่างเบามือ ผ้าพันแผลที่แขนหลุดออกเผ่ยให้เห็นแผลเหวอะของคนบนโซฟา หัวใจของเขากระตุกวูบกับภาพตรงหน้า มือหนาลูกเบาๆที่าแน้ำใสเอ่อล้นออกมาจากดวงตาอีกครั้ง
“ไปทำอะไรมาทำไมถึงเป็แบบนี้...” เสียงที่เปล่งออกมาต่างออกไปจากทุกครั้ง น้ำเสียงป่นความเ็ป ห่วงใยและสงสาร
“หมอมาหรือยัง!!!” เสียงที่ทรงอำนาจตะหวาดดังลั่นไปทั่วคฤหาสน์
“มะ มาแล้วครับ” หมอรีบวิ่งกรูกันเข้ามาตรวจเช็คอาการของน้ำเหนือ ความกดดันและสายตาทีจับจ้องไปที่หมออยู่ตลอดเวลาหมอไม่กล้าแม้แต่จะจับแรง
าแเหวอะถูกล้างทำความสะอาดและเย็บปิดสนิทอย่างเรียบร้อย อาการของน้ำเหนือเพียงขาดสารอาหารและเสียเืมาก าแตามร่างกายจะค่อยๆหายแต่ต้องใช้เวลา ยาทั้งหมดถูกส่งมอบให้กับอังเดรแต่เขาเลือกที่จะรับไว้เอง
“สั่งให้คนเตรียมห้องติดกับฉันให้เด็กคนนี้”
“ครับ”
“เดี๋ยว! ทุกอย่างในห้องคือสีฟ้าขาวเข้าใจมั้ย!!”
“ครับนาย” เอเดลและน้อมรับคำสั่งก่อนจะเดินออกไป
ห้องขนาดใหญ่เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในห้องเป็สีขาวสลับกับฟ้ามองแล้วรู้สึกสบายตาถูกจัดเตรียมไว้อย่างดี คนบนเตียงนอนหลับตามพริ้มแขนทั้งสองข้างมีสายระโยงระยางติดเอาไว้ เขานั่งเฝ้าน้ำเหนือไม่ยอมห่างพร้อมกำชับว่าห้ามให้ใครรบกวน
“คุณเป็ใคร” น้ำเหนือลืมตาตื่นขึ้นและยันตัวขึ้นนั่ง
“ฉันชื่อแบล็ค”
“แบล็คที่แปลว่าสีดำหรือป่าวครับ” คนตัวเล็กเอ่ยถามด้วยท่าทางใส่ซื้อ แต่ผิดกับเขาที่ไม่ค่อยชอบชื่อของตัวเองสักเท่าไหร่
“อืม..”
“ผมไม่รู้จักคุณนะ ผมไม่เคยมีเพื่อนชื่อนี้นะ ผมคุ้นแต่ชื่อบลู” หัวใจของเขาแทบจะหลุดออกมาทันที่ที่น้ำเหนือพูดชื่อนั้นออกมา บลูคือชื่อที่น้ำเหนือเป็คนตั้งให้กับเขาด้วยเหตุผลที่ว่าตาของเขาเป็สีฟ้า
“ให้ฉันเป็ชื่อบลูได้ไหม”
“ได้ครับเพราะตาคุณสีฟ้า แต่เราคงเป็เพื่อนกันไม่ได้..” สีหน้าของคนบนเตียงสลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“ทำไมละ”
“เพราะคุณอายุเยอะกว่าผม”
“แล้วให้ฉันเป็แดดดี้เธอได้หรือป่าว เธอเรียกฉันว่าแดดดี้ได้ไหม” ดวงตาวูบไหวเหมือนเริ่มกังวลอะไรบางอย่าง
“คุณจะทำร้ายผมเหมือนเขาหรือป่าว” น้ำเหนือเริ่มถอยหนีออกห่างจากเขาจนสุดขอบเตียง คำพูดของน้ำเหนือยิ่งทำให้เขาอยากรู้ว่าตลอดเวลาที่น้ำเหนือหายไปได้พบเจอกับอะไรบ้าง
“ฉันสัญญาจะไม่ทำร้ายเธอ”
“จริงนะครับ”
“อืม..”
“ครับแดดดี้” ร้อยยิ้มสดใสผุดขึ้นมาบนใบหน้าของน้ำเหนือ มือหนาเอื้อมไปลูบแก้มเนียนๆร่างบางเอียงคอถูกแก้มไปมากับมือของเขา
ไม่ต้องรอให้คนตัวเล็กเอ่ยปากบอกว่าหิว ข้าวต้มปลาร้อนๆกลิ่นหอมๆถูกยกขึ้นมาบนห้อง
“มันร้อนให้ฉันป้อนไหม”
“ไม่ครับผมกินได้”
“เธอมีชื่อว่าน้ำเหนือ ต่อไปแทนตัวเองด้วยชื่อเข้าใจไหม”
“เข้าใจครับแดดดี้..”