"ท่านแม่..!! ท่านแม่มาช่วยพวกเราแล้วท่านย่าเห็นหรือไม่" เวิ่นกวงดวงตาเบิกกว้างพร้อมกับรอยยิ้มแห่งปลื้มปีติ ที่ได้เห็นมารดาคนงามของมันปรากฏกายออกมาช่วยเอาไว้ ทว่า…กุ้ยอิงนั้นกลับมิได้แสดงความตื่นเต้นดีใจ ที่ได้พบเวิ่นกวงกับลิ่วเหนียง สีหน้านางนั้นดูเคร่งขรึม เย็นชาเป็นที่สุด ทั้งนี้คงเป็นเพราะเรื่องอุบาทว์บัดสีในคืนนั้น ที่เกิดขึ้นกับนาง และบุตรชายเป็นแน่
ซึ่งพอเวิ่นกวงเห็นสีหน้าของ มู่กุ้ยอิงมารดาของมันเป็นแบบนั้น รอยยิ้มแห่งความสุขก่อนหน้าก็พลันหายไปจนหมด
"ทะ…ท่านแม่…"
กุ้ยอิงมองมาที่บุคคลทั้งสองด้วยแววตาที่ดุดัน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ทั้งสองรีบใส่เสื้อผ้าเถิด เมื่อเสร็จแล้ว พวกเราจะได้เดินทางกลับจวนสกุลหยางกัน"
พอเวิ่นกวง กับ ลิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นทั้งสองก็พยักหน้าอย่างแช่มช้า ก่อนจะรีบหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่ แม้แต่ตอนที่เวิ่นกวงแต่งกาย มันก็ยังแอบมองกุ้ยอิงอยู่เป็นระยะ ครั้นอยากจะเอ่ยปากขอโทษ หรืออยากจะพูดคุยเล่ยเหมือนเมื่อก่อน มันก็ไม่กล้าแม้แต่น้อย สีหน้าท่าทางเย็นชาของกุ้ยอิงนั้น ทำเอามันรู้สึกขนลุก ประหนึ่งว่ากุ้ยอิงยามนี้ ไม่ต่างจากภูเขาไฟที่พร้อมจะระเบิดปะทุได้ตลอดเวลา คงจะเป็นการดีกว่า หากรอให้จิตใจของนางเย็นลงกว่านี้ นี่คือสิ่งที่เวิ่นกวงครุ่นคิดอยู่ภายในใจ
"ขะ…ข้า กับท่านย่าแต่งตัวเสร็จแล้ว"
"ดี เช่นนั้นพวกเราก็ออกเดินทางเถอะ"
กุ้ยอิงเอ่ยสั้น ๆ ก่อนจะเดินนำไปอย่างไม่ไยดี ซึ่งก่อนที่เวิ่นกวงจะก้าวเท้าตามมารดา มันก็ได้หันไปสบตากับลิ่วเหนียงอยู่ชั่วขณะ คล้ายอยากจะถามว่าควรทำเช่นไรดี ซึ่งอย่างลิ่วเหนียงก็ระบายยิ้มตอบมันเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
"ยามนี้ปล่อยนางไปก่อนเถิด เจ้าอย่าพึ่งใจร้อน ย่าเคยบอกแล้วใช่หรือไม่"
"ขอรับท่านย่า ข้าจำได้แต่ว่า…."
"ไม่มีคำว่าแต่ เรื่องเช่นนี้ต้องใช้เวลาเป็นยารักษาบาดแผลเท่านั้น เจ้าทำอันใดมิได้ ถึงจะทรมานก็ต้องอดทน เข้าใจไหมเวิ่นกวง"
คำปลอบโยนของหยางลิ่วเหนียงฟังดูเหมือนง่าย แต่กลับทำได้ยากยิ่งนัก ทว่า….เวิ่นกวงนั้นก็มิมีทางเลือกอื่นมากนอกจาก ทำอย่างที่ย่าของมันกล่าว
เมื่อสองย่าหลานสนทนากันเสร็จ ทั้งสองจึงรีบก้าวเท้าตามกุ้ยอิงไปติด ๆ แต่ดูเหมือนเรื่องราวเลวร้ายจะยังไม่จบ ไม่สิ้น เมื่อ จู่ ๆ ร่างของเจ้าหยวนเกา ที่น่าจะกลายเป็นศพไร้วิญญาณไปแล้ว กลับขยับเขยื้อนขึ้น มือที่สั่นเทิ่มของมันล้วงสอดเข้าไปในอกเสื้อก่อนจะหยิบของสิ่งหนึ่งออกมา
"แม้น…แม้นวันนี้ข้ากับน้องเล็ก จะต้องตายกลายเป็นผี…แต่ก็ขอทำให้เจ้าตายทั้งเป็น ต้องอยู่อย่างอัปยศอดสู สู้หน้าผู้ใดในแผ่นดินไม่ได้ไปตลอดชีวิต เข็มพิษ โลหิตราคะต้องห้าม..!"
หยวนเกาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่นเบาคล้ายจะขาดใจ ก่อนที่มันจะรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้ายซัดเข็มพิษในมือ พุ่งแหวกอากาศตรงมาที่ หยางลิ่วเหนียง ทว่า….เวลานั้น มิรู้เป็นโชคดี หรือโชคร้ายกันแน่ ที่เจ้าเวิ่นกวง บังเอิญหันมาเห็นเข้าพอดี
"ท่านย่าระวัง…!!"
เวิ่นกวงส่งเสียงร้องดังลั่น ก่อนที่มันจะพลันพุ่งเอาตัวไปขวางไว้ ที่มิได้ใช้กระบี่สกัดเพราะเข็มพิษพุ่งมาไว แถมกระชั้นชิดมาก บวกกับมันคิดว่าภายในร่างของตนมีภูมิต้านทานพิษเวิ่นกวงจึงมองว่า อย่างมากก็คงจะแค่บาดเจ็บเล็กน้อย เดินลมปราณขับพิษสักัพกก็น่าจะหาย ทว่า…ดูเหมือนมันจะคาดการณ์ผิดไปถนัด...และเหตุการณ์นี่เอง ที่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนอันใหญ่หลวง ในชีวิตของมันไปตลอดกาล
เข็มพิษเล่มเล็กพุ่งเข้าปักร่างของเวิ่นกวง แถว ๆ บริเวณหน้าอก ก่อนที่ความเจ็บปวดจะพลันแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของมันอย่างรวดเร็ว
"มะ…ไม่จริง นี่..นี่…มันเกิดอันใดขึ้น ทำไมร่างกายข้าถึงร้อนราวกับถูกไฟเผาเช่นนี้ พิษ...ของมันไม่น่าจะมีผลกับ อ้ากกก….กกก..!"
เวิ่นกวงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างยิ่งยวด ก่อนจะใช้สองมือของมันเกาะกุมที่หน้าอก และทรุดเข่าลงกับพื้น สิ่งที่เห็นรอบกายเริ่มดูพร่าเลือนไปหมด จากนั้นทุกอย่างก็พลันค่อย ๆ มืดลง สิ่งสุดท้ายที่มันเห็นก็คือ ร่างงดงามของกุ้ยอิงที่กำลังใช้กระบี่ปลิดชีพเจ้าหยวนเกาอีกครั้ง แม้นว่าเจ้าโจรราคะจะขาดใจตายไปตั้งแต่ซัดเข็มพิษออกมาแล้วก็ตาม จากนั้นเสียงของหยางลิ่วเหนียงก็ร้องดังขึ้นด้วยความตกใจ
"เวิ่นกวง…! เวิ่นกวง..! ได้ยินย่าหรือไม่ ตอบย่าหน่อยเวิ่นกวง…!!"
และนั้นคือเสียงเรียกสุดท้าย จากหยางลิ่วเหนียงท่านย่าคนงามของมัน…
"......."
"...ข้าอยู่ใด..? เกิดอะไรขึ้น..? ข้าตายแล้วกระนั้นรึ…ท่านแม่ ท่านย่า พวกท่านอยู่ที่ใดช่วยข้าด้วย"
ท่ามกลางความมืดมิดรอบกาย เวิ่นกวงงุนงง สับสนว่าตัวมันอยู่ที่ไหนกัน ส่งเสียงร้องเรียกผู้ใดก็ไม่มีใครขานรับแม้แต่คนเดียว ทว่า…ไม่นานนักสายตาของเวิ่นกวงก็พลันเห็นแสงสว่างร่ำไรอยู่ตรงหน้า มันจึงรีบก้าวเท้าพุ่งตรงไปอย่างรวดเร็ว…
จากนั้นเวิ่นกวงจึงเริ่มรู้สึกตัวอีกครั้ง ทว่า..ร่างกายของมันนั้นหนักอึ้ง ดวงตายังมองเห็นรอบกายไม่ชัด แต่ก็พอจะรับรู้ได้ว่า สถานที่แห่งนี้ คือห้อง ห้องหนึ่งในจวนสกุลหยาง จากนั้นหูสองข้างก็เริ่มได้ยินคนสองคนกำลังสนทนาบางอย่างกัน เสียงหนึ่งคือ มู่กุ้ยอิงมารดา ส่วนอีกเสียงนั้นมันไม่คุ้นหูแม้แต่น้อย
"แม่นางมู่ ท่านอย่าได้กังวลไปเลย ยามนี้บุตรชายของท่านพ้นขีดอันตรายแล้ว เพียงแต่ว่า……"
"แต่อันใดท่านหมอลี่ โปรดบอกข้ามาเถิด"
"เฮ้ออออ…..อออออ ข้าเป็นหมอมาร่วมสี่สิบกว่าปี ศึกษาตำราสมุนไพร ตำรายาพิษมาก็ไม่น้อย มิคาดคิดเลยว่า จะได้พบเข้ากับผู้ที่ใช้พิษอุบาทว์ชั่วช้าชนิดนี้"
"พิษอุบาทว์อันใด" กุ้ยอิงเอ่ยถาม
"ท่านฟังแล้วอย่าตกใจไปล่ะ เจ้าพิษชนิดนี้ว่ากันว่า มันสร้างขึ้นมาจาก เลือดของมนุษย์กำเนิดจากการร่วมประเวณีกันเองในสายเลือดเดียวกัน สิบสองคน ผสานร่วมเข้ากับสมุนไพรราคะต้องห้ามอีกหกสิบเก้าชนิด…การจะถอนพิษให้หายขาดมีอยู่สองวิธี หนึ่ง ใช้สมุนไพรราคะเหล่านั้นมาปรุงยา ทว่า….น่าเสียดายยิ่งนัก ที่พวกมันนั้นสูญพันธุ์ไปหลายร้อยปีแล้ว จึงเหลือแต่วิธีที่สองแต่ข้าเกรงว่า….."
