พอออกมาถึงนอกชานบ้านที่มีต้นหญ้าขึ้นเรี่ยดินร่างโปร่งก็สูดอากาศยามค่ำคืนเข้าเต็มปอดกลิ่นดินชื้นที่ยังคงอบอวลหลังฝนตกผสมกับกลิ่นหอมเย็นของดอกราตรีที่ลอยมาตามลมทำให้รู้สึกสดชื่นจนอยากจะหลับตาพริ้ม
เขายืดแขนบิดี้เีเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองดูดวงดาวที่พร่างพราวอยู่เต็มท้องฟ้ากว้าง แล้วจู่ๆ ก็รีบวิ่งไปที่จักรยานคันเก่าของตัวเอง
เด่นที่เดินออกมามองตามร่างนั้นที่กำลังะโขึ้นไปนั่งคร่อมบนเบาะหลังอย่างคล่องแคล่วและรู้งาน
“พี่เด่นปั่นนะ!” เด็กหนุ่มรีบออกตัว
“ตัวพี่เบ้อเริ่มเทิ่มผมตัวเล็กนิดเดียวคง ‘เอา’ ไม่ไหวหรอก ยิ่งเมาๆ อยู่ด้วย เดี๋ยวได้พาล้มคว่ำกันพอดี” อั๋นทำหน้าทะเล้นก่อนจะใช้มือตบเบาะคนขี่ด้านหน้าเสียงดังปุๆ
“ไอ้สัสนี่! ใช้กูอีกแล้วนะมึง!” ร่างสูงที่เดินตามออกมาส่ายหัวอย่างระอาแต่ก็มีรอยยิ้มแต้มอยู่ที่มุมปาก พลางตวัดขาขึ้นคร่อมจักรยานอย่างคล่องแคล่วแต่ก่อนที่จะออกแรงปั่น เขาก็หันหน้ากลับมามองคนที่ซ้อนท้ายอยู่เล็กน้อยแววตาพราวระยับอย่างมีเลศนัย
“ถ้าเอาไม่ไหว...ก็ลองเปลี่ยนท่าดูดิ…”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความนัยดังขึ้นพร้อมกับการ ยักคิ้วหลิ่วตาด้วยท่าทางยียวนของคนพี่ ก่อนที่ร่างนั้นจะพูดต่ออีกว่า
“ต่อให้ตัวใหญ่แค่ไหน…”
“ถ้าได้ท่าดีๆ มันก็ไหวหมดนั่นแหละ”
ทว่าคำพูดสองแง่สองง่ามที่อีกฝ่ายกำลังพูดนั้นทำให้เด็กหนุ่มหลุดขำพรืดออกมาทันที
“ฮ่าๆๆๆพี่เด่นแม่ง! ทะลึ่งเหมือนกันนะเนี่ย!” เสียงหัวเราะร่าดังขึ้นอย่างรู้ทัน
“เห้ยๆ น้อยๆ หน่อยไอ้อั๋น”คนที่กำลังเตรียมจะออกแรงปั่นตอบกลับเสียงกลั้วหัวเราะ
“เห็นกูเล่นด้วยหน่อย…จะเริ่มเลียปากกันซะแล้ว!”
อาจจะด้วยความคึกคะนองหรืออาจจะเป็เพราะฤทธิ์ของเหล้าขาว อั๋นจึงแกล้งโน้มตัวไปข้างหน้าจนริมฝีปากแทบจะชิดใบหูของคนพี่แล้วกระซิบด้วยลมหายใจอุ่นๆ แต่ชัดเจนว่า
“ก็ปากพี่มันน่าเลียจริงๆนี่!”
“ไอ้เด็กเวร!”
ร่างสูงสบถออกมาพร้อมกับออกแรงถีบที่ปั่นจักรยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและกะทันหันรถพุ่งไปข้างหน้าจนคนที่ไม่ได้ทันได้ตั้งตัวร้อง “เหวอ!” ออกมาสุดเสียง
สองมือรีบคว้าหมับไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณและสิ่งที่ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขากอบกุมไว้เต็มๆ ก็คือแผงอกหนั่นแน่นของร่างที่อยู่ตรงหน้า!
