บุปผาราชัน

    10 นี่แหละ...พระราชาแห่งจีโอเนส (1)

    10นี่แหละ...พระราชาแห่งจีโอเนส (1)
    แววตกตะลึงฉายชัดอยู่บนใบหน้าหญิงสาวในทันที ฟีออนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยราวกับรำพึงรำพันกับตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ
    “เพราะ... เพราะอะไร”
    “อย่างที่เคยบอกเจ้า ข้ากำลังจะอภิเษกฯ ข้าก็แค่จงใจเลือกวันเวลาสถานที่อยากสร้างสถานการณ์บางอย่างขึ้น เพื่อดูทีท่าของใครหลายคนเท่านั้น”
    “เพราะเรื่องเพียงแค่นี้ต้องทรงทำถึงขนาดนี้หรือเพคะ ทรง...ทรงป่าเถื่อนเกินไปแล้ว!”
    องค์แดริสหน้าชาไปไม่น้อยเมื่อถูกต่อว่า หญิงสาวรีบยกมือปิดปากเมื่อรู้ตัวว่าเผลอพูดสิ่งใดออกไป แต่กระนั้นฟีออนก็ไม่ได้มีวี่แววว่าจะขอประทานอภัยโทษออกมา
    “ก็อาจจะจริง ข้าไม่ใช่คนดีเด่อย่างที่พวกเจ้านับถือกันนักหรอก กับโอลลี...ที่ข้าเลือกนางเป็นเหยื่อ เพราะนางเองก็มีความผิดบางอย่างติดตัวอยู่แล้ว นางเคยพยายามจะลอบทำร้ายจานิสต้ามาครั้งหนึ่งแล้วแต่ไม่สำเร็จ ข้ากำลังหาวิธีการลงโทษนางให้ผู้คนไม่แตกตื่นอยู่พอดี
    ที่สำคัญไปกว่านั้น หากเจ้ามีเวลาสืบสาวเรื่องราวนานกว่านี้คงรู้ได้ไม่ยากว่า นางเป็นคนเอาตัวคูโมมาปล่อยในวัง ข้าไม่จับนางทันทีหรือกำจัดพวกแมลงพิษนั่นเพราะเกรงว่านางจะไหวตัวทัน นางเป็นคนของกลุ่มๆ หนึ่งซึ่งยังคงมีความคิดต้องการล้มล้างราชวงศ์จีโอเนส ข้าระวังตัวเองเสมอมา ใช้สายสัมพันธ์ของตัวเองกับนางเพื่อคอยติดตามความเคลื่อนไหว ยามที่นางพยายามติดต่อกับกลุ่มคนของนางมาโดยตลอด
    สองปีหลังมานี้หลังจากที่ข้าพยายามกวาดล้างกลุ่มคนพวกนั้นไปจนน่าจะหมดสิ้นไปแล้ว เมื่อนางเริ่มขาดข่าวสารจากภายนอก นางก็เริ่มทำตัวสงบลงมากจนแทบจะเรียกได้ว่าตัดขาดกับพวกนั้นแล้ว ส่วนหนึ่งอาจจะหลงชอบชีวิตในวังขึ้นมามากกว่า ถึงได้อยากจะกำจัดจานิสต้าออกไปแทน ข้าวางแผนเรื่องนี้กับคนหลายคน สร้างสถานการณ์ต่างๆ ขึ้นเพื่อให้โอลลีสบโอกาสออกไปที่หนองน้ำนั่น หากนางไม่มีจิตมุ่งร้ายกับใคร ไม่ออกไปเองทุกอย่างก็คงไม่เกิดขึ้น แต่สุดท้าย นางก็ออกไปจริงๆ”
    น้ำตาของหญิงสาวไหลเอ่อออกมาอย่างแทบไม่รู้เนื้อรู้ตัว หากเรื่องเหล่านี้เป็นความจริงแล้วล่ะก็ จริงอยู่ที่ความผิดของโอลลีนั้นก็เข้าข่ายถูกประหารได้อยู่แล้ว แต่เพราะเหตุใดกัน ฟีออนถึงได้รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ทำใจยอมรับได้ยากเย็นเหลือเกิน เหล่านางในพิเศษผู้น่าสงสารจะเคยรู้ตัวบ้างไหมว่า พวกนางถูกใช้ประโยชน์จากสิ่งใดบ้างนอกเหนือไปจากร่างกายของตัวเอง ยังมีใครอีกไหมที่ทรงทำแบบนี้กับพวกนางอีกบ้าง
