บทที่ 3 เ้ากำลังข่มขู่ศิษย์ในสำนักของข้าอยู่หรือ?
ไป๋หลี่มู่เฉินมีวิธีการนับร้อยที่จะสังหารเฟิ่งซี แต่เขา… ต้องรักษาหน้า
ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย ในฐานะเ้าสำนักฮุ่นหยวน หากไปวุ่นวายกับคนรับใช้ธรรมดา ๆ คงไม่เหมาะสมนัก
อีกทั้งเขายังสังเกตเห็นว่า สำนักว่านเจี้ยนและสำนักบัญชาสัตว์อสูรหวังให้เขาและเซียวไป่เต้าเกิดความขัดแย้งกัน เขาไม่อาจทำตามความ้าของพวกเขาได้
เหตุใดไม่แสดงความใจกว้างให้เห็นเล่า? เขาไม่จำเป็ต้องถือสาหาความกับแมลงตัวเล็ก ๆ อย่างเฟิ่งซี
อีกอย่าง วันนี้เป็วันดีที่จื่อหลานจะเข้าพิธีรับศิษย์ ไม่จำเป็ต้องเสียเวลากับเื่นี้อีกต่อไป ดังนั้น เขาจึงกดความโกรธในใจลง แล้วกล่าวว่า
"เฟิ่งซี เ้าพูดจากลับดำเป็ขาว ที่จริงแล้วสมควรได้รับการลงโทษอย่างหนัก แต่ข้าเห็นว่าเ้ายังอายุน้อยและกลายเป็คนไร้ประโยชน์แล้ว จึงไม่คิดเอาความกับเ้า หากเ้า้าออกจากสำนักฮุ่นหยวน ก็ไปเถิด!"
เฟิ่งซีกรองคำพูดไร้สาระเ่าั้ออกไปแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "ขอบพระคุณเ้าสำนักไป๋หลี่!"
ในขณะนั้นเองผู้าุโตงผู้รับผิดชอบพิธีการสำคัญก็กล่าวว่า
"เ้าสำนัก ถึงเวลามงคลแล้วขอรับ!"
ไป๋หลี่มู่ฉินพยักหน้าเบา ๆ "เริ่มได้!"
พิธีรับศิษย์สายตรงนั้นยุ่งยากซับซ้อน หลังจากพิธีการอันวุ่นวายมากมายเสร็จสิ้นลง
เสินจื่อหลานก้าวเข้าพิธีอย่างสง่างามพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่เหมาะเจาะพอดี
เฟิ่งซีหรี่ตามองพลางคิดในใจว่า ไม่แปลกเลยที่ผู้อื่นเรียกอีกฝ่ายว่านางเอก ดูรูปร่างเล็ก ๆ นั่นสิ อกอิ่มสะโพกผาย ช่างมีเสน่ห์น่าหลงใหลจริง ๆ
เมื่อมองดูตัวเองแล้ว… พอเถอะ ร่างกายนี้เพิ่งอายุสิบสองปีเท่านั้นเอง…
เสินจื่อหลานเหลือบไปเห็นเฟิ่งซี นางชะงักฝีเท้าเล็กน้อย
เหตุใดเฟิ่งซีจึงยืนอยู่ด้านหลังเ้าสำนักเซียวเล่า?
เสินจื่อหลานรวบรวมสติอย่างรวดเร็ว คนไร้ค่าที่ไม่มีประโยชน์เช่นนี้ ไม่คุ้มค่าที่นางจะต้องกังวล ย่อมมีผู้อื่นจัดการแทนนางเป็ธรรมดา
นางรู้สึกว่าสายตาของผู้คนที่มองมาที่นางนั้นดูแปลกไปบ้าง แต่ก็บอกไม่ถูกว่าแปลกตรงไหน
พิธีการดำเนินไปอย่างราบรื่น เฟิ่งซีรู้กาลเทศะดีพอที่จะแกล้งทำตัวล่องหน ในเมื่อการทำให้ไป๋หลี่มู่เฉินยอมรับช่างยากเย็นแสนเข็ญ ดังนั้นนางไม่จำเป็ต้องสร้างปัญหาเพิ่มเติมอีก
หลังจากพิธีเสร็จสิ้น เ้าสำนักบัญชาสัตว์อสูรและเ้าสำนักว่านเจี้ยนโบกมือปล่อยเรือเหาะออกมา แล้วพาลูกศิษย์ของตนจากไป
เฟิ่งซีกะพริบตาปริบ ๆ รอให้เ้าสำนักเซียวปล่อยเรือเหาะออกมาบ้าง แต่ผลปรากฏว่าเ้าสำนักเซียวผู้น่ารักและน่าเคารพของนางกลับเรียกกระบี่ออกมาเพียงเล่มเดียว แล้วคว้าคอเสื้อของเฟิ่งซีพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในพริบตา
เฟิ่งซี "......"
