พลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน

    บทที่ 74 รวมตัว

    บทที่ 74 รวมตัว




    ร่างสูงใหญ่กว่าบุรุษทั่วไปเกือบเท่าตัว กล้ามเนื้อที่อัดแน่นไปด้วยพลังทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อย




    ชายผู้นี้คือซุนเฉินศิษย์แกนหลักลำดับที่หนึ่งของหุบเขาวานร




    ทันทีที่ซุนเฉินเอ่ยจบ จอมยุทธ์โดยรอบจึงเริ่มพูดคุยกันพลางชี้ไม้ชี้มือไปที่ชายหนุ่ม บ้างก็ทำเพียงแค่มองด้วยท่าทีใคร่รู้




    “คนแซ่หลินงั้นรึ”




    “หรือว่าชายคนนั้นคือทายาทตระกูลหลินที่เป็นข่าวกัน”




    “ล่าสุดเขาพึ่งจะไปสังหารคนของสำนักราชสีห์คลั่งมามิไม่ใช่รึ แถมหนึ่งในนั้นยังเป็นหลานของจ้าวสำนักราชสีห์คลั่งเสียด้วย”




    “ข้าหวังว่าวันนี้ข้าจะได้เห็นฝีมือทายาทคนสุดท้ายของตระกูลที่เคยแข็งแกร่งที่สุดเป็นบุญตาสักครั้งว่าแท้จริงแล้วคนตระกูลนี้จะเป็นดั่งคำร่ำลือหรือไม่”




    “พวกเจ้าจะคาดหวังมากก็ไม่ได้หรอกนะ พวกเจ้าต้องอย่าลืมว่าตระกูลหลินล่มสลายไปหลายร้อยปีแล้ว ถึงแม้เขาจะเกิดมาทันตระกูลหลินแต่นั่นมันก็เป็นช่วงที่ถดถอยมากแล้ว ต่อให้มีสายเลือดหรือตระกูลดีแค่ไหนหากไม่ได้ถูกฝึกฝนในสภาพแวดล้อมที่ดีก็คงไม่ได้ดีกว่าพวกเรามากนักหรอก”




    เหล่าจอมยุทธ์ของปะทะอำนาจโดยรอบต่างพากันพูดไปต่างๆ นานา




    “อย่าพูดให้มากความ หากเจ้าไม่กลัวข้าทุบตีจนบิดาจำหน้าไม่ได้ก็เข้ามา”




    “แต่หากไม่กล้าเจ้าก็ไปยืนอยู่ข้างๆ เจ้านั่นซะ”




    ตอนนี้เองคำพูดของชายหนุ่มได้ดังขึ้น ทำให้ทุกคนเลิกสนทนาและจับจ้องไปที่การกระทำของชายหนุ่ม




    “ฝีปากกล้ายิ่งนัก”




    เหล่าจอมยุทธ์โดยรอบต่างมีความคิดเช่นนี้




    เมื่อได้ยินคำท้าทายของชายหนุ่ม ซุนเฉิน ถึงกับคิ้วกระตุก




    “เดี๋ยวข้าจะถอนฟันในปากเน่าๆ ของเจ้าให้หมดเอง”




     สิ้นเสียงซุนเฉินได้พุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มพร้อมกับปล่อยหมัดที่เต็มไปด้วยแรงกดดันของตนออกมา




    หวงเซียนเซียนที่อยู่ด้านหลังชายหนุ่มและรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของฝ่ายตรงข้ามก็อดที่จะถามชายหนุ่มออกมาไม่ได้




    “เจ้าไหวหรือไม่ พลังของเจ้าซุนเฉินในตอนนี้มันมากกว่าพวก กู่ยง ในตอนนั้นอีกนะ”




    ชายหนุ่มเอ่ยออกมาโดยไม่มองไปที่หญิงสาว




    “เจ้านี่กับกู่ยง เฉิงเฮาเรินในร่างจริงผู้ใดแข็งแกร่งกว่ากัน”




    หญิงสาวตอบแบบไม่ต้องคิด




    “แน่นอนว่าต้องเป็นเจ้าสองคนนั้นที่แข็งแกร่งกว่าอยู่แล้ว”




    ได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มจึงก้าวเท้าออกไปพร้อมเอ่ย