อั๋นรู้สึกถึงความอุ่นและแน่นตึงของมัดกล้ามเนื้อภายใต้มือทั้งสองข้างอย่างชัดเจนเขาััได้ถึงจังหวะหัวใจของเด่นที่เต้นเป็ปกติ...ต่างจากของเขาที่เต้นรัวเหมือนกลองชุด
เขาอดไม่ได้ที่จะลองออกแรงบีบเคล้นแผงอกนั้นเบาๆสองสามทีอย่างหยอกล้อปนกับความอยากรู้อยากเห็นก่อนจะรีบปล่อยมือออกอย่างรวดเร็วเมื่อคนพี่เริ่มจะทรงตัวจักรยานได้มั่นคงอีกครั้ง
“พี่นี่แม่ง...ไม่หวงเนื้อหวงตัวเอาซะเลย” เขาพูดแซวแก้เก้อ พลางค่อยๆเลื่อนมือทั้งสองข้างมาจับที่เอวสอบของอีกฝ่ายเอาไว้หลวมๆเขาััได้ถึงความแข็งของกล้ามเนื้อด้านข้างลำตัวและการขยับไหวของมันทุกครั้งที่เด่นออกแรงปั่น…
“กูไม่หวงตัวหรือว่ามึงเมาแล้วเริ่มอยาก…ตามที่ไอ้เดียวมันบอกกันแน่?” ร่างด้านหน้ายังคงปั่นไปขณะพูดออกมาแบบนั้นมุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อยอย่างรู้ทัน
ยามค่ำคืนในหมู่บ้านชนบท…
จักรยานสองล้อคันเก่ากำลังเคลื่อนไปตามถนนดินลูกรังที่ขรุขระเป็หลุมบ่อแสงจันทร์สีนวลส่องลงมากระทบยอดไม้ใบหญ้าข้างทางทำให้เกิดเงาดำตะคุ่มทอดยาวน่าเกรงขาม
บ้านไม้ส่วนใหญ่ที่พวกเขาปั่นผ่านนั้นมืดสนิทปิดประตูหน้าต่างเงียบเชียบ บ่งบอกว่าเ้าของบ้านได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปนานแล้วจะมีก็แต่แสงไฟสีส้มสลัวจากศาลพระภูมิหน้าบ้านที่ยังคงส่องสว่างอยู่ประปราย
ความเงียบนั้นมีเพียงเสียงโซ่จักรยานที่ดังเสียดสีเป็จังหวะและเสียงร้องของเหล่าแมลงกลางคืนเท่านั้น
พวกเขาปั่นผ่านซุ้มศาลาริมทางที่มืดๆมุมหนึ่ง ที่นั่นมีกลุ่มวัยรุ่นจับเจ่ากันอยู่สองสามคนแสงสีขาวจากเสาไฟริมถนนที่ตั้งอยู่ไม่ห่างส่องกระทบใบหน้าของพวกเขาให้เห็นเป็เงารางๆ อั๋นเผลอเหลือบมองไปทางนั้นแวบหนึ่งก่อนจะรีบหันหน้ากลับมาจ้องแผ่นหลังของเด่นที่อยู่ตรงหน้าทันที
เขาไม่รู้จักคนพวกนั้นและสัญชาตญาณก็บอกให้เขาอย่าสบตาหรือทำตัวเป็ที่น่าสนใจเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้
ไกลออกไปอีกหน่อยใต้ต้นมะขามใหญ่หน้าบ้านของลุงชม มีกลุ่มชายสูงวัยนั่งล้อมวงอยู่บนแคร่ไม้ไผ่เก่าๆเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยที่เริ่มจะอ้อแอ้ดังแว่วมาพร้อมกับกลิ่นฉุนของเหล้าป่าที่ลอยมาปะทะจมูก
“ลุง! เมากันรึยัง!” เด่นะโถามข้ามความมืดไปด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคย
เสียงะโตอบกลับมาอย่างครื้นเครง
“ยังโว้ย!นั่นใครน่ะ... อ๋อ ไอ้เด่น! จะไปไหนล่ะนั่น!”
เด่นไม่ตอบแต่ยกมือขวาขึ้นโบกให้หยอยๆ เป็เชิงทักทายการที่เขาปล่อยมือจากแฮนด์จักรยานข้างหนึ่งอย่างกะทันหันนั้นทำให้รถทั้งคันส่ายไปมาอย่างน่าหวาดเสียว
“เห้ยพี่!”
