ท่ามกลางห้วงนิทราเสียงผิดปกติที่ดังขึ้นจากห้องโถงด้านนอกปลุกให้เฟิงหยางตื่นขึ้น
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านกลับมาแล้วหรือขอรับ?”
เฟิงหยางลิงโลดใจในบัดดลเขาผลุดลุกขึ้นจากเตียงแล้วก้าวออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็วแม้กระทั่งรองเท้าก็ยังลืมสวม
เมื่อเปิดประตูห้องนอนออกไปอาศัยแสงจันทร์เลือนรางที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างเฟิงหยางกลับไม่เห็นเงาของบิดามารดาทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้เขาขนหัวลุกชัน
คนผู้หนึ่งซึ่งผอมแห้งราวกับโครงกระดูกผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเขียวคล้ำและมีเขี้ยวงอกยาว กำลังยืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงดวงตาคู่นั้นที่ลุกโชนราวกับเปลวเพลิงสีครามแต่กลับไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆกำลังจับจ้องมาที่เขาอย่างไม่วางตา!!
เฟิงหยางตกตะลึงจนแทบลืมขยับตัว อ้าปากค้างหมายจะกรีดร้องออกมาตามสัญชาตญาณ แต่แล้วพลันรู้สึกว่าเบื้องหน้าพร่าเลือน ร่างของคนผู้นั้นดูเหมือนจะสั่นไหวเล็กน้อยก่อนที่ในชั่วพริบตาต่อมา จะปรากฏกายขึ้นตรงหน้าเขาในระยะประชิด!
อ๊ากกก!!!!
พร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดผวาเฟิงหยางพลันเบิกตากว้าง ลุกพรวดขึ้นนั่งบนเตียง เหงื่อไหลท่วมกายหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
“ฝันนี้อีกแล้ว คืนนั้น มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ใบหน้าของเฟิงหยางซีดขาวบิดเบี้ยวด้วยความพยายามที่จะเค้นความทรงจำสองมือกำผ้าปูที่นอนไว้แน่นจนแทบจะฉีกขาด
ครู่ใหญ่ผ่านไป ลมหายใจของเฟิงหยางจึงค่อยสงบลงเขายกมือขึ้นลูบหน้าอกตามสัญชาตญาณ เมื่อััได้ว่าแหวนมิติที่คล้องคออยู่ยังคงอยู่จึงค่อยโล่งใจ
“ฝันถึงเื่นี้มานับครั้งไม่ถ้วนแต่ทุกครั้งกลับต้องสะดุ้งตื่นทันที เื่ในฝันต้องเป็เื่จริงแน่คืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ท่านพ่อต้องกลับมาแล้วแน่ๆมิเช่นนั้นคงไม่ทิ้งแหวนมิติวงนี้ไว้ให้ แต่ในเมื่อกลับมาแล้วเหตุใดจึงหายตัวไปอีก?”
