หวงซิ่นประคองใบหน้ากลับไปยังค่ายทหาร
เสี้ยวอู่ิเคยเสนอว่าจะจัดหาที่พักที่อื่นให้ แต่มันขออยู่ที่นี่เพื่อสืบหาข้อมูลของผู้ที่ทำร้ายมันกับพวก เนื่องจากทหารที่พบเหตุก็มีหน้าที่ต้องหาข้อมูลเพื่อรายงานต่อเว่ยกงกงเช่นกัน
ขณะที่เดินไปใกล้จะถึงค่าย ก็พบทหารหลายหน่วยเคลื่อนไหวอย่างวุ่นวายสับสน
“เกิดอันใดขึ้น” มันสอบถามนายทหารที่คุ้นหน้าผู้หนึ่ง
“มีคำสั่งระดมพลค้นหาคนร้าย ห้ามผู้คนออกจากเมือง”
หวงซิ่นคิดคำนวณ นี่อาจมีข้อมูลที่้า
มันรีบติดตามทหารกลุ่มนั้นไปห่าง ๆ
ทหารหลายพันคนพากันตรวจค้นบริเวณรอบนอกของวังหลวง แต่คล้ายกับจะมุ่งมายังที่ทำงานของเว่ยกงกงเป็พิเศษ
โคมไฟถูกจุดขึ้น สว่างไสวไปทั่วบริเวณ
เสี้ยวอู่ิซ่อนตัวอยู่ในห้องทำงานของกงกง มันแม้มิใช่คนที่ถูกตามหา แต่ก็มิใช่ผู้ที่ควรอยู่ที่นี่ในเวลานี้
ทหารกลุ่มหนึ่งเปิดประตูเข้ามา
เสี้ยวอู่ิรีบเลื้อยขึ้นไปในห้องลับ้า
เหตุใดพวกมันถึงกล้าเข้ามาค้นในที่นี้
ควรทราบว่าเว่ยกงกงมิใช้คนที่ถูกล่วงเกินได้โดยง่าย
ในห้องลับนอกจากเสื้อผ้าสตรีจำนวนมาก ยังมีเนื้อแห้งและอาหารแห้งบางส่วน หากเสี้ยวอู่ิถูกพบพร้อมกับสิ่งเหล่านี้ ยากที่จะหาคำอธิบายอันเหมาะสม
หากไม่ถูกกล่าวหาเป็คนร้าย คงนับว่าเป็ปาฏิหาริย์แล้ว
ครู่หนึ่งก็มีเสียงเคาะเบา ๆ
“ผู้น้อยจะหลอกล่อพวกมันให้ ท่านรีบหลบหนี”
สักพักก็ได้ยินเสียงะโ
“พบคนร้าย”
ทหารที่อยู่ในห้องรีบกรูกันออกไป
เสี้ยวอู่ิรอจนแน่ใจว่าไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว จึงรวบรวมเสื้อผ้าและอาหารมัดห่อด้วยกันเป็ห่อใหญ่ แบกไว้ด้านหลัง ใช้ผ้าผืนหนึ่งมัดปิดหน้า แล้ววิ่งออกมาจากที่ทำงานของเว่ยกงกง
ภายนอกมีแสงไฟอยู่ทั่วทุกบริเวณ
มันวิ่งแนบตัวอาคารไปยังจุดที่ใกล้กำแพงวังที่สุด โดยไม่สนใจต่อการเปิดเผยตัว เพราะจากสภาพการณ์คงไม่อาจหลบซ่อนได้นาน
ทหารหน่วยหนึ่งพบเห็นมันอย่างรวดเร็ว
“มีคนร้าย”
เสียงะโไล่หลัง เมื่อมันเร่งความเร็วหลบหนี
เสี้ยวอู่ิเปลี่ยนเป็ะโขึ้นสู่หลังคา เพื่อตรงไปยังกำแพงให้เร็วที่สุด หาไม่แล้วการถูกทหารหลายพันคนล้อมไว้คงไม่น่าสนุกนัก