    “ทรงทราบหรือเพคะ ว่าหญิงสาวที่คัดเลือกมาเป็นนางในพิเศษนั้นเป็นใครบ้าง”
    “ต้องรู้สิ เรื่องสำคัญแบบนี้จะไม่รู้ได้ยังไง เพราะต้องรู้นี่แหละข้าถึงได้ทำเป็นว่าไม่รู้ พวกนางคือคนที่มีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกับข้าที่สุด คิดหรือว่าข้าจะปล่อยให้ใครก็ได้เข้ามาเดินสยายผมเต็มไปหมดในบ้านของข้า โดยที่ไม่รู้เลยว่าพวกนางเป็นใครมาจากไหนบ้าง เครือข่ายนางในพิเศษก็เหมือนอีกหนึ่งวงการเมืองเบื้องหลัง ที่ข้าเอาไว้คอยควบคุมผู้คนจากที่ต่างๆ คอยแอบติดตามข่าวสารอีกทอดหนึ่งอย่างลับๆ เท่านั้นเอง”
    เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ สิ่งที่ได้ยินมาทำเอาฟีออนแทบพูดอะไรไม่ออกอีกต่อไป
    “แล้วอย่างว่าที่คู่หมายของท่านคาอูล ฝ่าบาทก็ทรงทราบอย่างนั้นหรือเพคะ”
    “แน่นอน การเกี่ยวดองกันระหว่างสองตระกูลใหญ่แบบนั้นข้าจะไม่รู้ได้ยังไง”
    “รู้ทั้งรู้แบบนั้นก็ยังคัดเลือกนางเข้ามาหรือเพคะ”
    “เพราะรู้ทั้งรู้แบบนั้นและนางบังเอิญหนีมาต่างหาก ข้าถึงได้เลือกนางเข้ามา แต่ถึงนางจะไม่หนีมาทั้งสองก็คงไม่ได้ลงเอยกันหรอกนะ เฟรนด์สเกลคือฐานอำนาจทางการทหาร เวฮาเนสต์คือฐานอำนาจสายบริหาร หากอยู่ๆ จะรวมกันขึ้นมาก็คงเป็นเรื่องที่น่าชวนให้คิดหนักไม่น้อย พวกเขาทั้งสองตระกูลต่างก็เป็นราชวงศ์สายรองที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ทั้งสองเป็นเหมือนญาติห่างๆ ของข้าทั้งคู่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่จริงคาอูลก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีสิทธิ์ได้ขึ้นครองบัลลังก์นี้แทนข้าเสียด้วยซ้ำ หากข้าตายไปโดยไม่มีทายาทสายตรง”
    ฟีออนไม่อยากเชื่อ นางไม่อยากเชื่อสิ่งที่กำลังได้ยินตอนนี้เลย ในคราบของหนุ่มรูปงามผู้แสนสุภาพอ่อนโยน ไม่นึกเลยว่าแท้ที่จริงแล้วจะทรงโหดร้ายเย็นชาได้ถึงเพียงนี้ ไม่เห็นเหมือนที่ท่านพ่อเคยเล่า...ว่าแม้จะดื้อตามประสาเด็กผู้ชายและเอาแต่ใจไปสักนิด แต่เจ้าชายแดริสก็ทรงอ่อนโยนใจดีมีน้ำพระทัยกว้างขวางเสมอ ไม่หรอก...ท่านพ่อคงไม่ได้โกหกนาง แต่วันเวลาที่ผ่านมาต่างหากที่พรากเจ้าชายคนนั้นไป เปลี่ยนให้เป็นพระราชาที่กำลังประทับอยู่ตรงหน้าของนางในตอนนี้...
