เมื่อทูน่ารู้ตัวว่าตนกำลังหลงไปกับอีกฝ่าย ก็กลับมาชักสีหน้าใส่ทันที
"เด็กหน้าตาหน้าเกลียดแบบนั้น ให้เข้ามาในรั้วขุนนางได้ยังไงกัน ! "
"เดี๋ยวเถอะทูน่า พูดจาให้มันดี ๆ หน่อย ! "
อัลมอนด์นำมือท้าวเอวก่อนจะเข้าไปดุน้องสาวผู้ปากร้าย
“แล้วมันจะทำไมคะ บ้านนี้ก็ของหนู พี่ไม่มีสิทธิ์เถียง ! ”
ทูน่าเริ่มชักสีหน้าอีกครั้งจนอัลมอนด์โกรธเืขึ้นหน้า
“เอาเป็ว่า ใจเย็น ๆ กันก่อนนะ”
นารุคามิเอ่ยขึ้นก่อนจะตบหลังอัลมอนด์เบา ๆ ดับตุบ ๆ พร้อมกับส่งยิ้มอ่อน ๆ ไปทางทูน่าตัวน้อย
“เอาล่ะเ้าตัวน้อย”
นารุคามิยิ้มไปที่ทูน่าอย่างเอ็นดู แม้ว่าทูน่าจะทำกิริยาไม่ดีกับเธอ แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร กลับกันเธอรู้สึกเอ็นดูมากกว่า เพราะเด็กแบบนี้มักจะมีปม้าการยอมรับ ซึ่งนารุคามิพบเจอคนแบบนี้มานักต่อนัก
“ใครเ้าตัวน้อยกันฮะ ! ”
ทูน่านำมือเท้าเอวก่อนที่จะชักสีหน้าบึ้งตึงไปทางนารุคามิ จะว่าไปั้แ่ที่เธอเข้ามาก็ไม่เห็นคนใช้หรือพ่อบ้านเลย บางทีพวกเขาอาจจะทนกับกิริยาของทูน่าไม่ไหวจึงลาออกไปแน่ ๆ นารุคามิจึงถามอ้อม ๆ
“ั้แ่เข้ามาไม่เห็นคนใช้หรือพ่อบ้านเลยนี่นา”
“พ่อบ้านหรือคนใช้ไม่จำเป็ค่ะ มีเวทมนตร์แล้วต้องใช้ให้เป็ประโยชน์สิคะ”
จากคำพูดที่อัลมอนด์ตอบ ก็จริงที่เวทมนตร์มันมีประโยชน์หลายด้าน จนทำให้ไม่อยากจ้างพ่อบ้านหรือแม่บ้านมาทำความสะอาด ตัดข้อที่บอกว่า ‘ทนกับกิริยาของทูน่าไม่ไหว’ ออกไปได้
นารุคามิจึงคิดไอเดียดี ๆ ออกมาได้จึงฉีกยิ้มกว้าง
“เอาล่ะ ถึงจะทะเลาะกันก็ไม่มีประโยชน์หรอกน่ะ เรามาเล่นคำถามเชาว์ปัญญากันดีกว่า ถ้าเธอตอบไม่ได้ฉันจะอยู่บ้านหลังนี้ แต่ถ้าเธอตอบได้ฉันก็จะออกไป โอเครไหม ? ”
“ท่านพี่…”
อัลมอนด์ทำสีหน้ากังวล หางตาตกมาทางนารุคามิ
“ไม่ต้องห่วง คำถามนี้ขนาดเทพเ้าระดับจักรวาลยังตอบไม่ได้เลย”
“ไหนลองดูซิ คำถามมันจะยากแค่ไหนกันเชียว”
ทูน่าตัวน้อยกอดอกก่อนจะมองด้วยหางตามาทางนารุคามิ ด้วยสีหน้าที่มั่นใจว่าตัวเองก็ต้องตอบได้แน่นอน เด็กคนนี้เอาความมั่นใจที่เหลือล้นมาจากไหนในการท้าทายเทพเ้าที่อยู่มามากกว่าล้าน ๆ ปีได้ละเนี่ย
นารุคามิกระแอมเบา ๆ ก่อนที่จะเอ่ยคำถามออกมา
“ในการเดินทางอันยาวนานของจักรวาล ซึ่งเต็มไปด้วยอนุภาคที่ก่อกำเนิดดวงดาวและห้วงอวกาศอันว่างเปล่า สิ่งใดคือศูนย์กลางของการรับรู้ทั้งหมด เสมือนแสงสว่างที่เงียบสงบจากภายใน เป็ที่ซึ่งประสบการณ์จากทุกชีวิตที่ถูกเก็บเกี่ยวไว้ แปรเปลี่ยนเป็ความเข้าใจ และเป็ผู้รับผิดชอบเพียงหนึ่งเดียว ที่ผ่านเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ ซึ่งไม่สามารถััหรือวัดค่าได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ แต่เป็พื้นฐานที่สุดของความเป็ตัวเราและชี้นำการกระทำของเรา สิ่งนั้นคืออะไร ? ”
