ณ เมืองชางเซียน
ตระกูลกู่ต่างสั่นะเืไปทั่วทั้งบนและล่างเนื่องจากการปรากฏตัวของร่างเงาฟ้าดินของราชันเซียนกู่ เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ที่มีความแข็งแกร่งทะลุฟ้าแห่งแดนัเองก็ไม่อาจระงับความสงสัยเอาไว้ได้ ต่างพากันออกจากการเก็บตัวและรีบรุดไปตรวจสอบด้วยตนเอง เนื่องจากรอยแยกมิติและปราณเซียนที่จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นในดินแดนเหนือสุด
ผ่านไปไม่นาน ก็มีข่าวใหญ่ที่ะเืฟ้าะเืดินแพร่งพรายออกมา ตระกูลกู่ได้ปรากฏอัจฉริยะหาตัวจับยากที่ไม่ได้พบเจอมาั้แ่โบราณกาล เป็ผู้ชักนำให้ราชันเซียนกู่จุติร่างเงาฟ้าดินลงมา ปราณเซียนที่ปะทุขึ้นในดินแดนเหนือสุดนั้น คือมรดกสืบทอดที่ราชันเซียนกู่ทิ้งเอาไว้ก่อนตาย และเป็สัญญาณบ่งบอกว่ามันกำลังจะปรากฏตัวขึ้นมา!
ในตอนแรก ยังมีคนไม่เชื่อเื่นี้ ทว่าอย่างรวดเร็ว บรรพชนตระกูลกู่ก็นำเหล่าผู้แข็งแกร่งแทบจะทั้งหมดของตระกูล มุ่งหน้าไปยังดินแดนเหนือสุดของแดนัเพื่อตรวจสอบเื่การถือกำเนิดของมรดกสืบทอดแห่งราชันเซียนกู่
ปฏิกิริยาของตระกูลกู่ทำให้การคาดเดาของคนนอกเป็ที่แน่ชัดมากยิ่งขึ้น ยอดฝีมือจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่างพากันมุ่งหน้าไปยังดินแดนเหนือสุด เพียงแต่ว่า ยอดฝีมือมากมายที่มารวมตัวกัน ณ ดินแดนเหนือสุดของแดนักลับไม่พบเบาะแสใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมรดกสืบทอดราชันเซียนเลยแม้แต่น้อย
คนส่วนใหญ่ต่างรู้สึกเสียดาย และคิดว่านี่อาจจะเป็เพียงความเข้าใจผิดครั้งใหญ่ ทว่ามีเพียงบรรพชนตระกูลกู่เท่านั้นที่ตื่นเต้นจนระงับเอาไว้ไม่อยู่ เขามั่นใจว่ามรดกสืบทอดของราชันเซียนกู่ได้ปรากฏขึ้นมาจริง ๆ
ตามบันทึกในพงศาวดารตระกูล ในตอนที่มรดกสืบทอดของราชันเซียนกู่ถือกำเนิดขึ้น จะเกิดนิมิตฟ้าดินปรากฏขึ้นมา จากนั้นก็จะหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย หาก้าค้นหามรดกสืบทอดราชันเซียนที่ปรากฏขึ้นมา มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น นั่นคือต้องให้ทายาทตระกูลกู่ผู้กระตุ้นให้เกิดร่างเงาฟ้าดินเป็ผู้นำกระบี่ราชันเซียนไป จึงจะสามารถค้นหามรดกสืบทอดราชันเซียนชิ้นนี้ออกมาได้
ทั่วทั้งแดนัต่างสั่นะเืเลื่อนลั่นจากการปรากฏตัวของร่างเงาฟ้าดินราชันเซียนแห่งตระกูลกู่ แต่ผู้ที่ก่อเื่ทั้งหมดนี้ กลับกำลังนอนสลบอยู่ที่ตีนเขาอันรกร้าง แสงเซียนรอบกายค่อย ๆ หดตัวรวมกัน กระดูกราชันเซียนทั้งสามชิ้นลอยอยู่ภายในร่างกาย แขนขาและกระดูกทั่วร่างโปร่งใสแวววาว ราวกับหยกโบราณที่ถูกแกะสลักมาอย่างประณีตงดงาม
กู่เฟิงควบแน่นกระดูกราชันเซียนทั้งสามชิ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ รากฐานกระดูกทั่วร่างได้รับการยกระดับคุณภาพขึ้นไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็พลังป้องกันหรือพลังโจมตี ล้วนแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมาก
"เอ๊ะ เหตุใดบนร่างของไอ้หนูนี่จึงมีแสงเซียนปรากฏขึ้นมาได้?" หยางจวิ้นที่แอบซ่อนโอสถิญญาระดับสี่และเดินเข้ามาด้วยจิตสังหาร บังเอิญเห็นกู่เฟิงที่นอนสลบอยู่บนพื้นมีแสงเซียนไหลเข้าสู่ร่างกายพอดี เขาเบิกตากว้างขึ้นมาในทันที
การค้นพบนี้ทำให้เขาตื่นตะลึง อีกทั้งยังทำให้ความละโมบในแววตาของเขาทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น
"มันไม่ธรรมดาจริง ๆ ด้วย ครั้งนี้ข้ารวยแล้ว!" หยางจวิ้นหอบหายใจอย่างตื่นเต้น ค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหากู่เฟิงทีละก้าว
"แค่ก แค่ก!" ทันใดนั้น กู่เฟิงที่หมดสติอยู่ก็ไอเบา ๆ และตื่นขึ้นมาจากอาการหมดสติ
"เหตุใดข้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้?" กู่เฟิงชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็นึกถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นก่อนจะสลบไปได้อย่างกะทันหัน
"ชิงชิง!" กู่เฟิงลุกพรวดขึ้นมาและมองไปรอบ ๆ แต่กลับไม่เห็นเงาของหลินชิงชิง เห็นเพียงหยางจวิ้นที่อยู่ไม่ไกลกำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาราวกับเห็นผี
ในเวลานี้ แม้ว่าอาการาเ็ทั่วทั้งร่างของกู่เฟิงจะหายดีหมดแล้ว แต่บนร่างกายกลับเต็มไปด้วยคราบเื จนหยางจวิ้นมองไม่ออกว่าอาการาเ็ของกู่เฟิงหายดีแล้ว เขาใกับกลิ่นอายอันแข็งแกร่งที่กู่เฟิงปลดปล่อยออกมาในชั่วพริบตาที่ลุกขึ้นยืนต่างหาก
"มันเพิ่งจะถูกหวังอวิ๋นตบตีจนใกล้ตายแท้ ๆ เหตุใดจู่ ๆ ถึงกลับมามีสติได้อีก?"
