บทที่ 9
ใครใช้ให้กอด
บนระเบียงชั้นบนสุดของพระราชวังประตูระเบียงถูกเปิดออกจนกว้าง ลมจากภายนอกพัดผ่านผ้าม่านปลิวไสว แสงจันทร์อ่อนๆส่องแสงกระทบใบหน้าองค์หญิงเอวาลินแห่งอาณาจักรเทอร์ควอยซ์ที่ดูเปลี่ยวเหงา เส้นผมสีฟ้าของเธอยาวสลวยลู่ไปตามแรงลม ผ้าบางๆน้อยชิ้นที่สวมใส่ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกหนาวเย็น เธอเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มีแสงดาวระยิบระยับ ดวงตาสีฟ้าของเธอหาได้ใส่ใจต่อแผ่นฟ้าอันงดงามไม่ เพียงเหม่อลอยเฝ้าคอยใครซักคนกลับมา
ไอความเย็นวูบวาบในมือเป็เพียงละอองเล็กๆ เธอกำและแบอยู่อย่างนั้นเกร็ดน้ำแข็งที่ปรากฏขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ล่องลอยไปตามสายลมในอากาศ หวังในใจลึกๆว่ามันจะส่งไปถึงใครบางคน มันช่างมีจุดหมายและไร้จุดหมายไปพร้อมกัน แต่การกระทำทุกอย่างก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงอันคุ้นเคย
"ชะ...ช่วยด้วย!" เ้าของเสียงคุ้นเคยกำลังปีนป่ายผนังพระราชวังขึ้นมาอย่างทุลักทุเลหวังแกล้งให้เธอใ ถึงแม้แรงกายจะดูไม่ค่อยเป็ใจจึงทำให้ร่างนั้นห้อยอยู่ตรงขอบระเบียง
"ไม่! เธอผิดสัญญา" สตรีผู้สูงศักดิ์สะบัดหน้าหนี เชิดไหล่ขึ้นใบหน้าแดงก่ำ
"ถ้าองค์หญิงไม่คิดช่วย งั้นก็ลาก่อน" เสียงนั้นเงียบในฉับพลัน
เอวารีบสะบัดร่างชายผ้าผืนบางปลิวว่อนไปตามต้นเสียงที่ขาดหาย ใจเธอหายไปครึ่งหนึ่งเกรงว่าจะไม่ได้พบเจอกันอีก เธอทิ้งมาดของสตรีชั้นสูงนั่งคุกเข่ากับพื้นเอื้อมมือลงไปตรงช่องว่างระหว่างซีกระเบียง
"เธอกำลังหาอะไรอยู่?" จูเลี่ยนมายืนอยู่ข้างหลังั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ ส่งผลให้ท่าทีดูตลกทำให้เธอรู้สึกเขินอาย เอวาพูดอะไรไม่ถูกแสร้งมองไปทางอื่น ก่อนเหลือบแววตากลับมาหาสตรีที่เธอไม่เจอมาพักใหญ่ น้ำใสใสเริ่มไหลออกจากหางตา
"จูเลี่ยน...ฉันคิดว่า...ฮืออ" น้ำตาสองสายไหลผ่านดวงตาสีฟ้าสองมือถูปัดไปมา
"ไม่เอาน่าเอวา...ฉันไม่ตายง่ายๆหรอก" จูเลี่ยนดึงร่างสตรีผมฟ้าเข้ามาสวมกอดโดยไม่บอกกล่าวพร้อมลูบผมอ่อนนุ่มเบาๆ
"เธอปลอดภัยแล้วเอวา..."
"ใครใช้ให้กอด..."
"ฉันปล่อยมือก็ได้นะหากเธอ้า..." จูเลี่ยนแสร้งดันตัวออกห่าง แต่มือเรียวบางของเอวากลับกระชับแผ่นหลังจูเลี่ยนให้แน่นขึ้น มีเพียงดวงตาแดงก่ำซบลงบนหน้าอกแทนคำตอบของทุกสิ่ง
"หากวันนึงเธอไม่กลับมาหาฉันอีก ฉันควรต้องทำยังไง...ทุกครั้งที่เธอไปทำเื่อันตรายเพื่อฉัน...ฉันทำได้เพียงนั่งเฉยๆ กับเฝ้ารอเพียงเท่านั้นโดยไม่รู้อะไรเลย” เอวารู้สึกเ็ปกับฐานะอันสูงศักดิ์ที่มันทำให้เธอถูกกักขัง กั้นกลางระหว่างตัวเธอกับคนรัก
"ไม่เอาน่าเอวา ไม่ว่าทางไหนที่เลือกตอนนี้มันคือความจริง ตราบใดที่ฉันยังอยู่จะไม่มีใครมาวุ่นวายกับพวกเราได้" จูเลี่ยนใช้สองมือลูบข้างแก้มเอวาเบาๆ นิ้วโป้งถูวนน้ำตาที่ไหลมากระทบโหนกแก้มอย่างนิ่มนวล
"ฉันสัญญาไปแล้วท้องฟ้าของฉัน..." จูเลี่ยนหลับตานึกถึงภาพความทรงจำอดีตอันแสนยาวนาน ขณะที่ริมฝีปากเลื่อนเข้าใกล้มากขึ้น จนััได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย
"องค์หญิงเอวาลิน! คนของเบื้องบนมาขอเข้าพบ!" เสียงะโดังมาจากด้านนอกประตูห้อง ตามมาด้วยเสียงเคาะประตู ให้ความรู้สึกเหมือนผู้เรียกยามวิกาลจะมีเื่ด่วน ส่งผลให้สตรีทั้งสองหยุดชะงักการกระทำทั้งหมดผละร่างแนบชิดออกจากกัน เอวาแหงนมองหน้าจูเลี่ยนหนึ่งทีเนื่องจากสิ่งที่เกิดดูเป็เื่ไม่เป็ธรรมชาติในเวลาแบบนี้
"องค์หญิงยังไม่ทรงอนุญาต ท่านเข้าไปแบบนี้ไม่ได้!" เสียงโหวกเหวกขององค์รักษ์ต่างห้ามปรามผู้มาเยือนไร้มารยาทผู้นี้
ประตูถูกผลักอย่างแรงจนกระแทกกับอีกฝั่ง เผยให้เห็นร่างภายใต้ชุดคลุมสีขาวตามชายผ้าขลิบด้วยสีทองปักลวดลายตวัดสวยงามหมวกคลุมปิดใบหน้าครึ่งบนเอาไว้ร่างนั้นเผยรอยยิ้มฉีกจนกว้าง
ภายในห้องมีเพียงแสงไฟสลัว ประตูด้านนอกบริเวณเชื่อมต่อระเบียงปิดสนิท องค์หญิงเอวาลินนั่งอยู่บนเก้าอี้พนักพิงสูงลวดลายประณีต เธอเชิดไหล่จนตั้งขึ้นดวงตาสีฟ้าเป็ประกายจ้องมองดูถูกผู้มาเยือนไร้มารยาทผู้นี้ สตรีในชุดคลุมสีขาวโค้งคำนับให้พอเป็พิธีพร้อมกับทหารยามที่กรูกันเข้ามาหมายหยุดยั้ง
"ทั้งหมดออกไปก่อน..." เพียงองค์หญิงยกมือขวาเบาๆ ทหารภายใต้ชุดเกราะต่างโค้งให้แล้วถอยล่นออกไป
"ข้าขออภัยองค์หญิงเอวาลิน ที่ต้องมารบกวนกลางดึกเช่นนี้..."
"ไม่ต้องมากพิธี มีอะไรพูดมา..." น้ำเสียงเอวาดูมั่นคงเ็าแตกต่างจากตอนที่อยู่กับคนรักอย่างสิ้นเชิง สายตาจับจ้องสตรีชุดคลุมสีขาว
สตรีประหลาดผู้นี้เหมือนได้กลิ่นไม่พึงประสงค์แต่มันอาจเป็แค่สัญชาติญาณ เธอกวาดสายตาใต้ผ้าคลุมไปรอบห้องกลับไม่พบสิ่งใดผิดปกติ ก่อนหันกลับมาสนใจผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พนักพิงสูง
"ท่านคงยังไม่ลืมว่า ที่ท่านมีทุกวันนี้มันเป็ประสงค์ของทางเรา" ผู้มาเยือนเปลี่ยนท่าทีเป็สงบนิ่ง
"ฉันเข้าใจดี...แล้วยังไง?"
"ไม่มีอะไรหรอกแค่อยากเตือนความจำเท่านั้นเอง" รอยยิ้มกว้างฉีกออกอีกครั้ง
"อย่าบอกนะว่าท่านมาเพื่อเื่เพียงเท่านี้..." เอวานั่งหลังตรงสูดลมหายใจเข้าลึก
"ใจเย็นก่อนองค์หญิง..." ร่างใต้ชุดคลุมเริ่มเดินวนไปรอบๆ นิ้วชี้ของเธอที่ดูประหลาดมันถูกหุ้มด้วยเล็บเหล็กแหลม เธอเดินลากปลายนิ้วเบาๆไปตามผนังดั่งไม่้าให้เกิดริ้วรอยใดใด
"มันเป็เื่ของ...พลังประหลาด..." ร่างใต้ผ้าคลุมหยุดชะงัก แล้วชำเลืองไปทางสตรีผมฟ้าแบบมีเลศนัย
"พลังดังกล่าวมันเกิดขึ้นและดับไปในดินแดนของท่าน" รอยยิ้มภายใต้ชุดคลุมช่างดูลึกลับปนสยดสยอง องค์หญิงเอวาลินมีสีหน้าครุ่นคิดตาม
ไม่มีคำตอบใดใดจากองค์หญิง มีเพียงรอยยิ้มไม่น่าไว้ใจจ้องมองมายังสตรีสูงศักดิ์ แล้วเคลื่อนสายตาเลยออกไปบริเวณด้านนอกระเบียง องค์หญิงเกร็งแผ่นหลังขึ้นมาปลายเล็บจิกพนักพิงไว้แน่น
"ไว้ฉันจะลองตรวจสอบดู..." เอวาพยายามจะตัดบทจบการสนทนาที่ดูคลุมเครือให้จบลงเร็วไว ในใจของเธอรู้สึกอึดอัดเต็มที
"ไม่จำเป็องค์หญิง ฉันได้ส่งมือดีไปหลายนางเป็ที่เรียบร้อยเพื่อทำการตรวจสอบ..." เธอพูดพร้อมดีดนิ้วเหล็กแก้เบื่อจนเกิดเสียง
"แล้วท่านมาเข้าพบยามดึกเช่นนี้เพื่อประโยชน์อันใด?" ไม่ทันที่เอวาจะได้คำตอบ นิ้วชี้เหล็กอันแหลมคมโผล่พรวดออกมาจากความมืดรูดไปบนข้างแก้มขององค์หญิงจนเกิดเป็รอยแผล แต่เพียงชั่วอึดใจเส้นเืข้างแก้มก็ถักทอปิดร่องรอยดั่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น เอวานั่งตัวเกร็งเก็บงำความหวาดกลัวเอาไว้
"ฉันเพียงหวังว่า...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นท่านไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง น่าเสียดายหนึ่งหมู่บ้านเล็กๆที่ไม่มีใครใส่ใจ อีกไม่นานต้องถูกลบไปจากแผนที่ช่างน่าสงสารจริงๆ" เธอดีดนิ้วเหล็กอีกทีดั่งไม่อยากให้รอยเืของสตรีผมฟ้าติดอยู่บนนั้น
"หมู่บ้านใดกัน?" องค์หญิงสูดลมหายใจเข้าลึก เลือกจะไม่หลบสายตา
"หมู่บ้านที่เป็แหล่งผลิตสุราชั้นเลิศ..." เสียงนั้นตอบแบบไม่ใส่ใจ
"ท่านซ่อนอะไรเอาไว้หลายอย่าง อย่าคิดว่าเื่พวกนี้ทางเราปล่อยให้ผ่านเลยไป หมากตัวเล็กๆแสนบอบบางอย่างท่านจะถูกเขี่ยทิ้งเมื่อไหร่ก็ย่อมได้" ใบหน้าสตรีประหลาดดูบิดเบี้ยวมีควันไฟออกจากปาก ก่อนเปลี่ยนท่าทีกลับมายืนสงบดังเดิม
"หวังว่าท่านคงอนุญาตแต่โดยดี ครั้งนี้ผู้คนของเบื้องบนจะเข้ามาตรวจสอบด้วยตนเอง"
องค์หญิงทำได้เพียงนั่งเฉย แม้เธอจะเป็ผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้แต่หาได้มีอำนาจอย่างแท้จริงไม่ ทุกอาณาจักรต่างคานอำนาจกันภายใต้การคัดสรรของเบื้องบน เธอเป็ดั่งหมากตัวหนึ่งในกระดานที่สวยหรูจะล้มลงเมื่อใดก็ย่อมได้
"ถ้าอย่างนั้นก็...ขอลาก่อนองค์หญิง ทบทวนความอ่อนแอของตัวเองให้ดี" ภายใต้การโค้งคำนับที่แฝงรอยยิ้มอันน่ากลัวสั่นไหวในจิตใจสตรีผมฟ้าผู้งดงามแต่จำต้องรักษาท่าทีเอาไว้ สตรีประหลาดกำลังจะเดินออกไปจากห้อง กลับหยุดฝีเท้านึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"อีกอย่างฉันนึกอีกเื่ได้พอดิบพอดี ผู้ใดกันหนอช่างโหดร้าย ทำการสังหารราชินีองค์ก่อนกับเ้าเมืองรอบๆได้อย่างเืเย็น ช่างน่าสงสัยจริงๆ เพราะคนไร้ประโยชน์แบบท่านคงไม่สามารถทำได้ถึงเพียงนี้" รอยยิ้มฉีกจนกว้างก่อนเดินหายลับออกไป ทิ้งไว้เพียงความกดดันภายในห้อง องค์หญิงหายใจหอบถี่ดั่งถูกปลดปล่อยจากโซ่ตรวน ไอเย็นน้ำแข็งเกาะกินเก้าอี้ไปซีกหนึ่งโดยที่เธอไม่รู้ตัว เมื่อภายในห้องกลับมาอยู่ในความเงียบสงบเอวารีบวิ่งไปบริเวณระเบียงกวาดตามองหาสตรีผู้เป็ที่พักพิงใจอย่างร้อนรนแต่กลับไม่พบเจอ ท่อนขาขาวเนียนทรุดลงกับพื้นในทันที
“ฉันมันไร้ประโยชน์ ความทะเยอทะยานของฉันมันกำลังทำให้เธอเดือดร้อน ฮือออ" มีเพียงความเงียบเหงาเช่นเคยที่คอยปลอบประโลมองค์หญิงผู้สูงศักดิ์พร้อมตอกย้ำความไม่ได้เื่ของตน
บนหลังคาบ้านเรือนน้อยใหญ่ ร่างของจูเลี่ยนเคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูงสุด เธอได้ยินบทสนทนาทั้งหมด รับรู้ได้ทันทีก่อนหน้านี้และต่อจากนี้อะไรจะเกิดขึ้นกับเด็กน้อยทั้งสอง จูเลี่ยนกล่าวโทษตัวเองถึงความละเลยไม่ใส่ใจในอะไรซักอย่าง ผ่านไปหลายเดือนแล้วที่ไม่ได้พบหน้าเด็กน้อยทั้งสองคน จูเลี่ยนพยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นไปอีก หวังเพียงอย่างเดียวว่า เธอต้องไปให้ถึงก่อนนักฆ่าของเบื้องบนจะเดินทางไปถึง
'จูเลี่ยน จูลิอาโน่ เธอพลาดหลายสิ่งไปมากมาย แต่ครั้งนี้เธอห้ามพลาดอีกเด็ดขาด' เสียงในใจได้แต่ย้ำเตือนตนเอง เพียงแค่เห็นใบหน้าร่าเริงของเด็กแสบทั้งสองอีกสักครั้งไม่ว่าอะไรเธอก็ยอมแลกได้ ถึงแม้ต้องเป็ศัตรูกับคนทั้งโลกก็ตาม