ทันทีที่นารุคามิถามจบ อัลมอนด์และทูน่าก็ทำสีหน้างงงวยและชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับว่าสมองอันน้อยนิดกำลังประมวลผล
“คำถามยาก ๆ คนบ้าที่ไหนจะตอบได้กันเล่า ! ”
ทูน่าเริ่มเหงื่อไหลก่อนจะหันหน้าไปทางอื่น
“ตอบไม่ได้ล่ะสิ งั้นฉันขออยู่บ้านหลังนี้แล้วกันน้า”
“ใครจะไปยอมกันเล่า ! ฉันขอตอบ ขอตอบว่าสิ่งนั้นก็คือสมองไงเล่า ถ้าใครตอบข้อนี้ไม่ได้ล่ะก็ไปเกิดใหม่ซะ ! “
ทูน่าเริ่มพูดจาลนลาน ราวกับจะบอกว่าตนเองนั้นเก่งที่สุดอย่างไงอย่างงั้น นารุคามิยิ้มบาง ๆ ก่อนที่จะเอ่ยด้วยเสียงอันอ่อนนุ่มว่า
“นั่นสินะ มันเป็คำถามที่ต้องตีความ ไม่ใช่ว่าใครตอบไม่ได้ต้องไปเกิดใหม่นะ แต่ต้องตีความเชิงลึกยังไงล่ะ”
ทูน่าเริ่มโกรธจนเืขึ้นหน้าก่อนจะขึ้นเสียงใส่
“ตีความบ้าบออะไรกัน คำตอบก็คือสมอง !!! ”
นารุคามิปรบมือเบา ๆ พลางเอ่ย “ผิดจ้า”
“จะผิดได้ไง !! ”
น้ำตาใส ๆ เริ่มคลอออกจากดวงตาสีแดงฉานของทูน่าตัวน้อย
“คำถามนี้ง่ายมาก จากคำถามให้จับใจความของคำว่า ‘ศูนย์กลางของการรับรู้ทั้งหมด’ และ ‘แสงสว่างที่เงียบสงบจากภายใน’ สิ่งนั้นก็คือดวงจิตของเรานั่นเอง”
ทันทีที่นารุคามิพูดจบทั้งสองก็ทำสีหน้าเจื่อนราวกับสมองกำลังประมวลผลกับคำถามที่ยากมาก
“แต่เก่งมากเลยนะที่ตอบว่า ‘สมอง’ เพราะคำถามนี้มันสามารถตีความไปได้แบบนั้นได้เช่นกัน แต่ถ้าเอาที่ถูกต้องที่สุดก็คือดวงจิตของเรานั่นเอง เพราะดวงจิตของเรานั้นเปรียบเสมือนศูนย์กลางของแสงสว่างในตัวเราและแสงสว่างนั้นก็นำพาเราออกมาจากจุดใดจุดหนึ่งของชีวิต”
“ท่านพี่ มันยากเกินไปแล้วนะ”
อัลมอนด์ชะงักกับคำถามนั้นก่อนที่จะเกาหัว
“คำถามนี้ตบนักวิชาการอีโก้สูงไปหลายคนแล้วล่ะ”
“เป็ไปไม่ได้ ฉันไม่ยอม ! ”
ทันใดนั้นเอง ทูน่าก็เริ่มไม่พอใจกับคำถามที่ตนเองไม่สามารถตอบได้ จึงใช้เวทไฟสร้างลูกบอลเพลิงขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่นารุคามิที่อุ้มทารกน้อยไว้อยู่
“ไปตายซะ ! ”
“ท่านพี่ ! ”
ลูกไฟนั้นพุ่งออกมาอย่างรวดเร็วด้วยความร้อนที่มากถึงหนึ่งล้านองศา แม้ว่าอัลมอนด์จะพยายามเข้ามาช่วย แต่ไม่ทันการณ์ ลูกบอลไฟนั้นพุ่งเข้าใส่ตัวนารุคามิอย่างจังจนะเิเสียงดังลั่น !
“ตู้มมมมมม !! ”