“แล้วเธอจะเอายังไงต่อ” ซูเฉียวซึ่งไม่ค่อยได้มีเพื่อนจึงถามออกไปเพียงหนึ่งคำถาม
หันโยวโยวลูบท้องที่กินอิ่มจนพุงกางแล้วเรอออกมา “ั้แ่เล็กจนโตฉันฝันอยากเป็หมอมาตลอด แต่ผลการเรียนฉันแย่มาก คงสอบเข้ามหาวิทยาลัยแพทย์ไม่ได้แน่ ตอนนี้คงได้แต่ค่อยเป็ค่อยไป”
“เธออยู่โรงเรียนอะไร” ซูเฉียวหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดมือ แล้วถามอย่างเนือยๆ
“อันดับสาม” หันโยวโยวยิ้มเจื่อนๆ “แต่ว่าฉันลาออกมาแล้วละ”
โรงเรียนอันดับสามก็แค่มีชื่อเสียงเรียงนามเท่านั้น ความจริงแล้วเป็โรงเรียนมัธยมปลายอันธพาล นักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนนั้นต่างทำตัวเหลวแหลก เฮฮาปาร์ตี้ดื่มเหล้าเล่นพนัน ทะเลาะวิวาทและโดดเรียนกันเป็ประจำ แม้ว่าบางคนจะเกี่ยวข้องกับสังคมด้านมืด แต่ทางโรงเรียนก็ไม่สามารถจัดการอะไรได้ เพราะมีข่าวลือด้านลบมากมาย โรงเรียนจึงต้องเผชิญกับสภาวะล้มเหลว ถูกคนภายนอกรังเกียจเหยียดหยาม
ซูเฉียวร้องอ๋อ แต่ไม่ได้เป็การดูถูกหล่อนแต่อย่างใด
ทั้งสองคนเพิ่งกินหม้อไฟเสร็จและเพิ่งจะออกจากร้านอาหาร หันโยวโยวรับสายโทรศัพท์ แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร สีหน้าของเด็กสาวก็พลันซีดเผือดแทบจะล้มลงไปกองกับพื้น
“เป็อะไรไป” ซูเฉียวไปช่วยพยุงตัวเธอแล้วซักถาม
หันโยวโยวตัวสั่นเทา เห็นได้ชัดว่าใกลัวอย่างมาก “ซูเฉียว...พี่ชายฉันถูกพวกมันจับตัวไป...”
ซูเฉียวมองเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์ เหลือเวลาอีกสองชั่วโมงกว่าประตูรักษาความปลอดภัยของตระกูลซูจะปิด “ไปกันเถอะ”
หันโยวโยวเงยหน้าขึ้นมาอย่างเชื่องช้าด้วยความรู้สึกมึนงง “ไปไหน...”
ซูเฉียวทนความชักช้าของหล่อนไม่ไหว จึงหิ้วคอเสื้อหล่อนแล้วลากไปยังถนน จากนั้นจึงใช้มือซ้ายที่ว่างอยู่โบกรถแท็กซี่ เมื่อยัดตัวหล่อนเข้าไปนั่งข้างหลังรถได้แล้วจึงเอ่ยปากพูด “ที่อยู่”
หันโยวโยวตกตะลึงไปครู่ใหญ่แล้วจึงได้สติกลับมา สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “ท่าเรือหลินเจียง”
คนขับรถลอบสังเกตหญิงสาวทั้งสองที่ยังดูเด็กมากผ่านกระจกมองหลัง รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา ขณะเดียวกันก็อดเป็ห่วงพวกเธอสองคนเสียไม่ได้
“เย็นย่ำแล้ว เด็กผู้หญิงอย่างเธอสองคนจะไปทำอะไรกันที่นั่น ไม่กลัวอันตรายหรือไง”
หันโยวโยวยังคงอยู่ในห้วงแห่งความกังวลจึงไม่ได้ยินที่คนขับรถพูดแม้แต่น้อย ส่วนซูเฉียวเองก็ไม่ใช่คนช่างพูดช่างจาอะไรอยู่แล้ว
