หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

    ล่วงรู้ความถึงเจ็บปวด

    ในขณะที่ลั่วอู่หลินกำลังให้ความสนใจกับสมบัติล้ำค่า ณ ดินแดนระดับต่ำบัดนี้มิติพลันถูกฉีกขาดก่อนจะปรากฏร่างของคนสามคนที่ลอยออกมาปรากฏตัวเบื้องบนท้องฟ้าเหนือพระราชวังสายลม แน่นอนนั่นคือการมาถึงของเซียนมู่หรง ลั่วหนิงซิน เซียนหนิงซี ซึ่งในเวลานี้พวกเขาทุกคนล้วนแต่อยากเจอลูกชายและน้องของเขามาก

     

    แต่ทว่าเมื่อย่างก้าวออกจากมิติมา ลั่วหนิงซินก็พลันขมวดคิ้วและหัวใจก็พลันสั่นระรัวเนื่องจากนางกวาดจิตไปทั่วเมืองกลับไม่พบการมีอยู่ของลั่วอู่หลินอยู่เลย

     

    "เขาไม่ได้อยู่ที่นี่ เป็นไปได้อย่างไร??"น้ำเสียงของนางสั่นเคลืออย่างเห็นได้ชัด

     

    ด้านในตำหนักเล็กๆลั่วไห่เฟิงและหลินอี้เฟยคล้ายจะสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลัง ดังนั้นพวกเขาจึงพุ่งทะยานขึ้นบนฟากฟ้าและมาหยุดอยู่ต่อหน้าของลั่วหนิงซินในทันที สายตาของพวกที่มองไปยังลูกสาวเต็มไปด้วยความหลากหลายเกินบรรยายได้

     

    "ลูกสาวตัวดี นึกว่าจะลืมทางกลับบ้านเสียแล้ว"เป็นหลินอี้เฟยที่เอ่ยปากขึ้นในขณะที่ลั่วไห่เฟิงยังคนิ่งเฉยอยู่เช่นนั้น ลั่วหนิงซินที่เห็นก็พุ่งเข้ากอดมารดาของนางในทันที เนื้อตัวสั่นเทาพร้อมกับมีน้ำตาไหลหลั่งออกมา

     

    "ท่านแม่ หลินหลินของลูกละเจ้าคะ เขาไปไหนกัน"นางเร่งกล่าวถามอย่างร้อนรน

     

    "เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน แล้วไม่คิดจะแนะนำคนข้างหลังให้พ่อแม่รู้จักเลยหรือไร"หลินอี้เฟยเบี่ยงสายตาไปหาเซียนมู่หรงและเซียนหนิงซีที่อยู่ด้านหลังของลูกสาว

     

    "เซียนมู่หรงคาราวะท่านพ่อตา ท่านแม่นาย ขอรับ"

     

    "เซียนหนิงซีคาราวะท่านตา ท่านยาย เจ้าค่ะ"

     

    สองพ่อลูกได้ยินเช่นนั้นก็ผสานมือคาราวะในทันที แน่นอนว่าแม้เซียนมู่หรงจะเป็นเทพแต่เขาก็มิได้หยิ่งผยองกับคนในครอบครัวไม่ว่าจะของตนเองและภรรยา ทั้งหลินอี้เฟยและลั่วไห่เฟิงก็พยักหน้าให้แม้ในใจจะยังมีความสับสนอยู่มาก

     

    "ไปเถอะ เรื่องนี้ต้องไปนั่งคุยกัน"หลินอี้เฟยและพาพวกเขาลงไปที่ตำหนักของตนเองในทันที ก่อนที่จะนั่งลงสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันตา

     

    "หลินเอ่อร์ไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว เขาออกเดินทางไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว"แค่คำกล่าวแรกของผู้เป็นมารดาก็ทำให้ทั้งสามคนพากันจิตใจสั่นเคลืออย่างช่วยไม่ได้

     

