“ใครบังอาจมาบุกจวนเย่? ส่งบัตรเชิญมาซิ”
“เอ่อ? นี่มิใช่อัจฉริยะฉู่ผู้ยิ่งใหญ่หรอกหรือ?ไม่กล้าออกมาสู้หน้าผู้คนตั้งสามเดือน ไฉนวันนี้มีเวลามาจวนเย่ของพวกข้ากันเล่า?ฮึๆ”
ฉู่เหินผู้ยังไม่ได้เหยียบย่างเข้าประตูใหญ่บ้านเย่ถูกองครักษ์หน้าประตูทั้งสองขวางไว้เสียก่อน
เมื่อทั้งสองมองเห็นชัดเจนว่าคนเบื้องหน้าคือฉู่เหินต่างก็เผยความดูถูกเหยียดหยามไม่ปิดบัง น้ำเสียงที่พูดก็แสนจะเสียดแทง
ใบหน้าหล่อเหลาของฉู่เหินแสนเรียบนิ่งไร้อารมณ์ใดๆ เขาอ้าปากเอ่ยนิ่ง
“ข้ามาเพื่อเข้าร่วมการทดสอบสำนักยุทธวายุจักรพรรดิ”
น้ำเสียงและกิริยาเรียบนิ่ง ไม่ยินดียินร้าย
องครักษ์ทั้งสองสบตากัน แล้วจึงหัวเราะร่าสามหาวโดยมิได้นัดหมาย เสียงหัวเราะหยามเป็ที่สุด
“ฮ่าๆๆๆ ทดสอบ? ข้าว่านะอัจฉริยะฉู่ผู้ยิ่งใหญ่ท่านยังฝันอยู่กระมัง!” องครักษ์ฝั่งซ้ายเปลี่ยนเื่ตวาดเสียงต่ำ “ไสหัวไปให้พ้นหน้าพวกเราเดี๋ยวนี้ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่สวะควรมา!!!”
ยามนี้เทียบอดีตมิได้ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!
หากเป็เมื่อสามเดือนก่อนองครักษ์คนใดก็ตามของตระกูลเย่พบเห็นฉู่เหินเป็ต้องต้อนรับตามมารยาท แต่บัดนี้ แม้เป็ชาวเมืองธรรมดาของเมืองหลินเหยียนต่างก็เห็นฉู่เหินเป็เหมือนเช่นสวะข้างถนน
ฉู่เหินทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นคำเหน็บแนมถากถางของทั้งสอง เพียงก้าวอาดๆจะข้ามธรณีประตูไปเอง
“ฮึ สวะฟังภาษาคนไม่รู้เื่หรือไรวะ?”
องครักษ์ข้างขวาย่นคิ้ว เงื้อหมัดหนักเหมือนกระสอบทรายไปที่หน้าของฉู่เหิน“วันนี้ข้าว่าสวะเช่นเ้าได้ถูกหามกลับไปแน่!”
ฉู่เหินดวงตาวาว เสียงปึ้งดังแว่วหมัดองครักษ์หยุดอยู่ห่างจากหน้าฉู่เหินไปสิบมิลลิเมตรเสียอย่างนั้นฝ่ามือฉู่เหินตะครุบข้อมือฝ่ายตรงข้ามไว้ได้อย่างแม่นยำ
‘อะไร?’
องครักษ์ผู้นั้นใฉับพลัน จะเปลี่ยนท่าจู่โจมอีกครั้ง แต่กลับได้ยินเสียงกร๊อบขึ้นมาเขาถูกหักแขนบิดเบี้ยวไปในชั่วพริบตาเดียว
เสียงกรีดร้องยังไม่ทันเล็ดรอดออกจากปาก ฉู่เหินเงื้อมือตบหน้าไปฉาดหนึ่ง
เพียะ!
องครักษ์ลอยละลิ่วปลิวไป เืสดพร้อมเศษฟันทั้งหมดพรั่งพรูออกมาจากปาก
องครักษ์ข้างกันตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก กำลังภายในฉู่ของเหินไม่ได้สูญสิ้นไปแล้วหรอกหรือ?ทำไมถึงยังเก่งกาจได้ปานนี้?
อารามลนลาน รีบกระชับหอกในมือพุ่งไปทางหัวใจที่อกฉู่เหิน
“ระยำเอ๊ย ตายเสียเถอะ!”
“ฮึ!”
ฉู่เหินยกมุมปากไม่ยี่หระ มือขวากำหมัดวาดออกไปอย่างเร็วไว
กร๊อบ!
