หลังจากเสร็จสิ้นการประลองคู่ของเฟิ่งเซียนและหนานเจียงห่าวก็มีการประลองขึ้นอีกสองคู่ก่อนที่งานประลองวันนี้จะสิ้นสุดลง และจัดประลองรอบที่สองต่อในวันพรุ่งนี้ต่อไป
ตลอดการชมการประลองนั้นเฟิ่งเซียนก็รับรู้ถึงสายตาผู้หนึ่งมาตลอด คนผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือไป๋จิ้งเทียนผู้ที่มีศักดิ์เป็บิดาของเขา บุรุษผู้นี้คงกำลังหาทางดึงนางกลับตระกูลเป็แน่ จากข่าวที่หน่วยข่าวกรองไปสืบมานั้นได้ความว่า ไป๋จิ้งเทียนผู้นี้จะเริ่มแผนการในวันจัดการประลองรอบสุดท้าย ไม่ว่านางจะเป็ตัวแทนหรือไม่เขาก็จะกระทำตามแผนต่อไป
ชั่งหน้าไม่อายนัก ตอนไม่มีประโยชน์ก็ไม่เคยเหลียวแลกลับกันพอเล็งเห็นประโยชน์ขึ้นมาก็พยายามทำทุกวิถีทางให้นางกลับไป คิดว่าคนเช่นนางจะยอมง่ายๆ หรือ ในเมื่อท่านอยากเล่นแง่กับข้า ข้าจะยอมเล่นเป็เพื่อนท่านหน่อยก็แล้วกัน
เฟิ่งเซียนนั้นถึงแม้จะมีสหายเป็ถึงองค์ชายใหญ่แต่ก็ไม่เคยคิดจะให้สหายมาตกที่นั่งลำบากเพราะเื่ของตน เื่แค่นี้หากนางจัดการเองไม่ได้ นางจะสามารถเผชิญปัญหาในอนาคตได้อย่างไร
เมื่อยังรู้สึกถึงสายตาที่มองมาอย่างไม่ลดละ เฟิ่งเซียนก็คล้านสนใจแล้ว จึงทำเป็ไม่รับรู้สิ่งใด ก่อนจะบอกลาสหายและแยกตัวกันกลับไปพักผ่อน
เมื่อเฟิ่งเซียนเดินออกมาจากลานประลองแล้ว ก็รับรู้ถึงตัวตนของผู้ที่ติดตามนางมา คนผู้นี้เป็ผู้ฝึกปราณระดับนักรบขั้นกลาง ไป๋จิ้งเทียนคงกลัวนางคลาดสายตามากกระมังถึงได้ยอมเสียตำลึงมากมายเพื่อจ้างยอดฝีมือมาเช่นนี้ คิดว่าพลังระดับนี้นางจะไม่รับรู้ถึงการมีตัวตนหรือย่างไร คนผู้นี้ประเมินนางไว้ต่ำเสียจริง
เฟิ่งเซียนเดินกลับจวนตามปกติ ระหว่างทางผ่านตลาดก็แวะซื้อขนมต่างๆ บ้างแวะร้านหนังสือบ้าง เมื่อคนที่ติดตามนางมาั้แ่ต้นเห็นเช่นนั้นก็คิดเพียงว่านางยังไม่รับรู้การมีอยู่ของตน จึงติดตามนางมาถึงกำแพงของจวนนาง และซุ่มมองดูอยู่ภายนอก
ตัวของเฟิ่งเซียนนั้นเมื่อเห็นว่าคนผู้นี้ยังอยู่ก็ทำตัวปกติเช่นเคย นางเดินไปต้มน้ำร้อนชงชา เตรียมจานชามมาใส่อาหารและขนมหลากหลายชนิดที่ซื้อมาจากตลาด พลางหยิบตำราที่ซื้อมานั่งเปิดอ่านราวกับเป็กิจวัตรประจำวันที่นางทำอยู่เป็ประจำ
ตัวของคนที่ติดตามนางมานั้นซุ่มมองการกระทำของนางอยู่นานจนเกือบสองชั่วยาม แต่ก็ไม่พบสิ่งใดผิดแปลกเลย จึงได้กลับไปเพื่อรายงานผู้ว่าจ้างของตน