เฟิงหยางสางผมอย่างหัวเสียครุ่นคิดถึงปัญหาที่ตนเองคิดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิมคือนึกอะไรไม่ออกและคาดเดาสิ่งใดไม่ได้เลย
สิบสองปีก่อน ตอนที่เฟิงหยางอายุแปดขวบบิดามารดาของเขาออกไปข้างนอกเหมือนเช่นเคยแต่กลับไม่ได้กลับมาในเวลาอันสั้นเหมือนทุกครั้ง จนกระทั่งสามเดือนให้หลังในคืนหนึ่ง เฟิงหยางก็ได้พบกับเื่ราวอันน่าสะพรึงกลัวดังเช่นในความฝันเมื่อครู่แต่รายละเอียดที่เกิดขึ้นนั้นเขากลับจำไม่ได้เลยแม้แต่น้อยความทรงจำที่ชัดเจนเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันรุ่งขึ้นตอนที่เขาตื่นขึ้นมากลางห้องโถงที่ข้าวของกระจัดกระจายในตอนนั้นนอกจากเขาแล้วก็ไม่มีใครอยู่ในบ้านอีกเลย และในมือของเขาก็กำแหวนมิติวงหนึ่งไว้แน่น
แหวนมิติวงนี้เฟิงหยางคุ้นเคยเป็อย่างดี มันคือแหวนมิติของบิดาเขาด้วยเหตุนี้เขาจึงมั่นใจว่าบิดาต้องกลับมาในคืนนั้นเป็แน่ทว่าคำถามที่ตามมากลับมีมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งเขาก็ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจมาโดยตลอด
บางที ความลับอาจซ่อนอยู่ในแหวนมิติวงนี้ด้วยเหตุนี้เองหลังจากวันนั้นเฟิงหยางจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งตำราฝึกตนระดับต่ำเล่มหนึ่งและทุ่มเทฝึกฝนด้วยตนเองอย่างยากลำบากจนมาถึงระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่หนึ่งแต่เมื่อเขาพยายามจะสำรวจแหวนมิติ ก็พบว่าบนแหวนกลับมีค่ายกลผนึกเอาไว้ทำให้เขาไม่สามารถเปิดมันออกได้เลย
ในเมื่อท่านพ่อทิ้งแหวนมิติวงนี้ไว้ให้ข้าแล้วเหตุใดจึงต้องผนึกมันไว้ ไม่ให้ข้าเปิดมันออกด้วยเล่า?
เฟิงหยางไม่อาจล่วงรู้ได้ทำได้เพียงขบฟันฝึกฝนอย่างยากลำบากต่อไป หวังว่าจะไปถึงระดับที่สูงขึ้นในเร็ววันเพื่อที่จะสามารถคลายผนึกบนแหวนและได้รับคำตอบที่้า แหวนมิติวงนี้คือความหวังทั้งหมดในการตามหาบิดามารดาของเขาเฟิงหยางจึงเห็นมันสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของตนเองเสียอีก ด้วยเหตุนี้ตอนที่แหวนถูกชิงไป เขาจึงคลุ้มคลั่งถึงเพียงนั้น
…
หลังจากนั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียงครู่หนึ่งเฟิงหยางก็ตบหน้าตัวเองแรงๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมาแล้วจึงลุกขึ้นจากเตียงเตรียมตัวออกไปข้างนอก
ครุ่นคิดไปก็ไร้ประโยชน์มีเพียงการเพิ่มพูนพลังให้เร็วที่สุดเท่านั้นจึงจะสามารถค้นหาความจริงได้
เมื่อเตรียมตัวเสร็จ เฟิงหยางก็นำศาสตราเวทสองชิ้นที่ได้มาจากหานเถี่ยเมื่อวานออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังหอศาสตราล้ำค่า
หลังจากการต่อสู้เมื่อบ่ายวานนี้กว่าเฟิงหยางจะฟื้นคืนสติจากการปรับลมหายใจก็เป็เวลาพลบค่ำแล้วเขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะไปทวงหนี้แค้นกับเฉาหยางที่หอศาสตราล้ำค่าในทันทีเพราะตอนนั้นร้านปิดแล้ว
ตอนนี้เวลายังเช้าตรู่อยู่บนถนนยังไร้ผู้คนสัญจร เฟิงหยางจึงมาถึงหอศาสตราล้ำค่าในเวลาไม่นานเขาพบว่าประตูร้านเปิดแล้ว ภายในร้านมีคนอยู่เพียงสองคน คนหนึ่งคือหลิวชุ่ย ส่วนอีกคนกลับไม่ใช่เฉาหยางแต่เป็ชายชราผู้หนึ่งในชุดผ้าไหมเนื้อดีที่ยังคงดูแข็งแรงกระฉับกระเฉง
หลิวชุ่ยเป็คนแรกที่เห็นเฟิงหยาง นางยิ้มทักทาย
“เฟิงหยาง เ้ามาแล้วรึ!ธุระด่วนเมื่อวานจัดการเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่?”
เฟิงหยางยิ้มตอบพร้อมกับพยักหน้า
“อืม เรียบร้อยแล้ว ขอบคุณที่เป็ห่วง”
พูดจบ เขาก็มองกวาดไปทั่วร้านแล้วเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
“เอ๊ะ? วันนี้พี่เฉายังไม่มาอีกหรือ?”