    “ท่านโอลลี แท้ที่จริงแล้วเพราะนางรักฝ่าบาท เพราะอย่างนั้นนางถึงทนไม่ได้ที่ใบหน้าจะมีแผลเป็นแบบนั้น ทำให้นางไม่มีหน้ากลับมาพบกับฝ่าบาทอีกแล้ว”
    องค์เหนือหัวหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากที่เก็บไว้ในฉลองพระองค์ ก่อนยื่นออกมาให้ฟีออนเดินมารับไป
    “นี่คือข้อความสั่งลาที่แท้จริงที่นางทิ้งไว้ คนของข้าที่แอบตามดูนางอยู่ห่างๆ ไปพบมันอยู่บนเตียงในสถานพยาบาลเมื่อคืนหลังจากนางฆ่าตัวตาย ข้าก็เลยปลอมแปลงลายมือของนาง แก้ไขจดหมายใหม่สับเปลี่ยนให้เป็นไปตามที่พวกเจ้าได้รู้กัน”

    นานเหลือเกินแล้วที่ไม่มีคำสั่งให้เข้าเฝ้า ตั้งแต่จานิสต้าเข้ามานางในคนอื่นก็ดูจะหมดความหมายต่อพระองค์ไปแล้ว ข้าตั้งใจไปที่นั่นเพื่อเก็บตัวคูโมมาลอบทำร้ายนางในคนโปรด แต่ไม่นึกเลยว่าคนสนิทของฝ่าบาทจะเข้ามาเห็นเสียก่อน ข้าไม่รู้ว่าท่านxxxxx***มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่คำพูดของท่านxxxxxทำให้ข้าจนมุมที่จะโต้เถียง ดูเหมือนเรื่องที่ข้าพยายามจะทำอะไรอยู่เป็นที่ล่วงรู้ไปถึงเขาแล้ว ข้าขอร้องอ้อนวอนและบอกว่าจะไม่ทำอีกแล้ว แต่ท่านxxxxxกลับยกดาบขึ้นมาทำร้ายที่ใบหน้าของข้า ข้าคงจะหลงกรีดร้องออกมาในตอนนั้น เขาบอกว่านี่คือบทลงโทษก่อนจะหนีไป ในขณะที่กำลังตกใจกับบาดแผลนั่น คงเป็นคูโมตัวหนึ่งที่จับมาได้นั่นเองวิ่งหลุดออกมาจากถุงผ้ากำมะหยี่ที่ข้าทำหลุดมือ แล้วมันก็วิ่งมากัดข้าเสียเอง สติของของข้าคงขาดผึงไปนับจากนั้น
    ข้ากลัวความผิดเหลือเกิน หากฝ่าบาทได้รู้ความจริงว่าข้าไปที่นั่นเพื่อจะพยายามทำอะไรแล้วก็คงจะถูกลงโทษหนักถึงความตายแน่... แต่ก็ทรงมาเยี่ยมข้าด้วยพระเมตตาที่ยังเป็นห่วงเป็นใย หากยังไม่ทรงกริ้วก็แปลว่ายังไม่ทรงทราบเรื่องของจานิสต้า ท่านxxxxxคงไม่ได้ทูลอะไรกับฝ่าบาทเพราะเขาได้ทำการลงโทษข้าแล้ว หากบอกว่าทุกอย่างเป็นอุบัติเหตุก็คงจะดูโป้ปด เพราะท่านหมอหลวงก็ยืนยันเรื่องแผลอย่างชัดเจน ถึงข้าจะบอกไปว่าถูกใครสักคนที่ไม่เห็นหน้าทำร้าย ก็คงไม่มีวันที่ใครจะสงสัยระแวงเหล่าทหารมหาดเล็กของฝ่าบาทได้ ตราบใดที่ความเรื่องใครทำร้ายข้าไม่แตก ความผิดของข้าก็คงจะไม่ถูกเปิดเผยเช่นกัน
    แต่ว่าด้วยใบหน้าอันอัปลักษณ์ไปแล้วนี้ ไม่ต้องให้ใครบอกข้าก็รู้ว่าอนาคตที่รออยู่เบื้องหน้านี้จะเต็มไปด้วยความเงียบเหงาเพียงใด ฝ่าบาทไม่มีวันสนพระทัยข้าอีกแล้ว และข้าเองก็ไม่มีหน้าที่จะกล้ากลับไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทได้ด้วยใบหน้าแบบนี้อีกแล้วเช่นกัน

