14 1-2
บทที่ 27 สถานการณ์ในตอนนี้ของสองสามีภรรยาแซ่จาง (1)
เมื่อกลับเข้าห้องนอน จางอวิ๋นม่านที่สังเกตเห็นท่าทางตื่นเต้นดีใจของลูกสาวทั้งสามคนตรงหน้า เธอก็คาดเดาได้ในทันทีว่า เื่ที่หลินอวี้ถูกรุมทำร้ายนั้น ดูท่าจะเกี่ยวข้องกับลูกๆทั้งสามของเธอไม่ทางตรงก็ทางอ้อมแน่
ตระหนักได้เช่นนั้น จางอวิ๋นม่านก็ถึงกับต้องส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจ ได้แต่กล่าวเตือนผ่านถ้อยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“พวกลูกสามคนนี่นะ ต่อไปทำอะไรก็ต้องรู้จักระมัดระวังไว้บ้าง อย่าเผลอให้ใครจับได้คาหนังคาเขาล่ะ”
พูดไปเธอก็พลอยนึกจินตนาการภาพเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในหัว แล้วก็อดที่จะหัวเราะออกมาอีกคนไม่ได้
“แม่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ พี่รองฉลาดเป็กรดขนาดนี้ จะถูกจับได้ยังไงล่ะคะ จริงมั้ยพี่ใหญ่?”
หลินเสี่ยวจือยืนพยักหน้าเห็นด้วยอยู่ข้างๆ พร้อมกับพูดเสริมขึ้นว่า
“ครั้งนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับน้องรองจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะความรอบคอบของน้องรอง ป่านน้ำพวกเราคงถูกอาเล็กจับได้แล้วล่ะ”
หลินเสี่ยวเย่ที่ถูกสองสาวชมจนตัวลอย เธอยกกำปั้นขึ้นทุบอกตัวเองเบาๆอย่างภาคภูมิใจ พร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“ไม่ต้องห่วง มีฉันอยู่ด้วยทั้งคน ทุกคนต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน!”
ภายหลังหยอกล้อเล่นกันได้สักพัก จางอวิ๋นม่านและลูกสาวทั้งสามจึงได้นำเสื้อผ้าเก่าที่หลินอวี้โยนออกมา ไปทำการตัดแต่งดัดแปลงเสียใหม่ เพราะเสื้อผ้าเก่าๆพวกนั้น บางตัวก็มีรูพรุนจนไม่สามารถใส่ได้แล้ว แต่อย่างน้อยก็สามารถนำมาทำเป็รองเท้าผ้าใส่ได้
หลินเสี่ยวอวี่ซึ่งอายุน้อยที่สุดอีกทั้งยังาเ็อยู่ จึงได้รับอภิสิทธิ์ให้ไม่ต้องทำงานใดๆ เธอจึงนอนแผ่หราเอกเขนกอยู่บนเตียง พลางยกมือขึ้นเกาศีรษะครุ่นพินิจถึงเื่พลังวิเศษของตัวเองไปพลางๆ
[เฮ้อ~ เท่าที่เห็น...ดูเหมือนว่าพลังวิเศษของฉันจะไม่สามารถใช้งานได้ตลอดเวลาแฮะ]
[คล้ายกับว่าจะสามารถใช้ได้เฉพาะ่เวลาที่มีใครสักคนคิดร้ายกับพวกเราอยู่เท่านั้น แต่ในเวลาปกติแบบนี้ กลับไม่ได้ยินเสียงในใจของคนอื่นเลย]
[แถมสัญญาณก็ไม่ค่อยดีด้วย ได้ยินขาดๆหายๆไปอีก แต่ช่างเถอะ ขึ้นชื่อว่าของฟรีคงคาดหวังอะไรได้ไม่มากหรอก]
หลินเสี่ยวอวี่ได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเองในใจไปเรื่อยๆ ขณะเฝ้ามองแม่และพี่สาวทั้งสองที่กำลังนั่งทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง
ในขณะที่หลินเสี่ยวอวี่บ่นระบายกับตัวเอง ทางด้านจางอวิ๋นม่านกับลูกสาวอีกสองคน ต่างก็ก้มหน้าก้มตาทำงานคล้ายไม่สนใจกับสิ่งรอบตัว แต่ทว่าในความเป็จริงแล้ว ทั้งสามต่างก็กำลังบีบกำปั้นของตัวเองไว้แน่นด้วยความตื่นเต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสองสาวที่แอบสบตากันอย่างเงียบๆ ใบหน้าของทั้งคู่เปล่งประกายคล้ายคนที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง
เพียงแค่นี้ก็นับว่าเป็ข่าวดียิ่งกว่าอะไรแล้ว!
อาศัยพลังและเสียงนึกคิดภายในใจของหลินเสี่ยวอวี่ พวกเธอสามคนก็พอจะคาดการณ์ถึงแนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตได้ในระดับหนึ่งแล้ว กล่าวคือ การที่ได้ล่วงรู้แผนการของศัตรูผ่านความคิด ก็นับว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว!
สำหรับพลังวิเศษที่หลินเสี่ยวอวี่อยู่นี้ ต้องบอกว่าไม่ใช่เพียงแค่ ‘นิ้วทองคำ’ แต่มันคือ ‘นิ้วทองคำเลี่ยมเพชร’ ที่์ได้ประทานให้แก่พวกเธอทั้งครอบครัวเลยต่างหาก!