คนขับรถเห็นพวกเธอเมินเฉย จึงไม่ได้สนใจอะไร ก่อนจะเหยียบคันเร่งแล้วแล่นรถมุ่งหน้าไปยังท่าเรือ
ท่าเรือหลินเจียงตกเป็อาณาเขตของอำนาจมืดั้แ่ต้นศตวรรษที่แล้ว พวกเขาผูกขาดการขนส่งทางน้ำแต่เพียงผู้เดียว เรียกได้ว่าพยายามที่จะอาณาบริเวณ เช่นเดียวกับการผลัดเปลี่ยนยุคสมัย อำนาจของสถานที่แห่งนี้ก็มีการเปลี่ยนผ่านคลื่นลูกแล้วลูกเล่า แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ ท่าเรือนี้ก็ยังคงเป็อาณาเขตของอำนาจมืดอยู่เช่นเดิม แม้แต่ตำรวจก็ยังไม่กล้าพรวดพราดเข้าไป ศักดิ์สิทธิ์จนมิอาจรุกราน
“ที่นี่เหรอ” ซูเฉียวแหงนมองกองตู้คอนเทนเนอร์ที่อยู่ตรงหน้า สองมือยังคงสอดอยู่ในกระเป๋ากางเกงนักเรียนอย่างี้เี
หันโยวโยวพยักหน้าอย่างจริงจัง “ซูเฉียว ฉันเข้าไปคนเดียวก็ได้ เธอ...”
ซูเฉียวมองไปทางหล่อน แววตาคู่ใสนิ่งสงบเสียจนทำให้คนหวาดกลัว “สิบนาที”
เธอพูดโดยไม่รอให้หันโยวโยวเข้าใจแล้วเดินนำหน้าไปทางประตูที่มีแสงไฟสว่างไสว
“น่าจะมาถึงแล้วนะ...” เมื่อได้ยินเสียงประตู กลุ่มคนไม่กี่คนที่กำลังสูบบุหรี่เล่นไพ่ก็หันไปมองที่ประตูพร้อมกันทันที
แสงไฟในห้องนั้นมืดสลัวมาก มืดเสียจนพวกเขามองไม่เห็นสักนิดว่าคนที่เดินเข้ามานั้นรูปร่างหน้าตาเป็อย่างไร รู้แค่ว่าเป็เด็กสาวที่ใส่ชุดนักเรียนสลับสีดำขาวเท่านั้น
“เอาเงินมาหรือเปล่า” คนหัวเกรียนในกลุ่มนั้นเบือนสายตากลับไปอย่างเมินเฉย ถามอย่างหัวเสีย
ซูเฉียวไม่ได้เอ่ยอะไร แล้วก้าวเท้าเข้าไปในห้องนั้นอย่างนิ่งสงบ
“เฮ้ย เฮียเซี่ยวของเราคุยกับแก ไม่ได้ยินหรือไง” เมื่อเห็นเธอเข้ามาโดยไม่ยอมปริปากพูด คนอื่นก็พากันตะลึงงันแล้วร้องะโอย่างมีน้ำโห
ชายหนุ่มที่โดนมัดอยู่บนเก้าอี้เงยหน้าขึ้นมาอย่างเหนื่อยหอบ ภาพของร่างบางสะท้อนในสายตาอย่างเลือนราง เพียงแค่แวบเดียว เขาก็รู้ได้ทันทีว่านั่นไม่ใช่หันโยวโยวน้องสาวของเขาแน่ ใจที่รู้สึกกระวนกระวายก็คลายความกังวลลงเล็กน้อย แต่ทันใดนั้น ประตูเหล็กก็ถูกผลักออกและคนที่เขาไม่อยากเจอที่สุดก็เดินเข้ามา
“เฮีย...” หลังจากเห็นหันเฉาซีที่าเ็ไปทั้งร่างกาย ความหวาดกลัวในใจของหันโยวโยวก็ถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงและเป็ห่วงอย่างมาก
ขณะพูดก็วิ่งไปหาหันเฉาซีโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น
“โยวโยว...เธอไม่ควรมาที่นี่นะ...รีบกลับไปซะ...” หันเฉาซีใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะตั้งสติได้ พูดเตือนน้องสาวอย่างเป็กังวล