“เขาหรือ ยังไม่มาเลย! พูดไปก็น่าแปลกเมื่อวานบ่ายเขาก็บอกว่ามีธุระด่วนแล้วก็ลาไป วันนี้ก็ยังไม่มาอีก”
หลิวชุ่ยส่ายหน้า แล้วกระซิบเสียงเบา
“จริงสิ เมื่อวานพวกเ้าสองคนโดดงานพร้อมกันพ่อบ้านหลี่โกรธมากเลยนะ! อีกเดี๋ยวเ้าต้องระวังคำพูดหน่อยล่ะ”
ในขณะที่พูดนางก็แอบเหลือบมองชายชราที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ตรงมุมซ้ายในสุดของร้านซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาดูบัญชีอยู่
“หนีไปแล้วจริงๆ สินะ...”
ประกายตาของเฟิงหยางวูบไหว ในใจคิดว่าเป็ไปตามคาดจริงๆแล้วจึงกระซิบตอบหลิวชุ่ย
“อืม ขอบใจที่เตือนนะ”
พูดจบ เขาก็เดินตรงไปยังชายชราผู้นั้นเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม
“ท่านพ่อบ้านหลี่”
ชายชราจึงเงยหน้าขึ้นมองเฟิงหยางสีหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ เอ่ยเสียงแข็งทื่อว่า
“เมื่อวานเ้าออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่าโดดงานครึ่งวัน ตามกฎแล้ว เงินส่วนแบ่งของเดือนนี้จะถูกหักห้าส่วน”
เมื่อได้ยินคำพูดของพ่อบ้านหลี่เฟิงหยางกลับไม่มีปฏิกิริยาใดเป็พิเศษ เพียงแต่เอ่ยอย่างสงบว่า
“เมื่อวานเป็ข้าที่ทำผิดกฎของร้านเองข้าไม่มีข้อโต้แย้ง”
พ่อบ้านหลี่ผู้นี้แม้จะดูแข็งกระด้างแต่ก็ถือว่าเป็คนดีคนหนึ่ง อย่างน้อยก็ไม่เคยจงใจหาเื่เฟิงหยางอีกทั้งเมื่อวานเขาก็โดดงานจริงๆ การถูกลงโทษจึงไม่ใช่เื่แปลกอะไรยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เฟิงหยางก็ไม่ได้ใส่ใจเื่เหล่านี้อีกต่อไปแล้ว
พ่อบ้านหลี่เหลือบมองเฟิงหยางอย่างประหลาดใจเล็กน้อยแล้วพยักหน้า
“อืม เช่นนั้นก็ไปทำงานเถอะ”
เฟิงหยางกลับไม่ได้จากไปในทันทีเขาวางห่อผ้าในมือลงบนเคาน์เตอร์ตรงหน้าพ่อบ้านหลี่ แล้วเอ่ยว่า
“ท่านพ่อบ้านหลี่อันที่จริงเมื่อวานข้าไปพบสหายผู้หนึ่งมา เขาฝากข้าให้ช่วยจัดการศาสตราเวทให้หลายชิ้นข้าดูแล้ว สองชิ้นเป็ศาสตราเวทระดับต่ำ อีกหนึ่งชิ้นเป็ศาสตราเวทระดับกลาง กระบี่สั้นเป็ของใหม่ส่วนอีกสองชิ้นสภาพดีประมาณเจ็ดส่วน ข้าคิดว่าน่าจะรับซื้อได้ในราคาหินิญญาระดับต่ำยี่สิบห้าก้อนท่านว่าอย่างไรขอรับ?”
“โอ้?”
พ่อบ้านหลี่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเปิดห่อผ้าออกหยิบศาสตราเวททั้งสามชิ้นขึ้นมาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า
“ศาสตราเวทระดับกลางประเภทเกราะป้องกันไม่เลวเลย กระบี่สั้นเล่มนี้แม้จะเป็ศาสตราเวทระดับต่ำ แต่ก็เป็ของใหม่จริงๆ อืมได้ เ้าไปเบิกหินิญญายี่สิบห้าก้อนได้เลย”
ได้ยินดังนั้นสีหน้าของเฟิงหยางก็ฉายแววยินดี
“ขอบคุณท่านพ่อบ้านหลี่”
...