    “แบบนั้นก็ดีไม่ใช่รึ ในเมื่อตอนนั้นพลังของข้ายังไม่ฟื้นฟูเต็มที่จากการข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ เจ้าพวกนั้นก็เป็นแค่ร่างแยกเท่านั้น สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าใครแข็งแกร่งกว่ากัน ในเมื่อเจ้านี่มันทรงพลังกว่าร่างแยกเจ้าพวกนั้นแต่ก็ยังอ่อนแอกว่าเจ้าพวกนั้นในร่างจริงอยู่ดี หากข้าเอาชนะไม่ได้ก็คงอย่าหวังจะชนะเจ้าพวกนั้นเลย”




    สิ้นเสียงชายหนุ่ม กำปั้นของซุนเฉินก็แทบจะถึงตัวชายหนุ่มแล้ว




    “ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ากายหยาบของข้ากับเจ้าใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน”




    ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมกับซัดกำปั้นเข้าปะทะกับซุนเฉิน




    เมื่อกำปั้นที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณของทั้งสองเข้าปะทะกัน




    แรงปะทะของทั้งสองได้ปล่อยคลื่นกระแทกออกไปโดยรอบในทันที




    กายหยาบปะทะกายหยาบ เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มสามารถใช้กายเนื้อปะทะกับตัวเขาตรงๆ ได้ สีหน้าของซุนเฉินก็แสดงอาการประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด




    เมื่อรับรู้ถึงพลังของฝ่ายตรงข้าม ทั้งคู่จึงถอยห่างจากกันต่างคนต่างมองไปยังอีกฝ่าย




    “กายหยาบของเจ้านี่แข็งแกร่งใช้ได้เลย หากข้าไม่เคยผ่านทัณฑ์สวรรค์พิสดารมาก่อน เกรงว่าเมื่อครู่ข้าจะต้องแพ้เรื่องกายหยาบเป็นแน่”




    ชายหนุ่มได้แต่คิดในใจในขณะที่กำลังมองท่าทีของฝ่ายตรงข้าม




    ในด้านของซุนเฉินนั้นภายในใจของเขากำลังอยู่ในความตื่นตะลึง แม้หุบเขาวานรจะเป็นขุมอำนาจชั้นสอง ถึงอย่างนั้นความแข็งแกร่งก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าสำนักชั้นหนึ่งมากนัก โดยเฉพาะรุ่นของเขา พรสวรรค์ของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้สืบทอดของสิบขุมอำนาจเลย




    โดยเฉพาะเรื่องกายหยาบนี่เป็นสิ่งที่เขามั่นใจที่สุด มีเพียงแค่ถังเต๋อเท่านั้นที่มีกายหยาบแข็งแกร่งพอๆ กับเขา แต่ตอนนี้เขาก็พบว่าชายตรงหน้าเขาก็มีกายหยาบที่แข็งแกร่งไม่ต่างจากเขาเลย




    ทั้งที่ไม่ว่าจะด้านทรัพยากรหรือภูมิหลังตัวเขาก็มีมากกว่าเป็นไหนๆ อีกฝ่ายถึงจะเป็นทายาทของตระกูลใหญ่ แต่นั่นมันก็คืออดีตไปแล้ว เขาไม่อาจจะยอมรับเรื่องนี้ได้




    “แม้จะเหลือเพียงคนเดียว แต่ตระกูลหลินก็คือตระกูลหลินสินะ”




    สิ้นเสียงซุนเฉินได้หยิบกระบองออกมาจากแหวนมิติของตน




    แต่ก่อนที่จะได้ปะทะอันใดกันอีก เสียงเสียงหนึ่งได้ดังขึ้นมาขัดขวางการต่อสู้ที่กำลังจะเริ่มขึ้น




    “สหายยุทธ์หลินตง สนใจให้ข้าช่วยตบตีเจ้าลิงยักษ์นี่หรือไม่”




    สิ้นเสียงร่างของสตรีในชุดขาวได้ปรากฏท่ามกลางสายตาของทุกผู้คน ด้านหลังของนางตามมาด้วยสตรีโฉมงามนับร้อยคน




    “ฮ่าๆ…เรื่องแค่นี้ข้าไม่รบกวนแม่นางตี้ซินอี้หรอก”




    ชายหนุ่มเอ่ยออกมาพร้อมกับส่งยิ้มไปให้สตรีใบหน้างดงามด้านหน้าของตน




    “ดูเหมือนว่าเจ้าจะฟื้นฟูพลังได้เต็มที่แล้วสินะ ครั้งนี้เจ้าคงจะต้องช่วยข้าหาสถานที่ในการตัดผ่านเสียแล้ว”