    "เขาไปไหนเจ้าค่ะ หลินหลินไปไหน"ลั่วหนิงเซียนตอนนี้ร้อนรนมากด้วยความอยากเจอลูกชายนางจึงกล่าวถามออกไปเช่นนั้น

     

    "เขาขึ้นไปยังดินแดนระดับกลางแล้ว แถมยังทะยานขึ้นไปด้วยความสามารถของตนเองเสียด้วย"เป็นลั่วไห่เฟิงที่ให้ความกระจ่างในคำถามนี้

     

    "อะไรนะเจ้าค่ะ?? ท่านพ่อท่านต้องล้อเล่นแน่ๆ หลินหลินไม่มีรากปราณแล้วจะทะยานขึ้นไปด้วยตนเองได้อย่างไร"

     

    "เห้อ ซินเอ่อร์ เจ้าคงได้ยินคำว่ามรดกสืบทอดใช่หรือไม่ เด็กคนนั้นได้รับมรดกอะไรสักอย่างนี่แหละจากที่ตอนที่เข้าร่วมเทศกาลล่าเมื่อสี่ปีก่อน จากนั้นเขาใช้เวลาสองปีในการบรรลุระดับจักรพรรดิและใช้เวลาอีกสองปีในการเลื่อนขั้นเป็นระดับบรรพชน แล้วแบบนี้เขาจะไม่ทะยานไปดินแดนระดับกลางได้อย่างไร"

     

    คำกล่าวนี้ทำให้ทุกคนโดยเฉพาะเซียนมู่หรงยังตกใจมาก การเลื่อนขั้นไวปานนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร ในแดนเทพตอนนี้ลูกสาวที่อยู่ข้างๆเขาอายุสิบแปดปีแต่อยู่ในระดับจักรพรรดิก็ถือว่ามีพรสวรรค์มากแล้ว ลูกชายของเขาไปรับมรดกอะไรมากันแน่

     

    "หากเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่าหลินหลิน......."

     

    "ใช่ เขาบ่มเพาะได้แล้ว และยังแข็งแกร่งมากอีกด้วย ป่านนี้ก็คงจะออกผจญภัยไปไหนต่อไหนแล้วกระมัง"

     

    "จริงหรือเจ้าค่ะ น้องแข็งแกร่งจริงๆหรือ แบบนี้ก็ไปอุดปากตาแก่พวกนั้นได้แล้ว"เซียนหนิงซีกล่าวอย่างลิงโลด แต่ทว่ากลับโดนสายตาดุดันของท่านแม่ของนางห้ามเอาไว้ "ซีซี อย่าเสียมารยาทสิ"

     

    เด็กสาวทำหน้ามุ้ยพองแก้มใส่ กิริยาเช่นนี้เมื่อลั่วไห่เฟิงและหลินอี้เฟยเห็นยกยิ้มในทันที สมแล้วที่เป็นฝาแฝดกัน การทำหน้ามุ้ยพองแก้มเมื่อทำอะไรผิดพลาดช่างเหมือนกันยิ่ง

     

    "เดี๋ยวเถอะซินเอ่อร์ ไม่เห็นต้องดุเลยลูกเลยนี่ มาๆให้ยายกอดหน่อย"หลินอี้เฟยกล่าว จากเดิมที่เด็กสาวเคยหน้ามุ้ยก็หายไปและพุ่งเข้าไปกอดผู้เป็นยายในทันที การที่เซียนหนิงซีให้หลินอี้เฟยกอดง่ายดายขนาดนี้แม้แต่บิดาอย่างเซียนมู่หรงยังต้องอิจฉาเมื่อได้เห็นมัน

     