เมื่อรับรู้ได้ว่าผู้ที่ซุ่มมองดูตนอยู่นั้นได้หายไปแล้ว นางจึงยกมือสบัดเก็บของต่างๆ เข้าไปภายในมิติ ก่อนที่ตนจะตามเข้ามา
เฟิ่งเซียนหันไปมองสัตว์เทพทั้งสี่ที่กำลังนั่งบ่มเพาะพลังปราณของตนอยู่เงียบๆ ตัวนางนั้นสังเกตมาระยะหนึ่งแล้ว ตัวตนของสัตว์เทพนั้นยิ่งใหญ่แต่คล้ายว่าพวกเขายังไม่สามารถใช้พลังได้เต็มที่ในตอนนี้
ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดจากเหตุการณ์เมื่อหลายหมื่นปีก่อนที่พวกเขาเคยเล่าให้นางฟังก็เป็ได้
ตลอดเวลาที่เฟิ่งเซียนมาอยู่ที่โลกนี้นั้นมีหลายครั้งที่นางพยายามปรุงโอสถให้กับสัตว์เทพทั้งสี่ แต่เนื่องจากสัตว์เทพนั้นไม่ได้เหมือนกับสัตว์อสูรทั่วไป
นางจึงยังไม่สามารถช่วยสิ่งใดพวกเขาได้เลย นางตระหนักถึงความอ่อนแอของตนเสมอมา จึงพยายามฝึกอย่างหนักอย่างน้อยช่วยไม่ได้ตนก็ไม่อยากเป็ภาระของพวกเขา
เฟิ่งเซียนลอบมองเหล่าสัตว์เทพอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะกลับไปศึกษาตำราต่อ ภายในมิติของนางนั้นมีตำรามากมายเหลือเกิน
ราวกับตำราทุกเล่มบนโลกมารวมกันก็ไม่ปาน บางเล่มนั้นนางพยายามทำความเข้าใจแต่กลับไม่สามารถทำได้ คล้ายกับมันพยายามบอกใบ้นางว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา
เฟิ่งเซียนหยิบตำราเล่มหนึ่งออกมา นางจำได้ว่าเมื่อสองเดือนก่อนพยายามเปฺิดอ่าน แต่นางไม่สามารถทำความเข้าใจหรือแม้แต่อ่านมันได้เลย แต่ครั้งนี้กลับดูประหลาดยิ่งนัก นางสามารถอ่านหน้าปกตำรานี้ได้แล้ว!
"ตำรา มายาโลกาทมิฬ? มันคือสิ่งใดกัน เหตุใดจึงไม่เคยได้ยินมาก่อน?"
ตัวเฟิ่งเซียนได้แต่งุนงง ตัวนางพยายามเปิดอ่านตำราแต่ก็ไม่สามารถทำได้
"คงไม่ต้องทำสัญญาเืกันก่อนล่ะมั้ง "
เมื่อพูดออกไปเฟิ่งเซียนก็ยังใช้ธาตุน้ำแข็งที่แข็งแกร่งของตัวเอง สร้างกริชเล่มเล็กขึ้นมาหนึ่งเล่มก่อนจะกรีดนิ้วของตัวเองพอให้มีเืไหลออกมาเพียงเล็กน้อง เมื่อเืของเฟิ่งเซียนหยดลงไป ก็เกิดแสงสีทองสว่างวาบไปทั่วบริเวณ
"นายหญิง!!"
เสียงของสัตว์เทพทั้งสี่ดังขึ้นอย่างตื่นใ ตัวของพวกเขาแม้จะกำลังบ่มเพราะพลังอยู่ แต่ยังสามารถรับรู้ถึงสิ่งรอบข้างได้
แต่เมื่อเวลาไม่กี่อึกใจก่อนมีพลังยิ่งใหญ่บางอย่างได้ปลุกให้พวกตนลืมตาตื่นก่อนจะมุ่งตรงหาสาเหตุก่อนจะพบผู้เป็นายยืนอยู่ และในมือยังถือตำราที่ในเวลานี้ได้มีแสงสีทองแสบตาออกมาจากมันอยู่
"น...นายหญิงนั่นมัน...."
ชิงหลงเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือผู้เป็นายก็อดใไม่ได้ ตนนั้นเป็หนึ่งในัที่สูงส่ง มีอายุอยู่มากกว่าสามแสนปี ก่อนที่จะได้พบนายหญิงนั้นตนเคยอยู่กับท่านาาัทอง 'หวงหลง'มาก่อน
ตนจำได้ว่าตำราเล่มนี้เป็ของที่ท่านาาหวงแหนมาก หลังจากที่ท่านาาจากไป ตำราเล่มนี้ก็หายไปเช่นกัน....แต่เหตุใดถึงมาอยู่กับผู้เป็นายตนได้เล่า
"ชิงหลง...เ้ารู้หรือว่ามันคือสิ่งใด" เฟิ่งเซียนลอบมองสีหน้าของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็สัตว์ในพันธะของตน
"นายหญิง ตำราเล่มนี้เคยเป็ของท่านาาัทองขอรับ ตำราเล่มนี้หลังจากที่ท่านาาัทองได้สิ้นไปเมื่อเกือบสองแสนปีก่อน ก็ไม่มีผู้ใดได้พบเห็นอีกเลย...จนกระทั่ง..."
ชิงลงมองผู้เป็นายคล้ายกับบอกว่าคำตอนนั้นก็คือนาง ก่อนหน้านี้นางเพียงคิดว่าตำราเล่มนี้อาจเป็ตำราโบราณเล่มหนึ่งเพียงเท่านั้น แต่จากปฏิกิริยาของชิงหลง ตำราเล่มนี้คงมีอะไรมากกว่าที่นางคิด
"เ้าแน่ใจหรือชิงหลง ข้าเคยได้ยินว่าตำรานั่น เป็สิ่งที่ท่านาาัทองหวงแหนนั้นสำคัญยิ่งนัก เป็กุญแจที่ทำให้ท่านสามารถควบคุมโลกทั้งสามได้"
เฟิ่งเซียนนิ่งค้างไปยิ่งกว่าเดิม สามโลกหรือ ไม่เพียงแค่โลกมนุษย์เท่านั้น แล้วเหตุใดสิ่งนี้ถึงเลือกนางเป็ผู้กันเล่า
"เล่มนี้ไม่ผิดแน่ นายหญิงก่อนที่ข้าจะได้พบท่านและทำพันธะสัญญากับท่าน ในอดีตตัวข้าเคยเป็ข้ารับใช้ข้างกายของท่านาาัทองมาก่อน เมื่อาาัจากไปก็เข้าสู่ยุคของเทพเซียนปกครองโลกทั้งสาม ตัวข้าก็อยู่เพียงตัวผู้เดียวมาตลอดเวลานับแสนกว่าปีก่อนจะมาพบท่าน"
เฟิ่งเซียนตอนนี้ไม่รู้ว่าตนควรใสิ่งใดก่อน ตำราเล่มนี้เคยเป็ของผู้ปกครองโลกทั้งสามในอดีตกาล ชิงหลงสัตว์เทพของตนเคยรับใช้เ้าของตำราเล่มนี้มาก่อน หรือความน่ากลัวของสิ่งที่อยู่ในตำรานี้เป็แน่
ั้แ่ที่นางมายังโลกนี้ นี่เป็ครั้งแรกที่สัตว์เทพกล่าวถึงโลกอื่นที่ไม่ใช่โลกมนุษย์ให้นางฟัง นางเคยคิดมาตลอดว่าโลกทั้งสามนั้นแยกกันอย่างชัดเจนแต่พอรู้ว่าสัตว์เทพของนางก็มาจากโลกเบื่องบนเช่นกัน หลายสิ่งหลายอย่างจึงตีวนกันไปหมด
"แล้วเหตุใดตำราเล่มนี้ถึงมาอยู่ที่ข้าเล่า เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อหลายหมื่นปีก่อนหรือไม่"
"นายหญิงกล่าวตามตรงข้าไม่แน่ใจนัก เหตุการณ์ครั้งนั้นซับซ้อนเหลือเกิน อีกอย่างตำรานี้สูญหายก่อนที่ท่านจะถือกำเนิดในภพก่อนนับแสนปี ข้าไม่รู้ว่าเหตุการณ์ก่อนที่ข้าจะพบนายหญิงมันเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่"