    “ข้อความทึบสีดำที่ทรงปาดหมึกไว้คือชื่อของทหารมหาดเล็กฯ ผู้นั้นหรือเพคะ”
    “แน่นอน ข้าไม่ต้องการเปิดเผยหรอกว่าเขาเป็นใคร”
    ขาของหญิงสาวแทบทรุดอ่อนแรงลง หากไม่ติดว่านางก้าวถอยหลังไปจนชนเก้าอี้แล้วจับพนักที่นั่งของมันยึดมั่นไว้ได้ ฟีออนคงจะล้มลงไปนั่งกองกับพื้นแล้ว นี่มันอะไรกัน หญิงสาวไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าฝ่าบาททรงต้องทำถึงขนาดนี้ทั้งหมดทั้งมวลไปเพื่ออะไร หากใครผิดก็จับคนมาลงโทษเท่านั้นยังไม่เพียงพอหรือ ทำไมต้องให้นางไปค้นหาความจริง ให้เข้ามาพัวพันวุ่นวายรับรู้ถึงเบื้องหลังที่มาของสิ่งเหล่านี้ด้วย
    หลังผ่านความเงียบที่เข้าเกาะกุมไปทั่วบริเวณขึ้นพักใหญ่ ในที่สุดองค์เหนือหัวก็ได้รับสั่งขึ้นมาอีกครั้ง
    “ฟีออน ข้าเข้าใจถึงแนวทางการค้นหาราชินีที่เจ้าเคยบอกข้าตอนอยู่ในบ้านของเจ้า แต่ว่ากษัตริย์อย่างข้าไม่จำเป็นต้องมีความรัก ข้าไม่ได้เก่งกาจขนาดเสด็จปู่ ไม่ได้โชคดีเหมือนเสด็จพ่อที่ได้อยู่ในช่วงยุครอยต่ออันสงบสุขด้วยบารมีของเสด็จปู่ที่ยังคงเหลืออย่างเข้มข้น กษัตริย์อาณาจักรอื่นๆ ในรุ่นของเสด็จปู่ต่างล้มหายตายจากกันไปแทบจะหมดแล้ว สงครามสามารถปะทุขึ้นได้แทบทุกเมื่อหากมีใครประสงค์จะทำสิ่งนั้น แม้แต่ภายในอาณาจักรของเราเองก็ยังมีกลุ่มกบฏหลงเหลือรอดอยู่ และเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาจากช่วงสงครามกลางเมืองในตอนนั้นแล้ว”
    จบจากเรื่องของนางในทรยศที่สุดแสนจะตึงเครียดไปได้แล้ว องค์ราชาก็รับสั่งประเด็นที่แสนสุดจะตึงเครียดยิ่งกว่าขึ้นมาต่อในทันที
    “หากเป็นแดริส...ผู้ชายคนนั้นก็คงยังต้องการความรักอยู่บ้าง แต่ข้าในตอนนี้เป็นกษัตริย์ ตราบใดที่ใจข้ายังไม่รู้สึกว่ามันคือยุคแห่งความสงบสุขอย่างแท้จริง ข้าคงไม่อาจมองเรื่องการอภิเษกฯ ให้เป็นเรื่องส่วนตัวตามความพอใจได้ ตราบใดที่ในโลกยังมีคำว่าแต่งงานการเมืองอยู่ล่ะก็ ข้าก็คงจะเป็นตัวละครที่เหมาะสมกับบทบาทนั้นที่สุดทีเดียว”
    พระสุรเสียงนั้นทุ้มต่ำลง เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวได้ยินองค์ราชาเอ่ยเรียกแทนพระองค์เองว่าแดริส...ในฐานะของแดริส กับในฐานะกษัตริย์อย่างนั้นหรือ ช่างเป็นจุดยืนเดียวกันแต่แสนจะแตกต่างกันเหลือเกิน