นางเพิ่งรู้ตัวภายหลังว่าเซียวไป่เต้ามาคนเดียว ไม่มีผู้ติดตามสักคน
นางอยากจะพูด แต่พออ้าปาก ลมก็พัดแรงจนปากกระพือ!
เ้าสำนักเซียว เวลาขี่กระบี่ ท่านไม่ได้ใช้วิชากำบังลมเลยหรือ?!
ไม่รู้สึกว่าลมมันแรงจนรำคาญบ้างหรือ?
นางได้รับาเ็ที่ตันเถียน ร่างกายย่อมอ่อนแอ เมื่อถูกลมเย็นพัดเข้า ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางยิ่งซีดขาวลงไปอีก
เซียวไป่เต้าเพิ่งรู้สึกตัว จึงใช้วิชากำบังลมทันที
เฟิ่งซีพักครู่หนึ่ง แล้วกล่าวอย่างจริงใจว่า "เ้าสำนัก ขอบคุณที่ช่วยข้าออกมา บุญคุณครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันลืมเ้าค่ะ!"
"ท่านวางใจได้ ข้าจะฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อจะได้เป็ความภาคภูมิใจของสำนักเสวียนเทียนของพวกเรา!"
เซียวไป่เต้านิ่งอึ้ง "..."
ช่างกล้าพูดเหลือเกิน!
เป็เพียงเด็กไร้ค่าที่ตันเถียนเสียหาย แค่มีชีวิตรอดก็นับว่าดีแล้ว นางยังกล้าพูดถึงความภาคภูมิใจของสำนักเสวียนเทียนอีกหรือ?
แค่ไม่ทำให้สำนักเสวียนเทียนต้องอับอายก็นับว่าดีแล้ว!
แม้ในใจจะคิดเช่นนั้น แต่เขายังกล่าวให้กำลังใจเฟิ่งซีอยู่ดี
เฟิ่งซีแสดงสีหน้าซาบซึ้งใจ "เ้าสำนัก ทุกคนต่างพูดว่าท่านเหนือกว่าเ้าสำนักไป๋หลี่มาก ไม่ต้องพูดถึงเื่อื่นเลย แค่เื่คุณธรรม เขาก็สู้ท่านไม่ได้แล้ว!"
"จิตใจกว้างขวางดั่งหุบเขา สมกับเป็เสาหลักของเหล่าผู้บำเพ็ญเซียนในดินแดนเหนืออย่างแท้จริง..."
แม้เซียวไป่เต้ารู้ดีว่าเฟิ่งซีกำลังประจบประแจง แต่ต้องยอมรับว่าเขาก็รู้สึกพอใจอยู่ไม่น้อย
คนเราล้วนชอบฟังคำพูดที่ดี ๆ ทั้งนั้น
"อ้อ! ใช่แล้ว เ้าสำนัก ข้าเห็นว่าสำนักบัญชาสัตว์อสูรและสำนักว่านเจี้ยนต่างส่งผู้คนมามากมาย แต่เหตุใดสำนักเสวียนเทียนของพวกเราจึงมีแค่ท่านผู้เดียวเล่า?"
เซียวไป่เต้ากระแอมเบา ๆ ก่อนจะกล่าวว่า "พวกเขายุ่งกันอยู่ อีกอย่าง การเดินทางไปมาเช่นนี้มีแต่สิ้นเปลือง"
"เ้าจงจำไว้ กฎข้อแรกของสำนักเสวียนเทียนของพวกเราคือ การปฏิเสธความฟุ่มเฟือยสิ้นเปลือง"
"หากประหยัดได้ก็ต้องประหยัด แม้แต่หินิญญาเพียงก้อนเดียวก็ห้ามใช้ผิดพลาด..."
เฟิ่งซี "......"
นางพบว่าตนเองอาจจะะโจากหลุมไฟหนึ่งไปอีกหลุมไฟหนึ่งเสียแล้ว!