ชายที่ชื่อหมอลี่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ก่อนที่จะนิ่งเงียบไป มู่กุ้นอิงจึงกล่าวถามขึ้นด้วยท่าทางร้อนรน
"เกรงอันใดท่านหมอ บอกข้าเถิดไม่ว่าจะวิธีไหน ข้าก็ต้องรักษาเขาให้ได้
พอหมอลี่ได้ยินเช่นนั้น มันก็ถอดทอนหายใจยาว ๆ ก่อนจะพ่นลมออกมา และเอ่ยขึ้น
"ผู้ที่มีสายเลือดเดียวกันกับผู้ถูกพิษ จะต้องสมสู่กับเขาเป็นจำนวนหกสิบเก้าครั้ง หากไม่ทำเช่นนั้นแล้ว ทุก ๆ เจ็ดวัน ผู้ถูกพิษจะอาการกำเริบเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส แม้นจะไม่ถึงตาย แต่ข้าว่า ตายไปเสียยังจะสบายกว่า…เฮ้อออออ..อออ ช่างน่าสงสารบุตรชายของท่านเสียจริง"
พอมู่กุ้นอิงได้ฟังนางก็นิ่งอึ้งไป นี่มันเคราะห์กรรมเลวร้ายอันใด ไฉนถึงได้มาเกิดกับเวิ่นกวงกัน ยามนี้นางรู้สึกเจ็บปวดทรมานยิ่งกว่า บุตรชายที่นอนอยู่บนเตียงเสียอีก แต่จะให้ถอนพิษด้วยวิธีที่สองคงเป็นไปไม่ได้ ฝันร้ายครั้งก่อนจะคงตามหลอกหลอนนางไม่เลิก ทุกคราที่นางหลับ กุ้ยอิงจะเห็นภาพของหยางจงเป่าสามีเสมอ และนั้นเองที่ทำให้กุ้ยอิงต้องกลายเป็นคนเย็นชาเมื่อได้พบกับเวิ่นกวง
กุ้ยอิงยืนกำหมัดก้มหน้าอยู่สักพักใหญ่ ก่อนที่นางจะเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยถาม หมอลี่
"เรียนถามท่านหมอ ที่บอกว่าสมุนไพรเหล่านั้นสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว ท่านจะพอจะทราบหรือไม่ว่า เมื่อก่อน พวกมันเคยขึ้นอยู่แถวไหน"
"แม่นางมู่คิดจะไปตามหาพวกมันจริง ๆ ด้วยสินะ ข้าก็นึกอยู่แล้ว เพราะคงใช้วิธีแรกรักษาไม่ได้ เอาเถิดข้าขอเวลากลับไปค้นหาบันทึกที่บ้านสักสองสามวัน เมื่อพบแล้ว ข้าจะรีบนำมันมาให้ท่าน"
"กุ้ยอิงขอบพระคุณท่านหมอมาก ๆ "
"ไม่ต้องขอบอกขอบใจข้าหรอก สมัยก่อนหากไม่ได้ท่านไท่จินเมตตาช่วยเหลือ ปานนี้ข้าคงตายไปนานแล้ว เรื่องแค่นี้เล็กน้อย เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน"
"งั้นข้าจะไปส่งที่หน้าจวน"
เมื่อทั้งสองสนทนากันจบจึงพากันออกจากห้องไปโดยปล่อยให้หยางเวิ่นกวง นอนสะลึมสะลืออยู่บนเตียง มันได้ยินทุกอย่าง แต่ก็มิมีแรงที่จะเปล่งเสียงออกมาห้ามกุ้ยอิงแม้แต่น้อย ด้วยที่เวิ่นกวงคาดเดาว่า สถานที่ที่สมุนไพรเหล่านั้นเคยอยู่ย่อมไม่ใช่ที่ปลอดภัยแน่ ๆ และ มันคงไม่ยินยอมให้มารดาต้องเสี่ยงไปในที่แบบนั้นตามลำพัง..
จบบทที่ 41