หอกขององครักษ์ยังไม่ทันได้แตะเสื้อผ้าฉู่เหินพลังหมัดแกร่งกร้าวก็ต่อยเข้าที่ใต้คอเข้าเต็มเปา
ถูกจู่โจมด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลเทียมพันชั่งกระดูกไหปลาร้าองครักษ์แหลกละเอียด
เืสดพวยพุ่งออกมาไม่หยุด พาทั้งคนทั้งหอกกระเด็นไปไกลห้าหกเมตรนอนพังพาบอยู่กับพื้นจนลุกไม่ขึ้น
แววตาทั้งสองที่มองฉู่เหินพลันเปลี่ยนเป็ยำเกรงและหวาดกลัว
ฉู่เหินไม่ปรายตามองพวกเขาแม้สักนิด เหยียบย่างเข้าไปในประตูบ้านของตระกูลเย่
แผ่นหลังของบุรุษหนุ่มผู้เดียวดายและทระนง เฉียบคมดุจใบมีดวาววามประกายคมกล้า!
...
ในจวนตระกูลเย่
“ก่อนจะทดสอบ ข้ามีเื่หนึ่งจะประกาศ”ลี่กู้อาจารย์สำนักยุทธวายุจักรพรรดิเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
‘มีเื่จะประกาศ?’
ทุกคนชะงักเล็กน้อย ต่างก็จ้องมองลี่กู้อย่างสงสัย
ชิงสือเ้าสำนักเส้าจงมองเย่ฉิง หลิ่วเสวียนเหลียงฮุยสามคนด้วยรอยยิ้มล้ำลึก “เหอะๆเชื่อว่าพวกท่านได้ยินเื่นี้แล้วจะต้องดีใจ”
ทั้งสามมองกันไปมองกันมา ยิ่งไม่เข้าใจหนักกว่าเดิม
ลี่กู้ยิ้มบ้าง ผู้ชราเื้ัเขาก้าวไปเบื้องหน้าเผชิญสายตาไม่เข้าใจของผู้คน ก่อนจะประกาศชัดเจน
“ตามคำสั่งที่สำนักยุทธวายุจักรพรรดิประกาศออกมาปีนี้อัจฉริยะสามคนที่แกร่งที่สุดในเมืองหลินเหยียนไม่ต้องรับการทดสอบ สามารถเข้าเป็ศิษย์สำนักยุทธวายุจักรพรรดิของข้าอย่างเป็ทางการได้เลย...”
เฮ!!!
สิ้นคำ ทั้งงานก็เกิดเสียงเฮลั่น
อัจฉริยะสามคนที่แกร่งที่สุดของปีนี้ไม่ต้องทดสอบ
แม้ว่าสำหรับสามคนนั้นแล้ว การทดสอบของสำนักยุทธวายุจักรพรรดิจะไม่ได้ยากจนเกินไปก็ตามที
แต่เกียรติครั้งนี้ก็มิอาจมองข้ามได้เลย...
สิ่งนี้สื่อถึงว่าสำนักยุทธวายุจักรพรรดิให้ความสำคัญกับพวกเขาทั้งยังบ่งบอกถึงความพิเศษของพวกเขาด้วย ความนัยคืออะไร ไม่ต้องบอกก็รู้ได้
“สามคนนี้ก็คือ หลิ่วเซียว เย่โยวเหลียงอี้ิ...ขอเชิญสามอัจฉริยะที่แกร่งที่สุดแห่งเมืองหลินเหยียนขึ้นแท่นรับตราศิษย์วายุจักรพรรดิด้วย!”
หลิ่วเซียว เหลียงอี้ิ เย่โยว...
เพียงสามนามนี้หลุดออกมา ฝูงชนก็เดือดพล่าน
เ้าตระกูลเย่ เ้าตระกูลหลิ่ว และเ้าตระกูลเหลียงต่างก็ยินดีปรีดาออกนอกหน้าเป็เื่น่ายินดีที่เหนือคาดโดยแท้
ท่ามกลางเสียงปรบมือเร่าร้อนถล่มฟ้าทลายดินจากคนในงาน
หลิ่วเซียว เหลียวอี้ิ และเย่โยวสามอัจฉริยะขึ้นแท่นสูงใจกลางนั้นตามลำดับ ยามนี้พวกเขาเป็ดั่งดวงดาวที่แพรวพราวที่สุดในรัตติกาลเจิดจรัสวับวาวเสียเหลือเกิน
“ศิษย์พี่หลิ่วเซียวหล่อเกินไปแล้ว!”
“ศิษย์พี่เหลียงอี้ิเก่งเกินไปแล้ว!”
“ยินดีกับศิษย์พี่เย่โยวด้วยที่ได้เข้าสำนักยุทธวายุจักรพรรดิ”
...