มิใช่ว่านางรู้สึกช้าไป แต่เป็เพราะตอนที่อ่านนิยายเล่มนั้น นางรู้สึกว่าผู้เขียนเขียนเื่ราวชวนตื่นเต้นเกินไปหน่อย นางจึงอ่านข้ามไปบางส่วนแล้วเลิกอ่านไปเลย
นางวางแผนในใจมาตลอดว่าจะหนีออกจากสำนักฮุ่นหยวนอย่างไร แต่กลับลืมไปเสียสนิทว่าสำนักเสวียนเทียนก็เป็หลุมพรางอีกแห่งหนึ่ง
ตามคำบรรยายในหนังสือ สำนักเสวียนเทียนเป็สำนักที่ยากจนข้นแค้น
ยากจนถึงขนาดไหนหรือ?
พูดง่าย ๆ คือ โอสถปี้กู่หนึ่งเม็ดที่ใช้ดำรงชีพโดยไม่ต้องกินอาหาร พวกเขายังต้องผ่าออกเป็แปดส่วนแล้วแบ่งกันกิน
แค่ความยากจนก็แย่พออยู่แล้ว แต่ทั้งสำนักกลับเป็สุนัขเลียเท้า แม้แต่สิงโตทอง สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักของพวกเขา ยังเป็สัตว์เลี้ยงิญญาที่คอยเลียแข้งเลียขานางเอกในเื่
มีแต่สุนัขเลียเท้า! เลียจนสุดท้ายไม่เหลืออะไรเลย!
ตอนที่นางเทนิยายเื่นั้น ศิษย์สืบทอดสายตรงของสำนักเสวียนเทียนก็ตายสิ้นแล้ว ซึ่งสาเหตุการตายล้วนเกี่ยวข้องกับนางเอกในเื่
หลังจากเ้าสำนักเซียวต้องสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า อีกทั้งยังได้รับาเ็สาหัสระหว่างต่อสู้กับผู้าุโเผ่ามาร ไม่นานนักเขาก็สิ้นใจตาย เมื่อสำนักเสวียนเทียนไร้ผู้นำ จึงถูกสำนักฮุ่นหยวนผนวกรวมโดยปริยาย
จะใช้คำว่า ‘น่าสังเวช’ เพียงคำเดียวคงไม่เพียงพอ!
หากเป็ผู้อื่นทะลุมิติมาแล้วต้องเผชิญกับสถานการณ์นรกเช่นนี้ติดต่อกัน คงถอดใจกันไปหมดแล้ว!
แต่หลังจากความเศร้าโศกเพียงชั่วครู่ เฟิ่งซีก็กลับมาะโโลดเต้นอีกครั้ง
ไม่ใช่แค่ยากจนเองหรอกหรือ? แค่ต้องหาเงินเท่านั้นเอง!
สำหรับนาง ตราบใดที่เงินสามารถแก้ปัญหาได้ ก็ไม่ถือว่าเป็ปัญหา!
อีกทั้งใน่เวลานี้บรรดาศิษย์สายในของสำนักเสวียนเทียนยังไม่เคยพบกับนางเอก เฟิ่งซีมีเวลาเพียงพอที่จะตัดไฟั้แ่ต้นลม ไม่ให้พวกเขากลายเป็สุนัขรับใช้ของนางเอก!
ขณะที่นางกำลังให้กำลังใจตัวเองอยู่นั้น เ้าสำนักเซียวก็ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "แม่นางน้อย ตันเถียนเ้าเสียหายเกินไป เกรงว่าคงไม่มีโอกาสหายเป็ปกติแล้ว
เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าจะให้ผู้าุโฉีดูแลเ้า เ้าก็ไม่ต้องทำภารกิจของสำนักหรอก"
เซียวไป่เต้ารู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก ออกมาครั้งนี้ไม่เพียงแต่มอบของขวัญแสดงความยินดีให้กับสำนักฮุ่นหยวนเท่านั้น แต่ยังต้องพาคนกลับสำนักอีกด้วย ช่างขาดทุนจริง ๆ!
โล่ป้องกันจิตใจที่เฟิ่งซีเพิ่งสร้างขึ้นมาพังทลายอีกครั้ง!
ใช่! ตันเถียนของนางแตกแล้ว!!! ไม่สามารถฝึกวิชาได้!!!
เซียวไป่เต้าเห็นนางดูหดหู่ จึงปลอบประโลมว่า "ฝึกวิชาไม่ได้ก็ไม่เป็ไร ใช้ชีวิตไปวัน ๆ รอความตายก็ดีอยู่แล้ว"
"ในสำนักเสวียนเทียนมีเพียงเ้าคนเดียวที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เ้าช่างโชคดีเหลือเกิน!"
เฟิ่งซี “…”
ข้าไม่ได้รู้สึกว่าท่านกำลังปลอบใจเลย ท่านกำลังเยาะเย้ยข้าต่างหาก!