    "โอ้ แล้วก็มีอีกเรื่องที่เจ้าต้องรู้เอาไว้ ลูกชายของพวกเจ้าดูเหมือนว่าจะรู้สาเหตุที่พวกเจ้าทิ้งเขาไว้อีกด้วย"เมื่อได้ยินคำนี้จากปากมารดา ทั้งลั่วหนิงซินและเซียนมู่หรงถึงกับนิ่งค้าง เขาจะรู้มันได้อย่างไรทั้งๆเรื่องนี้คือความลับสุดยอดของตระกูลราชามังกรอัสนีบาต

     

    "เขาเหมือนจะรู้มาจากเทพแห่งโชคลาภอะไรสักอย่าง แม่เองก็ไม่ค่อยเข้าใจ วันนั้นเจ้าหนูนั้นร้องไห้ยกใหญ่เลยทีเดียว แล้วบอกว่าพวกเจ้าเห็นเขาเป็นตัวประหลาดเลยทิ้งเขาเอาไว้ที่นี่ กว่าแม่จะปลอบเขาจนเข้าใจได้ว่าพวกเจ้าไม่ได้มีเจตนาแบบนี้นั้นก็ข้ามวันข้ามคืนทีเดียว"

     

    "เทพแห่งโชคลาภ!!"เมื่อได้ยินชื่อนี้เซียนมูหรงก็พลันอุทานออกมา แน่นอนว่าเขาเป็นถึงเทพสงครามจะไม่รู้จักได้อย่างไร เทพโบราณที่เคยทำตัวสนุกสนานตลอดเวลาแอบย่องเข้าตระกูลไหนต่อไหนไปทั่ว แต่เมื่อเขาสูญเสียครอบครัวก็บุกเดี่ยวเข้ากองทัพปีศาจสร้างความเสียของให้กับฝั่งนั้นจนต้องถอยทัพไปแต่ก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตของเขาเอง

     

    "ถ้าเป็นชายคนนั้นก็ไม่แปลกที่จะรู้ เขาเคยแอบเข้าตระกูลราชามังกรสายฟ้าได้หนึ่งครั้งในอดีต จนทำให้ท่านพ่อปวดหัวไม่น้อย"เซียนมู่หรงกล่าว แต่ทว่าหน้าตาของลั่วหนิงซินกลับไม่สู้ดีนัก เมื่อได้รู้ว่าบุตรชายตนเองคิดไปเช่นนั้นนางไม่อยากจะคิดเลยว่าที่ผ่านมาเขาต้องทรมานเพียงไหน ยิ่งนางได้เห็นบุตรสาวอย่างเซียนหนิงซีน้ำตาไหลอย่างไม่ทราบสาเหตุอยู่บ่อยครั้งเพราะสายสัมพันธ์ของฝาแฝดที่สื่อถึงกัน ยิ่งทำให้นางที่เป็นแม่รู้สึกผิดในใจยิ่งที่เลี้ยงดูเขาไม่ได้และปล่อยให้เขาต้องลำบากเช่นนี้

     

    "เจ้าอย่าคิดมาก ในตอนนี้หลินเอ่อร์ไม่ใช่เด็กขี้แยอีกแล้วนะ เขาโตพอที่จะเข้าใจเหตุผลของพวกเจ้าแล้ว อาจจะมีต่อต้านบ้างตามประสาเด็กวัยนี้แต่ในใจของเขาแน่นอนว่าอยากจะอยู่กับพ่อแม่อยู่แล้ว ไปเถอะ หากรีบตามไปอาจจะพบเจอกันไวก็ได้"หลินอี้เฟยกล่าว ตัวนางเองก็อยากให้หลานชายได้พบกับบิดามารดาเช่นกัน ดังนั้นจึงได้แนะนำให้บุตรสาวรีบตามไป

     

    "เช่นนั้นพวกเราไปก่อนนะเจ้าคะ เอาไว้จะมาเยี่ยมพวกท่านใหม่"ลั่วหนิงซินกล่าว นาง สามี และบุตรสาวต่างประสานมือคาราวะและลอยขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะฉีกมิติหายไปในทันที

     

    "ลูกแม่ หากพบเจอแม่จะไม่ให้เจ้าต้องเจ็บปวดอีกแล้ว"