แต่ไม่ว่ามันจะรวดเร็วปานใด ห่อผ้าขนาดใหญ่เกือบเท่าร่างมนุษย์ที่แบกไว้ก็เป็เป้าสายตาอย่างยิ่ง
เสี้ยวอู่ิมองเห็นกำแพงวังแล้ว
ป่านนี้เหมยฮวาน่าจะปลอดภัยดี
ธนูเข็มดอกหนึ่งพุ่งแทรกมากับความมืดของราตรี
เสียงฉึกเบาๆ เมื่อลูกธนูปักเข้ากับห่อผ้า เป็จังหวะเดียวกับที่เสี้ยวอู่ิะโลงจากกำแพงพอดี
ด้านนอกเป็ถนนกว้าง เนื่องจากมีข้อห้ามมิให้มีสิ่งปลูกสร้างอยู่ใกล้กำแพงวังหลวง
เสี้ยวอู่ิเร่งท่ารางพุ่งผ่านถนนใหญ่ แต่ยังไม่พ้นสายตาทหารหลายร้อยคนด้านนอก
“มีคนร้าย”
พวกมันพูดคำอื่นไม่เป็หรืออย่างไร
เสี้ยวอู่ิหันไปมองทางที่เสียงะโดังมา ก็เห็นร่างหนึ่งทะยานลงจากกำแพง ไม่ไกลจากจุดที่มันะโออกมาเท่าใด
ความรวดเร็วของคนผู้นี้แทบไม่น้อยกว่ามัน
มันสวมชุดสีดำกลืนไปกลับความมืด แสดงว่าเตรียมการมาอย่างดี กลางหลังสะพายไว้ด้วยธนูสองคันไขว้กัน เมื่อเห็นเสี้ยวอู่ิ มันเอื้อมมือซ้ายดึงปลายคันธนูที่ไหล่ขวาหมุนควงมาด้านหน้าส่วนอีกมือหนึ่งชักลูกธนูออกมาจากข้างลำตัวราวกับมีเวทมนตร์ แล้วปล่อยลูกธนูสีแดงพุ่งวาบเข้าหาเสี้ยวอู่ิในทันที
ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในชั่วพริบตา
คราวนี้ลูกธนูสีแดงมิได้พุ่งใส่เสี้ยวอู่ิโดยตรง แต่กลับตรงไปข้างหน้ามันหนึ่งก้าว หากมันยังวิ่งต่อไปก็จะเป็จังหวะเดียวกับที่ธนูพุ่งมาถึงพอดี
บุคคลผู้นี้ร้ายกาจนัก แม้ขณะที่กำลังวิ่งหลบหนี ยังสามารถคำนวณวิถีของธนูให้ดักหน้ามันได้
เสี้ยวอู่ิพลันหยุดเท้ากลางอากาศ
แต่มันลืมไปว่าด้านหลังสะพายห่อผ้าขนาดใหญ่
คนแม้หยุดได้ แต่ห่อมีน้ำหนักมากเกินไป จึงผลักมันให้ลอยเคลื่อนไปข้างหน้า
เสี้ยวอู่ิรีบหมุนตัวกลับ ห่อผ้าจึงพลิกมาอยู่ในวิถีของลูกธนูแทน
เปลวไฟลุกพรึบขึ้นเมื่อลูกธนูกระทบกับห่อผ้า
เสี้ยวอู่ิรู้พิษสงธนูไฟของไกว่เช่อเฉียวดี จึงรีบแกะห่อผ้าออกทิ้งลงกับพื้นโดยเร็ว แล้ววิ่งไปยังกลุ่มบ้านเรือนที่อยู่ใกล้ที่สุดโดยไม่มองเหลียวหลัง
ไกว่เช่อเฉียวก็วิ่งเข้าไปในตรอกแห่งหนึ่งทางด้านซ้ายมือของมัน