ชิงหลงได้แต่เครียดกับการคาดเดาความเป็ไปได้ต่างๆ ถ้านอกจากเหตุการณ์เมื่อหลายหมื่นปีก่อน จะยังมีความลับอันใดของผู้เป็นายของตนกันแน่ แม้แต่ในภพชาติก่อน ตำราเล่มนี้ก็ไม่เคยปรากฏออกมาเสียด้วยซ้ำ มันเพราะเหตุใดกัน
สัตว์เทพทั้งสี่ต่างพากันคาดเดาต่างๆ นาๆ อย่างไม่มีหลักฐานพอที่จะสามารถอ้างอิงได้
"ช่างมันเถิดสิ่งใดจะเกิดขึ้นก็ขอให้เป็เป็เื่ของอนาคตไป พวกเรามานึกคาดเดาสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเช่นนี้ก็คงไม่เกิดประโยชน์อันใด"
สัตว์เทพทั้งสี่พยักหน้า ก่อนที่ผู้เป็นายจะให้พวกตนกลับไปพักผ่อน ส่วนตัวนางนั้นจะศึกษาตำราเล่มนี้ดู เผื่อจะได้ขอมูลใดบ้าง
เพิ่งเซียนนั่งศึกษาตำรานี้มาหลายชั่วยามแล้วนับจากที่ทำพันธะสัญญากับมัน แต่ลวดลายอักษรต่างๆ ภายในเล่มนั้น นางไม่คุ้นเคยแม้แต่นิด พยายามอ่านเช่นไรก็ไม่เป็ผล หรือว่าจะต้องรอให้นางยกระดับพลังได้เฉกเช่นครั้งก่อน นางถึงจะสามารถอ่านได้
เฟิ่งเซียนลุกขึ้นเพื่อจะนำตำรานี้ไปเก็บไว้ที่ชั้นหนังสือ ก่อนที่นางจะไปนั่งบ่มเพาะพลังปราณที่ข้างน้ำตกเช่นเดิมอย่างที่ทำเป็ประจำทุกวัน นางเด็ดผลท้อสีรุ้งก่อนจะค่อยๆ กินเข้าไปจนหมดทั้งลูก
ผลท้อสีรุ้งนั้นมีพลังอัดแน่นมากนัก ยิ่งอยู่ใน สถานที่ที่มีปราณบริสุทธิ์เช่นในมิติของนางยิ่งทำให้พลังในผลท้อนั้นมากขึ้นอีกหลายเท่า เมื่อพลังปราณมากมายเข้าไปในร่างกาย เฟิ่งเซียนก็เริ่มทำการโคจรพลังเพื่อที่จะนำไปใช้ในการยกระดับปราณทันที
ในวันนี้สิ่งที่นางพบเจอชั่งยิ่งใหญ่นัก คนธรรมดาตัวเล็กๆ เช่นนางในตอนนี้คงยังไม่มีความมารถพอที่จะไปเทียบชั้นได้ สิ่งที่ทำได้คงไม่พ้นต้องฝึกและบ่มเพาะพลังให้ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงเท่านั้น มีแค่สิ่งนี้นางถึงจะสามารถปกป้องคนรอบกายนางได้!
.
.
.
.
หลังจากที่บ่มเพาะพลังมาหลายวันภายในมิติ จากที่เดิมนางตั้งใจจะไปดูการประลองก็ไม่สามารถทำได้แล้ว คงทำได้แค่รอเพียงองครักษ์ส่งข่าวมาเพียงเท่านั้น
่หลายวันมานี้เฟิ่งเซียนฝึกฝนหนักมากเหลือเกิน นางฝึกจนแทบไม่มีเวลานอนเสียด้วยซ้ำ ฝึกติดต่อกันมาเช่นนี้หลายวันเข้าสัตว์เทพทั้งสี่จึงได้ขอให้นางมาพักผ่อนบ้าง
เฟิ่งเซียนจึงได้ตัดสินใจเข้ามาพักที่ห้องนอนของตน นางคาดว่าตนเองคงไม่สามารถออกไปข้างนอกจนกว่าจะถึงวันงานประลองรอบสามของตนได้เป็แน่ นางไม่้าเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ขอเพียงแข็งแกร่งขึ้นสักนิดก็ยังดี...
****