     

    "ที่รัก เจ้าอย่ากังวลไปเลย ในเมื่อเขารู้เหตุผลที่เจ้าทำเช่นนั้น ข้าก็เชื่อว่าเขาจะให้อภัยพวกเราที่ทิ้งเขาเอาไว้คนเดียวหากไม่เช่นนั้นเราก็ต้องใช้ชดเชยให้กับเขาต่อให้ใช้เวลาทั้งหมดก็ตาม"

     

    "นั่นสิเจ้าคะ นับตั้งแต่สองปีก่อนเองลูกก็ไม่ได้รับผลกระทบในด้านความรู้สึกด้านลบจากน้องเลย นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าน้องตอนนี้สบายดีทั้งกายใจ"

     

    ลั่วหนิงซินเมื่อได้ยินการให้กับลังใจจากลูกสาวและสามีก็พยักหน้า ในเวลานี้สิ่งเดียวที่ทำได้คือต้องตามหาลั่วอู่หลินให้เจอก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องความรู้สึกนั้นก็คงต้องหาวิธีการเยียวยา

     

    ในเวลาเดียวกัน ยามค่ำคืนของเมืองเล็กๆที่ลั่วอู่หลินอยู่ ตอนนี้เหล่าผู้ฝึกตนจากสำนักอะไรสักอย่างตอนนี้ได้ล้อมเมืองเอาไว้แล้ว พร้อมทั้งกางม่านพลังหนาแน่นราวกับไม่ต้องการให้ผู้ใดออกจากที่นี่อย่างไรอย่างนั้น

     

    "เห้อ สมกับเป็นพวกสำนักที่เต็มไปด้วยศักดิ์ศรีเสียจริง มักชอบทำอะไรที่มันยิ่งใหญ่ๆ"ลั่วอู่หลินที่มองการกระทำจากนอกหน้าต่างโรงเตี้ยมก็กล่าวขึ้น ก่อนที่เขาจะสวมหน้ากากยักษาชิ้นเดิมและพุ่งหายไปในพริบตา ด้วยท่าร่างที่ทั้งรวดเร็วและไร้ร่องรอยของเขาหากไม่ใช่ระดับวีรชนก็เกรงว่าจะเห็นเพียงเงาเท่านั้น

     

    'เจ้าหอคอยบอกว่า สมบัติชิ้นนั้นอยู่ในหอนางโลม คงไม่ใช่หญิงสาวหรอกกระมัง'ชายหนุ่มเมื่อทะยานร่างเข้ามาได้ ดวงเนตรอสรพิษสวรรค์ที่ผสานปราณหยินก็พลันเปล่งประกายขึ้นมาในทันที แต่ขณะที่เขากำลังตามหาสมบัติอยู่นั้น ด้านนอกพลันเกิดเสียงดังขึ้นมาจนทำให้เขาแทบจะรู้สึกเวทนาจับใจ เพราะมันเป็นเสียงกรีดร้องของผู้ฝึกตนเหล่านั้นที่ล้อมเมืองเอาไว้ และยังมีกลิ่นคาวเลือดที่แรงขึ้นเรื่อยๆจนลั่วอู่หลินแทบจะทนรับไม่ไหว

     

    'เจ้าหนู นี่ไม่ใช่ปีศาจจิ้งจอกธรรมดาๆแล้ว รีบออกหาสมบัติและออกไปแล้วเข้า'ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวเตือน โดยปกติแล้วปีศาจจิ้งจอกมักจะใช้พลังที่เกี่ยวกับสเน่ห์และไม่ค่อยชื่นชอบกลิ่นเลือดเท่าไรนัก แต่การลงมืออย่างโหดเหี้ยมจนทำให้กลิ่นเลือดโชยมาเช่นนี้มันผิดวิสัยเอาเสียมากๆ

     