ถนนในเมืองฉางอานถูกออกแบบมาอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย มีลักษณะเป็ตาราง ตัวเมืองคล้ายกระดานหมากรุก เมื่อวิ่งขนานกันไปสักพัก เสี้ยวอู่ิจึงสามารถมองเห็นไกว่เช่อเฉียวได้
ส่วนทหารนับพันคนแม้จะช้ากว่าทั้งคู่มาก แต่ก็ติดตามมาอย่างไม่ลดละ
ไกว่เช่อเฉียววิ่งไปพลาง พอสบช่องก็ปล่อยธนูเพลิงดักหน้าเสี้ยวอูิไว้ วิธีการที่ใช้คล้ายกับตอนเล่นงานเหมยฮวาไม่มีผิด
แต่ความเร็วของเสี้ยวอู่ิเหนือกว่าเหมยฮวามาก
ทุกครั้งที่ธนูเพลิงลอยมา เสี้ยวอู่ิจะเปลี่ยนทิศทางวิ่ง ขยับเข้าไปหาไกว่เช่อเฉียวทีละน้อย
ไกว่เช่อเฉียวเมื่อยิงธนูเพลิงออกไปหลายดอก ยังเล่นงานเสี้ยวอู่ิไม่ได้ จึงรีบคิดหาวิธีใหม่
ขณะนั้นทั้งสองอยู่ใกล้ถึงกำแพงเมืองแล้ว
กำแพงเมืองสูงนับสิบ่ตัว สูงกว่ากำแพงวังมากนัก ยากที่จะะโข้ามไปได้ในคราวเดียว หากถูกเสี้ยวอู่ิสกัดไว้ มันจะไม่สามารถหลบหนี
แต่จ้าวแห่งธนูไม่สามารถถูกจับกุม
ชั่วขณะที่ไกว่เช่อเฉียวใช้ความคิด เสี้ยวอู่ิพลันเปลี่ยนเส้นทางเป็วิ่งตรงไปหามัน
ถึงเวลาตัดสินแล้ว
ไกว่เช่อเฉียวคิดว่าเสี่ยวอู้ิช่างรนหาที่ตายโดยแท้ จากตรงนี้หากมันยิงธนูสังหารเสี้ยวอู่ิแล้ว ยังพอมีเวลาให้หลบหนีออกจากเมือง
เสี้ยวอู่ิพลันสะบัดพัดลอยออกไปด้านข้างของตน
ไกว่เช่อเฉียวใช้หางตามองพัดที่ลอยห่างออกไป แต่มือยังดึงธนูออกมาทั้งสองคัน มันจับธนูทั้งสองด้วยมือซ้ายข้างเดียว แล้วยิงลูกธนูออกมาพร้อมกันถึงเจ็ดดอก
“เจ็ดธนูฆ่าั” คือชื่อที่ประมุขพรรคตั้งให้กับวิชายิงธนูราวเทพมารนี้
ธนูทั้งเจ็ดดอกพุ่งเข้ามาอย่างเร็ว หนึ่งดอกอยู่ตรงศีรษะ สองดอกอยู่ตรงไหล่ซ้ายขวา สองดอกอยู่ตรงสะโพกซ้ายขวา หนึ่งดอกอยู่ตรงเท้า ส่วนอีกดอกหนึ่งพุ่งเข้ากลางลำตัว ไม่ว่าเสี้ยวอู่ิจะหลบไปทางใดลูกธนูก็จะปิดทางไว้
เสี้ยวอู่ิพลันเร่งท่าร่างถึงขีดสุดจนคล้ายกับเงาวาบสายหนึ่ง
หากเ้าค้างคาวโลหิตมีชีวิตอยู่ ได้เห็นวิชาตัวเบาที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ คงต้องแสยะเขี้ยวชื่นชม
เสี้ยวอู่ิเปลี่ยนจากวิ่งเป็พุ่งตัวไปข้างหน้า ศีรษะลำตัวและขาเป็เส้นตรงเดียวกัน ทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด มุ่งเข้าไปหาธนูที่พุ่งใส่ตรงกลางลำตัว