เสียงปรบมือดังสนั่นดุจฟ้าคำรณ เสียงกู่ร้องยินดีกระหึ่มไปทั่ว
เย่โยวผู้เป็ตัวเอกของวันนี้อยู่แล้วเฉิดฉายประดุจดวงดาวล้อมดวงเดือนก็มิปาน
กระทั่งเหลียงอี้ิผู้ไม่พูดไม่จาก็ยังไม่วายตื้นตันใจ
หลิ่วเซียวองอาจผ่าเผย หว่างคิ้วปรากฏแววย่ามใจ
ฉับพลัน บ่าวหนุ่มคนหนึ่งของสำนักยุทธวายุจักรพรรดิก็นำตราสัญลักษณ์ของสำนักมาให้ศิษย์ทั้งสาม
ตราสัญลักษณ์นี้เป็ตราทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสีทองแวววาว รอบตราสลักลวดลายแจ่มจรัสหรูหราอักษร ‘วายุจักรพรรดิ’ เปล่งรังสีเฉียบคม
“คุณหนูเย่โยว ยินดีด้วยที่ได้เข้าวายุจักรพรรดิ!”
บ่าวรับใช้หนุ่มส่งตราให้ถึงมือเย่โยว
“ขอบคุณ!”
เย่โยวชื่นอกชื่นใจ แย้มยิ้มงามดุจบุปผา สว่างไสวตรึงใจคน งดงามสูงส่ง
“คุณชายเหลียงอี้ิ ยินดีด้วยที่ได้เข้าวายุจักรพรรดิ!”
เหลียงอี้ิรับตรามาอย่างขึงขัง “ขอบคุณมาก!”
เมื่อบ่าวรับใช้เดินมายังเบื้องหน้าหลิ่วเซียวบรรยากาศเบื้องล่างพลันปะทุขึ้นอย่างไม่เคยเป็มาก่อนหัวเรือใหญ่สี่อัจฉริยะสำนักเส้าจงอย่างหลิ่วเซียวย่อมเป็ที่รักใคร่ของผู้คนอย่างแน่แท้
วินาทีนี้ หลิ่วเซียวเปล่งแสงเจิดจ้าพราวตาประดุจดวงดาว
“คุณชายหลิ่วเซียว ยินดีด้วยที่ได้เป็หนึ่งในวายุจักรพรรดิ”ดวงตาข้ารับใช้เจือแววชมชอบหลายส่วน
“ขอบคุณมาก” หลิ่วเซียวคลี่ยิ้มเปิดเผย
...
“ช้าก่อน!”
แต่กระนั้น ก่อนที่หลิ่วเซียวจะรับตรานั้นมาได้เสียงอันแสนเ็าก็ดังขึ้นที่หน้าลานในฉับพลันทันใด
สองคำอันแสนเ็า ประหนึ่งคมหิมะหอกน้ำแข็งในเหมันต์ เย็นะเืไปจนถึงกระดูก
ดวงหน้าสะสวยของเย่โยวบนแท่นยืนเปลี่ยนไปเล็กน้อย ดวงตามีแววพิศวง
เย่เหยา คุณหนูรองตระกูลเย่ผู้อยู่ใต้เวทีไหวตัวเล็กน้อย กำมือหยกนวลเบาๆดวงตาลุกวาว “เสียงพี่ฉู่เหินนี่นา...”
คนทั้งงานอึ้งตะลึงไป สายตาคาดไม่ถึงคู่แล้วคู่เล่ามองตรงไปยังทิศทางเดียวกัน
‘เกิดเหตุอะไรขึ้น?’
ฝูงชนรีบแยกตัวออก บุรุษหนุ่มสูงยาวค่อยๆ ปรากฏกายในคลองสายตา
“นี่มัน? ฉู่ ฉู่เหินหรือ?”
“เป็เขาไปได้อย่างไร? เขายืนไหวด้วยหรือ?”
“เอ็นแขนขาต่อเข้าด้วยกันแล้วหรือ?”
“เฮ้ย เห็นทีจวนแม่ทัพคงมีของล้ำค่าไว้ในไม่น้อยเลย”
“แล้วอย่างไรกันเล่า? เอ็นข้อมือข้อเท้าต่อติดกันใหม่ได้ก็จริงแต่เส้นปราณใหญ่ทั้งเก้าฟื้นคืนสภาพง่ายๆ เช่นนั้นเสียเมื่อไรสามเดือนยืนได้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว”
“ข้าสิแปลกใจ เ้าขยะนี่เสนอหน้ามาที่นี่ทำไมกัน?”
...
หลังหมดความเหนือคาด ทุกคนโดยรอบก็เผยแววดูแคลน
โดยเฉพาะเ้าสำนักเส้าจงชิงสือ ที่ดวงตาเต็มเปี่ยมด้วยแววรังเกียจ
ฉู่เหินเผชิญสายตาดูถูกคู่แล้วคู่เล่าโดยรอบย่างก้าวขึ้นแท่นสูงใจกลางเบื้องหน้าไปทีละก้าวๆแววตาเย็นเยียบดุจมีดดาบทิ่มแทงอากาศธาตุมองตรงไปยังหัวหอกสี่อัจฉริยะเส้าจงอย่างหลิ่วเซียว
“อัจฉริยะที่แกร่งที่สุดของเมืองหลินเหยียน...ฮึ อย่างมันน่ะหรือ?”
.............................