"คนรู้จักเหรอเกรย์นาส ?" ชายคนหนึ่งในกลุ่มที่มาด้วยกันพูดขึ้น "หมอนั่นเป็นคนที่ถูกทาบทามโดยหน่วยหลักเดียวตั้งแต่ปีก่อน แต่ดูเหมือนว่าข้อเสนอยังไม่ลงตัว" เกรย์นาสใช้มือกลบปากเพื่อลดเสียงของตัวเองลงเพื่อให้ได้ยินกันภายในกลุ่ม
"หลักเดียว ?"
"เรื่องจริงเหรอ"
"งั้นเราถอยก่อนดีไหม ?"
"แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นคนกองทัพเสียหน่อยจะไปกลัวอะไร ก็แค่คนหนึ่งในสถาบัน"
ในขณะที่กลุ่มใหญ่กำลังปรึกษากันอยู่นั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน
"เร็วๆหน่อยแล้วกัน ฉันไม่ได้มีเวลาทั้งวัน" หลินพูดขึ้นมาหลังจากเห็นอีกฝ่ายหนึ่งเหมือนกำลังปรึกษากันอยู่
หากเป็นคนที่ไม่รู้จักชายหนุ่ม เมื่อเห็นชายหนุ่มพูดออกมาเช่นนี้คงรู้ตกใจไม่น้อย ตัวเองเป็นฝ่ายโดนหาเรื่อง มีคนมาช่วย แต่กับเร่งให้คนที่มาช่วยจัดการเร็วๆ ? เรื่องเช่นนี้มันดูแปลกไปหน่อยไหม ?
แต่สำหรับคนของสถาบันในห้องสมุดแห่งนี้กับไม่มองว่ามันเป็นเรื่องแปลกอะไร มีข่าวลือหนาหูอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงบันได ชายหนุ่มผู้มีออร่าของชนชั้นสูงแม้จะอยู่ในสถาบัน ชายหนุ่มผู้มีหญิงสาวจากตระกูลดังสองคนคอยติดตาม ชายหนุ่มผู้ไม่เกรงกลัวหรือเกรงใจใครในสถาบันการทหาร คนเช่นนี้จะไม่มีความสำคัญระดับสูงในกองทัพได้อย่างไร ?
หลังจากสิ้นเสียงของชายหนุ่ม ร่างของคนที่อยู่ในห้องสมุดชั้น 3 และ 2 บางคนได้ทำการเคลื่อนไหว
หนึ่งร่างปรากฏขึ้นด้วยความเร็วสูงด้วยการผ่านบันไดลงมา
หนึ่งร่างบินลงด้วยปีกที่คล้ายกับนกอินทรี
หนึ่งร่างโผล่ออกมาจากพื้นของห้องสมุดอย่างเงียบงัน
อีกสองร่างปรากฏขึ้นด้านซ้ายและขวาของกลุ่มคนที่ยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าห้องสมุด
ยังมีเสียงเดินของบางคนที่ค่อยๆเดินลงบันไดมาอย่างไม่รีบร้อน
ทุกคนดูเหมือนจะมีเป้าหมายเดียวกัน อย่างไรก็ตามที่แห่งในแม้จะเป็นสถาบัน แต่ทุกคนต่างล้วนมีจุดหมายเดียวกันคือกองทัพ หากจะหาคนที่ไม่ต้องการต่อสู้หรือยุ่งเกี่ยวกับใครในสถานที่แห่งนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากเกินไปเสียหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ปรากฏตัวออกมาแต่ละคนล้วนแล้วแต่ไม่ใช่คนในสถาบันทั่วไปเสียด้วย
มันไม่ใช่เรื่องแปลกในสังคมของชนชั้นสูงที่จะอยากทำความรู้จักและทำความสนิทสนมกับคนที่เก่งกาจและมีอำนาจ โดยเฉพาะคนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือเป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มคนระดับสูงอย่างหลิน แน่นอนว่าเวลาได้ผ่านมาสักพักหนึ่งแล้วหลังจากหลินปรากฏตัวขึ้นในกองทัพ ตระกูลใหญ่ต่างรู้เรื่องราวและรู้จักตัวตนของชายหนุ่มกันเป็นอย่างดี
การที่ให้ลูกหลานของพวกเขาไม่ไปหาเรื่องและพยายามทำความรู้จักกับชายเพื่ออนาคตจึงนับเป็นเรื่องปกติ และเห็นได้บ่อยในหมู่คนทั่วไปที่ต้องการรู้จักกันลูกหลานของตระกูลดังๆในกองทัพ ในที่นี้อาจจะต่างออกไปหน่อยตรงที่ลูกหลานของตระกูลใหญ่ต่างอยากที่จะทำความรู้จักกับชายหนุ่มตรงหน้าแต่กับไม่มีโอกาส
คนเกือบสิบคนถูกล้อมด้วยคนเกือบสิบคนดูเหมือนว่าจำนวนจะเกือบเท่ากันพอดี
หลินมองภาพเบื้องหน้าและรู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่เห็น เขาแค่พูดเร่งให้ชายที่ชื่อว่า มู ตรงหน้าเขารีบจัดการเสียหน่อย ไม่อย่างนั้นเขาจะลงมือเอง เพราะไม่อยากจะมาเสียเวลากับเรื่องพวกนี้ แต่ใครจะคิดว่าหลังจากเขาพูดเสร็จกับมีคนที่ต้องการช่วยเขาเพิ่มขึ้นเสียอย่างนั้น ?