เสี้ยวหนึ่งในร้อยของวินาทีนี้ ไกว่เช่อเฉียวยังสงสัยว่ามันทำเช่นนี้เพื่อเหตุใด
พริบตานั้นเสี้ยวอู่ิเบี่ยงศีรษะเล็กน้อย ลูกธนูจึงปักเข้าที่หัวไหล่ขวาของมัน ส่วนธนูอีกหกดอกพุ่งผ่านรอบตัวไปอย่างเฉียดฉิว
แต่ธนูดอกเดียวก็เพียงพอแล้วสำหรับชัยชนะของไกว่เช่อเฉียว
แม้เสี้ยวอู่ิไม่ตายทันที ก็ยังมีเวลาที่จะยิงธนูซ้ำเหลือเฟือ
แต่ท่าร่างของเสี้ยวอู่ิกลับไม่ช้าลงแม้สักน้อย มันเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว จนแทบมองไม่เห็น พุ่งเข้าใส่ไกว่เช่อเฉียวที่อยู่ห่างออกไป จนเหลือระยะเพียงไม่กี่ก้าว
เหตุใดธนูสกัดมันไว้ไม่ได้
ไกว่เช่อเฉียวพึ่งตระหนกแตกตื่น รีบเอื้อมมือดึงลูกธนูจากข้างลำตัวขึ้นมาได้อีกเจ็ดดอก
พัดอันหนึ่งก็หมุนคว้างเข้ามาด้านข้างมัน
ไกว่เช่อเฉียวผงะหลบพัดที่หมุนราวกงจักร
ฝ่ามือของเสี้ยวอู่ิก็มาถึงตัว
เสี้ยวอู่ิลอยตัวอยู่กลางอากาศ ฝ่ามือขวากระแทกเข้ากลางหน้าอกของไกว่เช่อเฉียว พร้อมกับมือซ้ายเอื้อมไปคว้าพัดที่ลอยผ่านไปทางด้านข้าง
ไกว่เช่อเฉียวรู้สึกเหมือนถูกค้อนั์ทุบ ลมปราณและอวัยวะภายในทั่วทั้งตัวฉีกขาดทันที
ร่างของมันลอยออกไป โลหิตกระจายจากปากและจมูกราวสายฝนพร่างพรม
ธนูสองคันและลูกธนูทั้งเจ็ดดอกหล่นลงกับพื้น
ไกว่เช่อเฉียวพยายามจะเอื้อมมือคว้าไว้ แต่มันได้เพียงแค่คิดเท่านั้น
มันตกลงฟาดกับพื้น สายตามองขึ้นไปเห็นเสี้ยวอู่ิลอยตัวหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ โดยมีลูกธนูปักคาอยู่ที่ไหล่ขวา
แสงจันทร์สาดส่องมาจากฟากฟ้า สายลมพัดเสื้อผ้าของเสี้ยวอู่ิสะบัดพลิ้ว มันคลี่พัดออกโบกรับสายลมและแสงจันทร์ แววตาหม่นหมองลง
ดวงจันทร์คืนนี้สว่างนัก
ที่เสี้ยวอู่ิรังเกียจที่สุดคือการฆ่าคน
แม้ว่าผู้ที่ลงมือจะเป็ตนเองก็ยังน่ารังเกียจ
ไกว่เช่อเฉียวมองตาหม่นมัวของเสี้ยวอู่ิ คล้ายรับรู้ความคิดจากแววตานั้น
“พัดอันยอดเยี่ยม”มันเอ่ยออกมาเบา ๆ ก่อนลมหายใจสิ้นสุดลง
จ้าวแห่งธนูลาโลกไป ณ เมืองฉางอานแห่งนี้