    ลั่วอู่หลินที่ได้ยินคำเตือนก็กระตุ้นหอคอยมหาสมบัติและพุ่งเข้าไปตามหาสมบัติในหอนางโลมในทันที สภาพแวดล้อมด้านในนี้มีแต่ชายที่ตายเพราะโดนสูบวิญญาณที่นอนเกลือนเต็มไปหมด

     

    "เจอแล้ว"ลั่วอู่หลินพุ่งเข้าใส่ห้องๆหนึ่งอย่างรวดเร็วสิ่งที่เห็นเบื้องหน้าคือแผนกระดาษโบราณอะไรบางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะขนาดใหญ่ เขาไม่รอช้าเมื่อระบุได้ว่ามันเป็นสมบัติก็เก็บมันเข้าแหวนมิติและทะยานออกไปในทันที

     

    "ฟุ๊บ!"

     

    "หนูที่ไหนกันที่กล้าเข้าห้องทำงานของข้า"ที่ด้านนอกหญิงสาวคนหนึ่งที่ดูงดงามหยาดเยิ้มไม่ด้อยไปกว่าไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเย็น นางสวมอาภรณ์สีแดงเปิดอกเล็กน้อยทำให้ดูร้อนแรงยิ่งกว่าหญิงใด ทรวดทรงของนางหากให้เปรียบเทียบก็ถือว่าเหนือกว่าไฉ่เยว่เอ่อร์อยู่หนึ่งขั้น หากชายใดได้พบเห็นนางแล้วไม่หลงไหลคงพูดได้คำเดียวว่าชายคนนั้นไม่ได้มีจิตใจเป็นชายอย่างแน่นอน

     

    "น่าตายนัก อย่าหวังว่าจะหนีรอด"น้ำเสียงอันไพเราะของนางดังขึ้น พวงหางสีดำทั้งเก้าปรากฏด้านหลัง เล็บสีแดงของนางยาวขึ้นมาเล็กน้อยก่อนที่จะใช้ท่าร่างพุ่งตามลั่วอู่หลินในทันทีทิ้งไว้เพียงกองศพของผู้ฝึกตนร้อยที่อยู่ด้านหลัง

     

    "น้องชายนางใกล้จะตามมาทันแล้วนะ ตบะน่าจะอยู่ระดับบรรพชนขั้นที่เจ็ดได้"

     

    "บ้าน่า นางตามมาได้อย่างไร"ลั่วอู่หลินอุทานออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ชายหนุ่มค่อนข้างมั่นใจในความเร็วของตนเองมากจึงไม่แปลกที่จะตกใจเมื่อนางตามมาทัน

     

    "มันเป็นอย่างที่ข้าคิด นางไม่ใช่ปีศาจจิ้งจอกธรรมดาแต่เป็นเชื้อสายของปีศาจจิ้งจอกทมิฬสามเนตรและอสูรจิ้งจอกเก้าหาง หรือก็คือนางก็คล้ายกับเจ้าที่มีเส้นลมปราณเทพมารเหมันต์สนทยา แต่ของปีศาจจิ้งจอกตัวนั้นคือสายเลือดระหว่างอสูรและปีศาจจึงไม่แปลกที่นางจะไม่เกลียดคาวเลือด"

     

    "ส่วนเรื่องที่นางตามเจ้ามาได้นั้นคงจะเป็นเพราะกลิ่นของเจ้า เพราะทั้งสองสายพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นปีศาจจิ้งจอกทมิฬสามเนตรหรืออสูรจิ้งจอกเก้าหางล้วนแต่มีประสาทรับกลิ่นที่ดีมาก"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวอธิบายขณะที่กำลังโดนไล่ล่า เมื่อชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็พลันขมวดคิ้ว ตัวตนที่อันตรายเช่นนี้เหตุใดจึงได้มาอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆเช่นนี้ได้กัน หากเขาไม่ทำอะไรสักอย่างคงมีแต่ความตายเท่านั้นที่รออยู่

     

     

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน