สำหรับแคว้นหลงลี่แล้ว ผู้ซึ่งแข็งแกร่งเท่านั้นที่เป็ใหญ่ แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปก็เป็ผู้ฝึกยุทธ์ผ่านการหลอมกลั่นปราณแท้เพื่อเสริมพลังต่อสู้กันทั้งสิ้น แต่ก็มีผู้คนส่วนน้อยที่ไม่มีพร์ในการฝึกฝน และไม่อาจดูดซับปราณแท้มาฝึกตนได้ คนเ่าั้ถูกเรียกว่า ‘คนไร้ค่า’
และเ้าของร่างเดิมก็เป็หนึ่งในคนไร้ค่าเ่าั้
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสามปีก่อน พี่ชายซึ่งเคยเป็ผู้มีพร์กลับถูกทำลายจุดตันเถียนจนขาพิการทั้งสองข้าง ส่วนมารดาก็ล้มป่วยนอนติดเตียงมาตลอด ทำให้ครอบครัวของเ้าของร่างเดิมกลายเป็ที่น่าขบขันในสายตาของผู้คน ไม่เว้นแม้กระทั่งบ่าวไพร่
ในแคว้นหลงลี่ นักหลอมโอสถคืออาชีพที่ทรงคุณค่ายิ่งนัก เรียกได้ว่าแทบจะหาได้เพียงหนึ่งในหมื่น นักหลอมโอสถสามารถปรุงโอสถรักษาโรคและโอสถเสริมพลังปราณได้มากมาย หากผู้ใดเป็นักหลอมโอสถ ผู้นั้นก็จะกลายเป็ที่เคารพบูชาที่ผู้คนต่าง้าแย่งชิง
ฮวาเย่ว์โหรวบุตรสาวคนโตของสายรองเพิ่งถูกตรวจพบว่ามีพร์ในด้านนี้เมื่อปีก่อน ทำให้ชื่อเสียงของจวนอันกั๋วกงพุ่งสูงขึ้นทันที
ด้วยเ้าของร่างเดิมมีนิสัยขี้ขลาด จึงถูกลูกหลานจากบ้านรองรังแกสารพัดอยู่บ่อยครั้ง แม้แต่การไม่ให้เดินเข้าประตูหน้าก็เป็หนึ่งในนั้น ถึงถูกบังคับให้เดินเข้าทางประตูข้างของบ่าวไพร่ แต่เ้าของร่างเดิมก็ยอมเงียบเพราะไม่อยากให้ครอบครัวเดือดร้อน นั่นทำให้ยิ่งถูกมองว่าต่ำต้อย
ทว่าฮวาชิงเหยียนในตอนนี้เป็คนที่เติบโตมาท่ามกลางสนามรบ ผ่านความเป็ความตายมานับไม่ถ้วน ถูกโบยจนร่างสะบักสะบอมก็มากพอแล้ว ยังต้องมาถูกบ่าวไพร่หยามเกียรติอีก สายตาพลันเย็นเยียบราวน้ำแข็ง จ้องเขม็งไปยังองครักษ์ที่ขวางทาง พลางเอ่ยด้วยเสียงเย็นเยียบ
“หลีกไป”
องครักษ์รู้สึกราวกับถูกโยนเข้าไปในหิมะซึ่งหนาวเย็นถึงกระดูก เผลอตัวสั่นเล็กน้อยก่อนจะตวัดมองด้วยความโกรธ จากนั้นยื่นมือหวังผลักนาง
“ว่าอะไรนะ...อ๊าก!”
องครักษ์ยังพูดไม่ทันจบ มือที่ยื่นมาข้างหน้านั้นก็ถูกฮวาชิงเหยียนจับบิดอย่างแรงจนกระดูกดัง ‘กร๊อบ’ ทำเอาอีกฝ่ายร้องลั่นด้วยความเ็ป
ฮวาชิงเหยียนเตะหัวเข่าอีกฝ่ายซ้ำ
องครักษ์คนนั้นร้องด้วยความเจ็บก่อนจะลงไปกลิ้งกับพื้น
องครักษ์อีกคนใจะเข้ามาช่วย แต่พอถูกสายตาอันคมกริบของนางจ้องมากลับถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว
ฮวาชิงเหยียนไม่เหลียวแลสภาพองครักษ์ที่นอนกองอยู่กับพื้นแม้แต่น้อย นางก้าวเข้าประตูใหญ่ไปด้วยท่าทีสงบนิ่ง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังเรือนที่เคยอยู่ตามความทรงจำของเ้าของร่างเดิม
จนกระทั่งร่างของฮวาชิงเหยียนหายลับไป เมื่อองครักษ์คนนั้นนึกถึงสายตาคมกริบของนางเมื่อครู่ก็ตัวสั่นอย่างรุนแรง เขารู้สึกราวกับว่าตนจะถูกฆ่าเสียให้ได้ เขารีบประคองเพื่อนองครักษ์ที่นอนอยู่ที่พื้นขึ้นแล้วมุ่งหน้าไปหาฮวาเจิ้นเซี่ยอย่างไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าสตรีที่ไร้พลังปราณคนหนึ่งจะสามารถล้มผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามลงง่ายดายถึงเพียงนี้
ฮวาชิงเหยียนเดินเลี้ยวซ้ายทีขวาทีผ่านเรือนงดงามนับไม่ถ้วน เดินเกือบครึ่งชั่วยาม [1] กว่าจะมาถึงเรือนเก่าทรุดโทรมที่ทั้งมืดทึบและห่างไกลของจวนอันกั๋วกง
นี่คือที่ที่เ้าของร่างเดิมกับครอบครัวอาศัยอยู่
รอบด้านรายล้อมด้วยต้นไม้ดอกไม้สีเขียวสด หากเป็เมื่อก่อนนางคงอดที่จะหยุดชมความงามของพืชพันธุ์ธรรมชาติที่หาได้ยากยิ่งในศตวรรษที่ยี่สิบสามไม่ได้ ทว่าในยามนี้ฮวาชิงเหยียนไม่มีอารมณ์สนใจสิ่งใด เพราะเสียงเอะอะหน้าประตูน่าสนใจยิ่งกว่า
“พวกเ้าออกไป! ข้าจะไปพบท่านอา! ข้าบอกแล้วว่าน้องสาวข้าถูกใส่ร้าย! ท่านอากับองค์รัชทายาทจะมาตัดสินโดยไม่ฟังความจริงเช่นนี้ไม่ได้!”
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแต่ใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรนและโกรธเกรี้ยวคนหนึ่งนั่งอยู่บนรถเข็น พอจะขยับมือก็ถูกเด็กรับใช้สองคนในลานเรือนจับกดไว้แน่น ยิ่งเขาพยายามดิ้นเท่าไร แรงกดนั้นก็ยิ่งมากขึ้นจนขยับตัวไม่ได้เท่านั้น
เขาคือฮวาเฮ่าเย่ว์พี่ชายแท้ๆ ของเ้าของร่างเดิม และเป็บุตรคนโตของสายหลัก
“คุณชาย นายท่านสั่งไว้ว่าหากนายท่านยังไม่กลับมา ห้ามผู้ใดในเรือนลั่วเฟิ่งออกไปโดยเด็ดขาด เื่ของคุณหนูรอง ไม่ว่าจะเป็พยานหรือหลักฐานล้วนมีพร้อม แม้นางหน้าตาจะอัปลักษณ์ แต่ปกติก็ชอบทำท่าทางยั่วยวนใส่บ่าว รอบนี้ถึงขั้นกล้าลวนลามอ๋องเจ็ด แม้แต่นายท่านก็ช่วยนางไม่ได้!”
“จริงด้วย ได้ยินว่าคุณหนูรองกอดอ๋องเจ็ดแน่นไม่ยอมปล่อย ช่างขายหน้าจริงๆ ที่มีน้องสาวเช่นนี้”
เด็กรับใช้สองคนแสดงท่าทางขายขี้หน้าแทนฮวาชิงเหยียน
ฮวาเฮ่าเย่ว์โกรธจนเส้นเืบนหลังมือปูดโปน เขาคำรามลั่น “หุบปาก!”
ฮวาเฮ่าเย่ว์พยายามยันตัวลุกขึ้นจากรถเข็น ทว่าด้วยขาทั้งสองขาไร้เรี่ยวแรง ทำให้เขาทรุดลงกับพื้นอย่างน่าสมเพช เขาพยายามจะยันตัวขึ้นอีกครั้ง แต่เพราะไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันจึงไม่มีแรงพอ
เด็กรับใช้ทั้งสองคนกลับมองหน้ากันแล้วหัวเราะเหยียดใส่ สายตาเย้ยหยันราวกับดูละครตลก พอเห็นเขาพยายามยันตัวจากรถเข็นอีกครั้งก็จงใจถีบรถเข็นอย่างแรง จนฮวาเฮ่าเย่ว์ล้มลงอย่างน่าเวทนา
“พวกเ้า...!”
ฮวาเฮ่าเย่ว์โกรธจนสีหน้าดำคล้ำ ก่อนทุบพื้นเสียงดังอย่างเจ็บใจ
เขาไม่เคยรู้สึกไร้ค่าเท่านี้มาก่อนในชีวิต หากเขาไม่กลายเป็คนไร้ค่า เขาคงปกป้องน้องสาวของเขาได้
เด็กรับใช้ทั้งสองคนยืนกอดอกมองฮวาเฮ่าเย่ว์ที่นอนอยู่บนพื้นด้วยแววตาเหยียดหยาม ซ้ำยังหน้าระรื่นราวกับกำลังดูเื่ขำขัน ไม่คิดช่วยเหลือเ้านายที่กำลังล้มอยู่บนพื้นแม้แต่น้อย
แต่แล้ว เสียงแหลมกังวานดุดันราวสายฟ้าฟาดก็ดังขึ้นตรงหน้าประตู
“พวกสวะ ถอยไปเดี๋ยวนี้!”