อั๋นร้องเสียงหลงสองแขนที่เคยจับเอวสอบไว้หลวมๆ รีบรัดแน่นขึ้นทันทีตามสัญชาตญาณใบหน้าแนบชิดลงไปกับแผ่นหลังกว้างที่ชื้นเหงื่อเล็กน้อย
เมื่อรู้สึกได้ถึงแรงกอดที่แน่นขึ้นและความตื่นตระหนกของคนซ้อนท้ายคนพี่ก็หัวเราะในลำคออย่างนึกสนุกเขายิ่งแกล้งส่ายจักรยานไปทางซ้ายทีขวาทีมากกว่าเดิม
“ไอ้พี่เด่น! หยุดเลยเดี๋ยวนี้!” อั๋นะโลั่นด้วยความโมโหปนกับความกลัวเมื่อคำพูดไม่ได้ผล เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการตักเตือน...
ทันใดนั้นมือเล็กทั้งสองข้างก็เลื่อนจากเอวสอบขึ้นมาอย่างรวดเร็วก่อนจะใช้ปลายนิ้วทั้งหมดบีบลงไปบนกล้ามอกแน่นๆ ของเด่นเต็มแรงสองสามที!
“โอ๊ย! ไอ้เวร!” ร่างสูงร้องลั่นออกมาด้วยความจุกปนกับความจั๊กจี้เขาหยุดแกล้งแล้วรีบควบคุมจักรยานให้กลับมาวิ่งตรงทางดังเดิมก่อนจะพูดเสียงกลั้วหัวเราะ
“มึงนี่พอเหล้าเข้าปากแล้วลามปามไม่หยุดจริงๆ นะไอ้อั๋น” เสียงของเด่นดังขึ้นหลังจากตั้งหลักได้อีกครั้ง
“เฮ้อเล่นกับหมา หมาเลียปากจริงๆ สินะกู”
คนที่ซ้อนท้ายได้ยินดังนั้นก็หัวเราะคิกคัก
“อ้าว!พี่ว่าผมเป็หมางั้นเหรอ!” เขาแกล้งทำเสียงสูง
“ได้...ถ้างั้นระวังตัวให้ดีเดี๋ยวผมจะะโไปเลียปากพี่จริงๆ ด้วย ระวังไว้ให้ดีเถอะ!” เขาแกล้งขู่กลับไป พลางโน้มตัวไปข้างหน้าจนแผงอกแนบชิดกับแผ่นหลังกว้างของเด่นััได้ถึงไอร้อนจากผิวเนื้อและกล้ามเนื้อที่เกร็งขึ้นเล็กน้อย
“เงียบไปเลยไอ้สัส!” ร่างสูงสบถด่าเบาๆ แต่ก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้
สองล้อคันเก่ายังคงปั่นต่อไปอีกเล็กน้อยจนในที่สุดก็มาถึงที่หมาย...หน้าร้านขายของชำของยายเพ็ญซึ่งเป็เกาะแห่งแสงสว่างเพียงแห่งเดียวในความมืดแถบนี้
“ยายเพ็ญ! ยายเพ็ญเว้ย! อย่าเพิ่งปิดร้านหนีผมสิยาย!”
เ้าของเสียงทุ้มรีบะโเสียงดังลั่นเมื่อเห็นว่าประตูไม้บานเฟี้ยมเก่าๆกำลังจะถูกเลื่อนปิด เขาเบรกรถจักรยานอย่างแรงแล้วะโลงจากรถวิ่งเข้าไปในร้านทันทีโดยไม่ได้สนใจคนที่นั่งซ้อนท้ายอยู่เลยสักนิด
“เชี้ย! ไอ้พี่เด่น!”