เมื่อมาถึงหลังเคาน์เตอร์ของตน เฟิงหยางก็หยิบหินิญญายี่สิบห้าก้อนจากลิ้นชักเก็บหินิญญาด้านล่างออกมาเก็บไว้จากนั้นจึงแสร้งทำเป็ตรวจสอบศาสตรามือสองในตู้จัดแสดงแต่ในใจกลับกำลังวางแผนขั้นต่อไป
ที่เขาต้องขายศาสตราเวทสองชิ้นของหานเถี่ยและกระบี่สั้นของตนเองไปเมื่อครู่นั้นก็เพราะเป็สถานการณ์ที่จำใจต้องทำหากรอให้ซ่อมแซมเกราะป้องกันและสนับมือจนสมบูรณ์แล้วจึงนำไปขายย่อมต้องได้ราคาสูงกว่านี้เป็แน่ แต่ตอนนี้เฟิงหยางไม่มีแม้แต่หินิญญาที่จะซื้อวัตถุดิบจึงทำได้เพียงขายมันออกไปก่อน
ต่อให้มีฝีมือดีเพียงใดแต่หากขาดซึ่งวัตถุดิบก็ไม่อาจสร้างสรรค์ผลงานได้แม้ว่าวิชาซ่อมแซมจะสามารถสร้างผลประโยชน์มหาศาลได้แต่ก็ต้องมีทุนรอนเริ่มต้นเช่นกัน!
บัดนี้ หินิญญาระดับต่ำยี่สิบห้าก้อนนี้ก็ถือเป็ทุนก้อนแรกในการสร้างตัวของเฟิงหยางแล้ว
สิ่งต่อไปที่ต้องทำคือ การรับซื้อศาสตราที่ชำรุดและวัตถุดิบนำศาสตรามาซ่อมแซมแล้วขายออกไป ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ก็น่าจะพอหาหินิญญาได้บ้างจากนั้นก็ค่อยรับซื้อศาสตราที่ชำรุดและวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ซ่อมแซมแล้วขายต่อไป
เฟิงหยางราวกับเห็นภาพหินิญญานับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าทับถมจนมิดร่างของเขา
...
ศาสตรามือสองเบื้องหน้าเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วสภาพดีประมาณหกถึงเจ็ดส่วนกำไรดูเหมือนจะไม่มากนักแผนของเฟิงหยางคือการซื้อศาสตราที่เสียหายแปดถึงเก้าส่วนในราคาที่ต่ำมากเพื่อให้ใช้ต้นทุนน้อยที่สุดและได้กำไรสูงสุด
ศาสตราที่เสียหายแปดถึงเก้าส่วนนั้นโดยพื้นฐานแล้วก็ใกล้จะหมดสภาพแล้ว หรืออาจจะใช้เป็ศาสตราแบบใช้แล้วทิ้งได้เท่านั้นแทบจะไม่มีใคร้า ส่วนใหญ่แล้วมักจะกลายเป็ของสะสมของคนที่มีรสนิยมแปลกๆ
หากพูดถึงศาสตราประเภทนี้ อันที่จริงในหอศาสตราล้ำค่าก็มีอยู่เช่นกันมันถูกเก็บไว้ในตู้จัดแสดงเล็กๆ ข้างๆ พ่อบ้านหลี่ นานๆ ครั้งจึงจะมีนักสะสมที่เป็คนธรรมดาแวะเวียนมาดูพวกเขาไม่สามารถเป็ผู้ฝึกตนได้ แต่การได้เก็บสะสมศาสตราที่ผู้ฝึกตนเคยใช้ก็พอจะสนองความปรารถนาเล็กๆ ของตนเองได้
ทว่า เฟิงหยางกลับไม่คิดที่จะซื้อจากในร้านเพราะเขานึกหาข้ออ้างดีๆ ไม่ได้สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจไปรับซื้อที่ตลาดเสรีทางตะวันออกของเมืองแทน