    นางเอ่ยออกมาพร้อมกับนำกลุ่มของตนมาอยู่ด้านข้างกลุ่มของสำนักสยบมังกร




    “เดิมทีพวกข้าต้องการจะตัดผ่านให้เร็วที่สุดจึงเข้าไปในสนามรบร้อยดินแดนแต่สุดท้ายก็เป็นอย่างที่เรารู้กัน แต่เหมือนพวกเราจะยังมีโชคอยู่ที่มุกฟ้านิรันดร์เปิดเร็วกว่าเดิมทำให้ข้ามีโอกาสก้าวข้ามในที่แห่งนี้”




    “นี่ก็นับว่าเป็นความโชคดีเช่นกัน หากข้าตัดผ่านในสนามรบร้อยดินแดนสำเร็จ ข้าคงจะหมดสิทธิ์ในการเข้ามาในมุกฟ้านิรันดร์เป็นแน่ หากเป็นเช่นนั้นข้าคงจะเสียใจจนหาคำบรรยายไม่ถูกเชียวล่ะ”




    “หรือนี่จะคือโชคชะตานะ”




    นางเอ่ยออกมาพร้อมกับส่งยิ้มไปที่ชายหนุ่ม




    เหล่าจอมยุทธ์โดยรอบที่เห็นทั้งสองสนทนาโดยไม่ทุกร้อนใดๆ ต่อการมีอยู่ของซุนเฉินก็ต่างพากันมองไปที่ซุนเฉินด้วยสีหน้าแปลกๆ




    ในด้านของหญิงสาวทั้งสามด้านหลังชายหนุ่ม ที่เห็นว่าตี้ซินอี้มีท่าทีสนิทสนมกับหลินตง พวกนางก็เริ่มมองตี้ซินอี้เปลี่ยนไปจากเดิมในทันที




    ส่วนเหล่าศิษย์ชายของสำนักสยบมังกรและขุมอำนาจอื่นๆ ล้วนแต่มองไปที่ชายหนุ่มด้วยดวงตาอิจฉาโดยเฉพาะ ซีไห่ ตัวเขาชมชอบหวงเซียนเซียนมานานแล้ว แต่อยู่ๆก็มีใครไม่รู้มานำหน้าเขาไป แถมรอบๆ ตัวยังมีสาวงามอีกสิ่งนี้ทำให้ซีไห่เริ่มมองชายหนุ่มในแง่ลบมากขึ้นเรื่อยๆ




    “นี่พวกเจ้าตั้งใจเมินข้างั้นรึ”


    “ดี…แล้วพวกเจ้าจะเสียใจ”




    ซุนเฉินที่เห็นว่าตนถูกเมินต่อหน้าผู้คนจึงรู้สึกอับอายอยู่ไม่น้อย ทว่าตัวเขาก็ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว อีกฝ่ายมีถึงสองคนตนไม่มีทางจะชนะได้แน่นอน หากดื้อดึงก็จะทำให้ตัวเองอับอายเปล่าๆ




    คิดได้เช่นนั้นซุนเฉินจึงนำกลุ่มของตนไปอยู่ฝั่งตรงข้ามของพวกชายหนุ่ม




    ชายหนุ่มที่เห็นเช่นนั้นจึงไม่ได้ไปสนใจฝ่ายนั้นอีก




    “แล้วนี่พวกเรากำลังรออะไรกันงั้นรึ”




    ชายหนุ่มเอ่ยถามไปยังหวงเซียนเซียนและหวงหลิงเอ๋อด้านหลังตน




    “รอให้สิบขุมอำนาจมากันจนครบ”




    หวงเซียนเซียนเอ่ยออกมาไขความสงสัยของชายหนุ่ม




    “เพราะเหตุใด”




    ได้ยินเช่นนั้นหญิงสาวจึงเอ่ยต่อ พร้อมกับมองไปที่กำแพงปราณสีขุ่นเบื้องหน้าพวกเขา




    “จากที่ท่านพ่อบอกข้ามาที่ที่เราอยู่ตอนนี้ถูกเรียกว่าเขตชั้นนอกเท่านั้น ส่วนวาสนาที่แท้จริงนั้นอยู่ในเขตด้านในของมุกฟ้านิรันดร์ ซึ่งการจะเข้าไปนั้นจะต้องใช้กุญแจทั้งสิบ ซึ่งก็อยู่ในขุมอำนาจทั้งสิบนั่นเอง”




    “อีกไม่นานเจ้าพวกนั้นก็คงจะมาถึงกันแล้วล่ะ”




    สิ้นเสียงของหญิงสาว ในตอนนี้เองกลุ่มคนอีกหลายกลุ่มก็ได้ทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง




    “ดูเหมือนจะมากันแล้วนะ”




    ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน ที่คุณอ่าน