คนที่ถูกทิ้งไว้บนรถถึงกับร้องเสียงหลงเขาต้องรีบเอาขาทั้งสองข้างยันพื้นประคองรถที่กำลังจะล้มไว้ได้ทันท่วงทีก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก พร้อมกับบ่นอุบอิบอยู่คนเดียวพลางกวาดตามองไปรอบๆร้านอย่างอยากรู้อยากเห็น
“ไอ้สัสอั๋น! มึงจะนั่งทำพระแสงอะไรอยู่ตรงนั้น! รีบเข้ามาช่วยกูหิ้วเร็วๆ เข้า!”เสียงของเด่นลอยออกมาจากข้างในร้านหลังเข้าไปได้ไม่นานนัก
“ไปแล้วพี่” เด็กหนุ่มรีบตบขาตั้งจักรยานลงอย่างลวกๆแล้ววิ่งพรวดเข้าไปในร้าน กลิ่นอับๆของของชำนานาชนิดผสมกับกลิ่นฝุ่นและสบู่ลอยมาปะทะจมูกทันทีที่ก้าวเข้าไป
“เอ้า! ยายก็นึกว่าไอ้เดียวมันซ้อนท้ายมาด้วยซะอีก”
เสียงแหบๆของยายเพ็ญเ้าของร้านดังขึ้นคุณยายร่างเล็กถอดแว่นสายตาอันคร่ำคร่าออกมาเช็ดกับชายเสื้อคอกระเช้าแล้วยกขึ้นสวมใหม่ก่อนจะเพ่งมองไปยังผู้มาเยือนคนใหม่อย่างพินิจพิเคราะห์
“แล้วนี่...ลูกเต้าเหล่าใครกันล่ะเนี่ยเราหน้าตาไม่คุ้นเลย”
“ผมอยู่บ้านใต้น่ะครับยาย” เด็กหนุ่มรีบเดินเข้าไปพลางมองไปยังร่างสูงตรงหน้า
“พอดีว่าผมมาเล่นเกมอยู่บ้านไอ้เดียวมันน่ะครับแล้วก็โดนพี่เด่นลากออกมาเป็เพื่อนซื้อของ”เขาอธิบายพลางเหลือบสายตาไปที่ถุงพลาสติกใบใหญ่บนเคาน์เตอร์และเมื่อเห็นขวดแก้วสีชาที่เย็นจัดจนมีหยดน้ำเกาะอยู่ข้างขวด ทันใดนั้นดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้างขึ้นทันที
“โหพี่! นี่มันเบียร์นี่หว่า!”
เสียงใสๆอุทานออกมาอย่างตื่นเต้น
“ตายๆๆตีกันมันส์แน่คืนนี้!” แม้ปากจะพูดเหมือนไม่ค่อยอยากจะดื่มเท่าไหร่แต่ในใจจริงกลับกำลังโห่ร้องด้วยความดีใจ เพราะเด็กหนุ่มในวัยเช่นเขา เหล้าขาวนั้นไม่ถนัดแต่ถ้าเป็เบียร์ย่อมสู้ตาย
“เื่มากซะด้วยนะมึง”คนที่เพิ่งจ่ายเงินเสร็จหันมาบ่นพึมพำใส่เพื่อนรุ่นน้อง
“กินๆเข้าไปเถอะ เหล้าขาวที่ร้านหมดพอดี”
ยายเพ็ญยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู
“เหล้าขาวน่ะพรุ่งนี้นู่นล่ะเขาถึงจะเอามาส่งให้ วันนี้ก็ซดเบียร์กันไปก่อนแล้วกันนะพ่อหนุ่มบ้านนอกแบบนี้เหล้าขาวขายดีกว่าเบียร์…”
“ก็จริงนะยาย” เด่นรีบเสริมพลางเอนตัวพิงเคาน์เตอร์อย่างสบายๆ
“ผมไปเรียนอยู่กรุงเทพฯตั้งหลายปี แทบไม่เคยเห็นใครเขากินเหล้าขาวแบบนี้กันเลย พอกลับมาบ้านนอกผมนี่เปรี้ยวปากอยากจะกินมาตั้งนานแล้ว”
“โหพี่! คอเหล้าขาวตัวจริงเลยนี่หว่า!” อั๋นพูดแซวขึ้นอย่างอดไม่ได้แต่ทว่าสายตาของเขานั้นกลับไม่ได้อยู่ในวงสนทนา
คนพี่สังเกตเห็นสายตาของอั๋นที่กวาดมองดูขนมบนชั้นด้วยตาเป็ประกายก็รีบพูดขึ้นมาทันที
“มึงจะแดกอะไรก็หยิบเลยเดี๋ยวกูจ่าย”