“อ๊ากกก! ข้า...ข้า ปวดหัว!”
เด็กรับใช้รู้สึกเหมือนถูกบางอย่างทิ่มแทงสมองอย่างรุนแรง เจ็บจนต้องพิงผนังยันกำแพงไว้ และกุมศีรษะร้องโอดโอยด้วยความทรมาน
ขณะนั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็เดินผ่านพวกเขาไปช้าๆ ก่อนจะก้าวเข้ามาในลานเรือน ร่างนั้นทั้งมอมแมมและเปรอะเปื้อนไปด้วยเื แม้ใบหน้าซีดเหลืองไร้สีเื แต่ดวงตาคู่นั้นกลับใสกระจ่างเจิดจ้า แผ่รังสีคุกคามจนยากจะละสายตา
เด็กรับใช้ฝืนเงยหน้ามอง เห็นฮวาชิงเหยียนกำลังประคองฮวาเฮ่าเย่ว์กลับขึ้นนั่งบนรถเข็น สีหน้าของนางเ็าแฝงความอาฆาต ไม่หลงเหลือความอ่อนแอเช่นในอดีตอีกต่อไป
เด็กรับใช้ทั้งสองคนตกตะลึง
นางตายไปแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงยังมายืนอยู่ตรงนี้ได้เล่า!
หรือว่า...ผี?!
พอนึกถึงความเจ็บแปลบในสมองเมื่อครู่ สีหน้าของทั้งคู่ก็ซีดเผือดทันที พวกเขามองฮวาชิงเหยียนที่ยืนอยู่ราวกับเห็นิญญาร้าย รอบกายนางราวกับมีไอสีดำล้อมรอบ พวกเขาตัวสั่นเทิ้มแต่ก็พยายามฝืนไม่ให้ขาสั่น กล่าวเสียงแหบพร่า “คะ...คุณหนูรอง ท่าน...ท่านไม่ใช่คนใช่หรือไม่!”
หาว่าข้าไม่ใช่คนอย่างนั้นหรือ
สายตาที่ดุดันของฮวาชิงเหยียนกวาดมองไปยังสองคนตรงหน้า
เด็กรับใช้รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกระแทกเข้ากลางกะโหลกอีกครั้ง จึงร้องโหยหวนด้วยความเ็ป “อ๊ากก! ผีหลอกกก!”
พวกเขาะโพลางวิ่งหนีกันอย่างหัวซุกหัวซุน
ฮวาชิงเหยียนไม่คิดว่าพลังจิตของตนจะอ่อนลงถึงเพียงนี้ ซ้ำยังเหลือเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น หากเป็ตอนที่นางยังแข็งแกร่งเต็มที่ พวกนั้นคงตายไปแล้ว ไม่มีทางมีชีวิตรอดร้องโวยวายแล้ววิ่งหนีไปเช่นนี้
“น้องสาวเจ็บตรงไหนหรือไม่”
เสียงแหบเล็กน้อยของชายหนุ่มวัยแตกเนื้อหนุ่มดังขึ้น ฮวาชิงเหยียนหันไปก็เห็นฮวาเฮ่าเย่ว์มองนางด้วยแววตาอ่อนโยนปนปวดใจ
ในสมองของนางปรากฏภาพความทรงจำของเ้าของร่างเดิมที่เคยได้รับความเอาใจใส่และปกป้องจากพี่ชายคนนี้อยู่เสมอ ภาพนั้นอบอุ่นและปวดหนึบไปพร้อมกัน
ฮวาชิงเหยียนส่ายหน้า ขณะกำลังจะพูดก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้น
เสียงของหนักตกกระแทกพื้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงไออย่างรุนแรง
“ท่านแม่! ท่านเป็อะไรขอรับ!”
เมื่อได้ยินฮวาเฮ่าเย่ว์กล่าวเสียงดัง ฮวาชิงเหยียนก็นึกขึ้นได้ว่าซูซื่อมารดาของเ้าของร่างเดิมกำลังป่วยหนักอยู่ จึงรีบเข็นรถเข็นของพี่ชายเข้าไปด้านในทันที
เรือนแห่งนี้ขนาดเล็กมาก มีเพียงเรือนหลักหนึ่งหลัง ห้องทางซ้ายหนึ่งห้อง ทางขวาสองห้อง ส่วนห้องครัวเป็เพียงเพิงที่เสริมไว้ต่างหาก
ซูซื่อนั้นพักอยู่ในห้องฝั่งซ้าย เมื่อฮวาชิงเหยียนผลักประตูเข้าไป กลิ่นฉุนของโอสถก็อบอวลเข้าจมูก มิหนำซ้ำในห้องยังเต็มไปด้วยเค้าลางแห่งความตาย
เชิงอรรถ^ ครึ่งชั่วยาม เท่ากับ 1 ชั่วโมง