อย่างไรก็ตาม หลินเสี่ยวอวี่กลับไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่า จางอวิ๋นม่านและพี่สาวทั้งสองของเธอต่างก็กำลังตื่นเต้นดีใจจนตัวแทบลอย!
ทว่าจังหวะนั้นเอง จู่ๆหลินเสี่ยวอวี่ก็พลันหน้าถอดสี จากที่กำลังผ่อนคลายกลับแปรเปลี่ยนเป็เคร่งเครียดขึ้นฉับพลัน เธอรู้สึกเหมือนลืมอะไรบางอย่างที่สำคัญมากๆไปเสียสนิท แต่ไม่ว่าจะพยายามนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก
เสี้ยวอึดใจต่อมา หนึ่งชั่วความคิดพลันโฉบแล่นผ่านเข้ามาในหัวของเธอ!
[นึกออกแล้ว! เป็เื่ที่เกี่ยวข้องกับคุณตาคุณยายนี่เอง!!]
[คุณตากับคุณยายจะถูกส่งตัวไปใช้แรงงานที่เขตเป่ยต้าหวงนี่นา! ตอนนี้ก็ใกล้จะถึง่เวลาที่คุณตาเจ็บป่วยเพราะตากฝนพอดี!]
[เพราะสถานที่ที่ทั้งคู่ถูกส่งตัวไปใช้แรงงานนั้นห่างไกลมาก เป็หมู่บ้านชนบทเล็กๆที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญอย่างที่สุด พวกหมอเท้าเปล่าก็ไม่ได้เื่ มิหนำซ้ำคนในหมู่บ้านก็ยังไม่มีใครกล้าส่งคุณตาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วย ทำให้คุณตาต้องนอนโทรมเพราะพิษไข้อยู่บ้าน คนแก่สองคนต้องคอยเฝ้าไข้ดูแลกันเองอยู่เกือบสองเดือนเต็ม กว่าที่จะหายกลับมาเป็ปกติ!]
กระแสความทรงจำเหล่านี้ที่หลั่งไหลเข้ามา ทำเอาหลินเสี่ยวอวี่ถึงกบัใจนหน้าถอดสี โดยไม่รอช้า เธอเริ่มคิดหาวิธีช่วยเหลือตายาย เพื่อไม่ให้ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เลวร้ายแบบนั้นอีก
[ตอนนั้นถึงจะหายไข้แล้วก็จริง แต่คุณตาก็ยังมีอาการป่วยเรื้อรังตามมา]
[ฉันต้องรีบหาวิธีซื้อยาส่งไปให้คุณตากับคุณยายเดี๋ยวนี้!]
จังหวะเดียวกันนั้นเอง ทันทีที่จางอวิ๋นม่านได้ยินเสียงความคิดเ่าั้เข้า น้ำตาของเธอก็ถึงกับไหลพร่างพรูออกมาทันที เธอรู้สึกทุกข์ระทมใจอย่างอย่างที่สุด นึกเสียใจที่ก่อนหน้าเคยหลงเชื่อคำพูดหลอกลวงของหลินเจียง ไอ้ผู้ชายสารเลวนั่นสั่งให้เธออยู่ห่างๆจากพ่อกับแม่ของเธอไว้ แต่เธอกลับคิดไม่ถึงว่า พ่อแม่ของเธอจะต้องทนทุกข์ทรมานมากถึงขนาดนี้!
จางอวิ๋นม่านอยากจะตบหน้าสั่งสอนตัวเองซ้ำๆสักสิบสักร้อยครั้ง ทำไมกัน! ทำไมเธอถึงได้เลือกทำเื่โง่ๆพรรค์นั้นได้!
หลินเสี่ยวอวี่หันขวับไปมอง เมื่อเห็นผู้เป็แม่กำลังร้องไห้ก็ถึงกับสะดุ้งเฮือก จึงเร่งถามออกไปด้วยความร้อนอกร้อนใจ
“แม่! แม่เป็อะไรไปเหรอคะ? มีใครรังแกแม่อีกรึเปล่า?? บอกหนูมา หนูจะไปสั่งสอนมันให้เอง!!”
“แม่ไม่เป็ไรจ้ะ แค่จู่ๆก็รู้สึกคิดถึงคุณตาคุณยายขึ้นมาเฉยๆ หลายปีแล้วนะที่พวกเราไม่ได้เจอกันเลย ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกท่านทั้งสองจะเป็ยังไงบ้าง อยู่ที่ไหนแล้วก็สบายดีหรือเปล่า?”
จางอวิ๋นม่านรำพึงรำพันออกมาพลางปาดเช็ดน้ำตาไปด้วย
หลินเสี่ยวอวี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
“โถ หนูก็คิดว่าเื่ใหญ่อะไร แม่ไม่ต้องห่วงไปหรอกนะคะ หนูรู้ว่าตอนนี้คุณตากับคุณยายอยู่ที่ไหน ความจริงเราควรส่งของขวัญไปให้พวกท่านสักหน่อยดีกว่า!”
แม้รู้ดีแก่ใจว่าหลินเสี่ยวอวี่รู้เื่นี้แต่แรก แต่จางอวิ๋นม่านก็ยังแสร้งปั้นหน้าทำเป็ใ พร้อมกับร้องถามออกมาด้วยความประหลาดใจ
“เสี่ยวอวี่จ๊ะ นี่ลูกไปรู้มาได้ยังไงว่าคุณตาคุณยายอยู่ที่ไหน?”