เมื่อถูกล้อมโดยคนของสถาบัน แถมเกือบทุกคนล้วนเป็นคนมีชื่อเสียง เกรย์นาสเริ่มรู้สึกว่าตัวเองได้มาหาเรื่องผิดคน ในขณะที่กำลังจะเอ่ยปากให้พักพวกของตัวเองถอยก่อนนั้น เพื่อนของตัวเองคนหนึ่งกับแหกปากขึ้นมาเสียอย่างนั้น
"ก็แค่พวกคนที่ยังไม่เคยเข้าร่วมสงครามไม่กี่สิบคน จะมาเพิ่มอีกเท่าไหร่ก็เหมือนกัน ข้าอูด้าเดว์ จะสอนให้รู้เองว่าสงครามที่แท้จริงเป็นยังไง" อูด้าเดว์ตระโกนอย่างเกรี้ยวกราด ก่อนจะขยายร่างตัวเองใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น และเรียกค้อนขนาดใหญ่พอๆกับตัวของเขาขึ้นมาสองอัน ทุบไปที่พื้นเบื้องหน้าทันที
ในขณะที่ค้อนขนาดใหญ่ทั้งสองอันกำลังจะกระทบกับพื้นของห้องสมุดนั้น หลินวาดมือไปมาเบื้องหน้าของตัวเอง เปลี่ยนให้ทั่วทั้งห้องสมุดเข้าไปอยู่ในมิติที่เขาได้สร้างขึ้นมา
มันคือทะเลทรายอันร้อนระอุ
! ฟุบ
เสียงของค้อนทุบลงพื้นทราย จนเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ ส่งผลให้กลุ่มคนที่ยืนอยู่กับชายที่ชื่ออูด้าเดว์ เสียการทรงตัวเนื่องจากพื้นทราบที่ตัวเองยืนอยู่เกิดผลกระทบอย่างฉับพลัน
ทุกคนที่อยู่ในเหตการณ์ต่างกำลังงุนงงกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า มันไม่ใช่ครั้งแรกของหลายๆคนที่ถูกเรียกเข้ามาในมิติเช่นนี้ แต่เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกของทุกคนที่ถูกเรียกเข้ามาในมิติโดยที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองถูกดึงเข้ามา โดยเฉพาะการเข้ามาในมิติที่ไม่เหมือนกับการเข้ามาเช่นนี้ มันเหมือนกับแค่ภาพที่พวกเขามองเห็นได้เปลี่ยนไปเสียอย่างนั้น หากมันเป็นภาพลวงตาคงจะน่าเชื่อเสียมากกว่า
ยิ่งกว่านั้นยังเป็นการพาเข้ามิติที่ไม่ได้เกิดจากการยินยอมอีกต่างหาก ที่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ยังทำให้พวกเขาตื่นตระหนก เพราะคนที่จะดึงคนอื่นเข้าสู่มิติโดยที่ไม่ต้องรับการยินยอมจากอีกฝ่ายได้จะต้องมีระดับของพลังที่ต่างกันอย่างมาก ดังนั้นผู้ที่กระทำเช่นนี้ได้สมควรเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่ง ไม่ใช่ชายหนุ่มที่อายุไม่ต่างจากพวกเขามากคนหนึ่ง