“เฮีย ถ้าไปก็ต้องไปด้วยกัน!” หันโยวโยวเห็นคนชั่วพวกนั้นกำลังล้อมเข้ามา จึงกัดฟันบังตัวของหันเฉาซีเอาไว้
“นางหนู ส่งเงินมาเร็วๆ! ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าพวกเรา...” ยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูดคำที่เหลือ จมูกของชายที่ชื่อเฮียเซี่ยวก็ถูกอัดเข้าอย่างจัง
คนที่อัดก็คือซูเฉียว
สองนาทีผ่านไป เธอไม่อยากเสียเวลากับคนพวกนี้
“บ้าเอ๊ย กล้ามากนะที่ทำร้ายฉัน ฉันจะอัดมัน!” เฮียเซี่ยวนั่งกุมจมูกอยู่บนพื้นพลางแยกเขี้ยวร้องะโ
ซูเฉียวกระตุกมุมปากอย่างเหยียดหยาม ก่อนที่คนพวกนั้นจะโต้กลับมาเธอก็ลงมือจัดการ ร่างกายของเธอเคลื่อนไหวได้รวดเร็วมาก รวดเร็วจนแทบจะเป็แสงเงา คนพวกนั้นยังไม่ทันได้เห็นการออกท่าของเธอ ก็โดนอัดนอนนิ่งบนพื้นเสียแล้ว
เสียงร้องโหยหวนโอดครวญดังก้องอยู่ข้างหู หันโยวโยวจึงหลับตาลงอย่างช่วยไม่ได้
ซูเฉียวก็คือซูเฉียว ช่างกล้าหาญจริงๆ
เมื่อทุกอย่างสงบลง ซูเฉียวจึงเก็บขาที่ยืดเหยียดออกไปกลับมา
นี่เหรอที่เรียกว่าสมาชิกแก๊งอันธพาล ไม่ทนไม้ทนมือเอาซะเลย! นี่ยังไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำ!
“ซูเฉียว เธอสุดยอดมากเลย!” หันโยวโยวมองพวกอันธพาลที่นอนกองอยู่บนพื้นเป็เวลานานแต่ก็ยังลุกไม่ขึ้น ดวงตาทั้งคู่ทอแสงประกาย ตกตะลึงจนหุบปากไม่ลง
ซูเฉียวปัดฝุ่นที่อยู่ตามตัวแล้วพูดเรียบๆ “ไปกันเถอะ”
หันโยวโยวตอบรับแบบงงๆ เมื่อได้สติจึงเอื้อมมือไปแก้มัดเชือกให้หันเฉาซี
เมื่อเห็นหันโยวโยวใช้แรงมหาศาลแต่ก็ยังจัดการกับปมเชือกไม่ได้สักที ซูเฉียวอยากจะกลอกตามองบนเสียจริง เธอถอนหายใจเบาๆ หยิบมีดดาบที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วก็ดึงตัวหันโยวโยวออกไป ง้างแขนฟัน เชือกก็ร่วงลงมาทันที
หันโยวโยวเบิกตาโพลง รู้สึกเหลือเชื่อ
ดิบเถื่อนดีจริงๆ!
ซูเฉียวมองท่าทีแสนซื่อบื้อของเพื่อนตัวเองก็พลันรู้สึกปวดหัวขึ้นมา เธอมาเป็เพื่อนกับเด็กสาวเซ่อซ่าคนนี้ได้อย่างไรกันนะ! แต่จะว่าไป สาวซื่อบื้อก็มีข้อดีของสาวซื่อบื้อ อย่างน้อยความคิดจิตใจของคนประเภทนี้ก็ไม่ค่อยซับซ้อนเท่าไหร่ เื่ที่ตัดสินใจแน่วแน่แล้วก็ไม่มีทางคิดเปลี่ยนง่ายๆ หากได้เป็เพื่อนแล้ว ก็จะซื่อสัตย์จริงใจต่อกันไปตลอดชีวิต ไม่มีทางทรยศหักหลังกันเด็ดขาด
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/e45e3e408ff3bd98c5a99b49817436cb