    “และการแต่งงานการเมืองนั้นก็มีหลายแบบ ผูกความสัมพันธ์กับต่างอาณาจักร แลกเปลี่ยนตัวบุคคลและสินทรัพย์ค้ำประกันพร้อมกับสร้างภาพความรักและมิตรภาพเพื่อบดบังความระหองระแหง หรือบางทีวิธีการเสริมสร้างความแข็งแกร่งจากภายในเองก็น่าสนใจ นำลูกหลานของเหล่าผู้มีอิทธิพลตระกูลสำคัญต่างๆ มาเข้าราชวงศ์ฝ่ายใน ปรนเปรอพวกเขาบ้างให้พอใจ ให้รู้สึกราวกับได้มีส่วนร่วมในการปกครองเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขากบฎ แต่ว่า...” ตรัสจบองค์ราชาก็หันมาทอดพระเนตรหญิงสาวด้วยสีหน้าแววตาแปลกแปร่ง ฟีออนแทบทำตัวทำหน้าไม่ถูกอีกแล้ว
    “ข้ากำลังมองหาอีกหนึ่งวิธีการ ข้าค้นหาคำตอบนั้นเสมอมาและหาไม่เคยเจอเสียที จนทำให้ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้อภิเษกฯ กับใคร สำหรับข้าแล้วไม่จำเป็นจะต้องเป็นเจ้าหญิงจากอาณาจักรไหน หรือเป็นลูกหลานขุนนางสำคัญใหญ่โตอะไร ราชินีแบบที่ข้าเฝ้าตามหามานานและไม่เคยได้พบเจอ ราชินีที่มีความสามารถพอจะรู้เท่าทันเหตุบ้านการเมือง คอยควบคุมกิจการฝ่ายในและการเมืองเบื้องหลังได้ทั้งหมดนั้น...”
    ตรัสจบแล้วก็เสด็จมาตรงหน้าของหญิงสาว พร้อมกับยกพระหัตถ์ข้างหนึ่งจับมืออีกข้างหนึ่งของฟีออนขึ้นมาตรงหน้า หญิงสาวได้แต่ยืนตัวแข็งแทบไม่กล้าขยับเมื่อสบสายตาคมปลาบคู่นั้น
    “เจ้ามาเป็นราชินีของข้าได้ไหม”
    ฟีออนรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่าแสกลงกลางหน้าเมื่อได้ยิน คำถามที่ไม่เคยนึกฝันว่าชีวิตนี้จะได้ยินมันกับหู ฝ่าบาทยังทรงมีสติสัมปชัญญะครบพร้อมดีอยู่หรือไม่ อยู่ๆ ถึงได้เอ่ยคำถามนี้ออกมากับนาง
    ไม่สิ... หากเป็นกษัตริย์ผู้นี้ ทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างปุบปับไม่มีที่มาเป็นแน่ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกอย่างที่นางได้เจอต่างล้วนถูกตระเตรียมไว้ เพื่อให้นางเข้ารับบททดสอบนี้อย่างนั้นหรือ อาจไม่ใช่แค่นางหรอก แต่อาจมีใครคนอื่นอีกซึ่งฝ่าบาททรงมองไว้ว่าอาจนำพาพวกนางไปถึงตำแหน่งนั้นได้
    แต่ว่า... หญิงสาวดึงมือตัวเองถอยกลับมา
    “ไม่เพคะ”

    ------------------------------------เนื่องจากการตัดแบ่งตอนใหม่แล้วทำให้คิดว่าตัดจบตอนตรงนี้มันลงตัวดี ตอนนี้อาจจะสั้นไปหน่อยขออภัยนะคะ ^^
    ***จุดที่ขึ้นตัวอักษร xxxxx คือในต้นฉบับมีการถมดำจุดนั้นไว้ค่ะ ให้เหมือนว่าในจดหมายมีการเอาหมึกมาปาดทับไว้ แต่พอก็อปจากเวิร์ดมาวางในนี้ข้อความถมดำมันไม่ขึ้น สุดท้ายเลยตัดสินใจใส่ xxxxx ไปแทนจ้า