"ความลับในตัวมันต้องยิ่งใหญ่มากแน่ ๆ !" ยิ่งหยางจวิ้นคิดก็ยิ่งตื่นเต้น เขามองกู่เฟิงเป็ดั่งคลังสมบัติล้ำค่าที่เคลื่อนที่ได้
"เ้าก็เป็แค่ชาวบ้านธรรมดา ส่วนองค์หญิงกำลังจะแต่งงานกับนายน้อยแห่งสำนักจันทร์โลหิต เ้าไม่มีทางคู่ควรกับองค์หญิงเลย เลิกฝันกลางวันได้แล้ว"
"เ้ารีบบอกความลับทั้งหมดในตัวเ้ามาให้ข้าฟัง และมอบของวิเศษทั้งหมดมาให้ข้า ข้าอาจจะพิจารณาไว้ชีวิตเ้าสักครั้ง"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของหยางจวิ้นราวกับมีดแหลมคมนับไม่ถ้วนที่เสียบแทงลึกลงไปในหัวใจของกู่เฟิง ทำให้หัวใจที่เ็ปของเขายิ่งบอบช้ำมากยิ่งขึ้น
"จงตายเสียเถอะ!!!" กู่เฟิงตกอยู่ในสภาวะที่พร้อมจะคลุ้มคลั่งอยู่แล้ว คำพูดที่เต็มไปด้วยการยั่วยุของหยางจวิ้นจึงกลายเป็ฟางเส้นสุดท้ายที่ทับถมลงมา เขาราวกับคนเสียสติ พุ่งทะยานเข้าหาหยางจวิ้นอย่างบ้าคลั่งและประเคนหมัดเข้าใส่ด้วยความโกรธเกรี้ยว ด้วยความบ้าคลั่งนี้ ทำให้เขาลืมแม้กระทั่งการใช้งานเจดีย์เจิ้นกู่
"มดปลวกในขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้นอย่างเ้า ก็ยังเพ้อฝันว่าจะสังหารข้าได้งั้นหรือ? ช่างน่าขันสิ้นดี" หยางจวิ้นเดิมทียังกังวลว่ากู่เฟิงจะใช้เจดีย์สีทองขนาดเล็กโจมตีตนเอง แต่พอเห็นว่ากู่เฟิงใช้หมัดโจมตี เขาก็แค่นเสียงหัวเราะเ็าออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เก็บการโจมตีของกู่เฟิงมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
เขายกมือขึ้นมาเบา ๆ และคว้าหมัดของกู่เฟิงเอาไว้ ในการคาดเดาของเขา กู่เฟิงจะต้องถูกเขาจับเอาไว้แน่น ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไรก็ไร้ผล เพียงแต่ว่า ในชั่วพริบตาที่หมัดของกู่เฟิงปะทะเข้ากับฝ่ามือของเขา ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโอหังและลำพองใจของเขาก็บิดเบี้ยวเหยเกไปในทันที
ตูม!
หมัดที่กู่เฟิงซัดออกไปะเิพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่หยางจวิ้นไม่อาจเชื่อได้ในชั่วพริบตา มันหักแขนขวาของเขาจนขาดสะบั้น และพุ่งทะยานต่อไปโดยไม่ลดละ กระแทกเข้าที่ลำคอของหยางจวิ้นอย่างจัง
กร๊อบ!
เสียงกระดูกคอของหยางจวิ้นหักดังขึ้น เขาสะบัดหน้าพ่นเืคำโตออกมาและล้มหงายหลังตึงลงไปกองกับพื้น ดวงตาเบิกโพลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
จนกระทั่งตายเขาก็ยังคิดไม่ถึงว่า เหตุใดความแข็งแกร่งของกู่เฟิงจึงพุ่งทะยานขึ้นอย่างกะทันหันถึงเพียงนี้ หากเขาไม่ประมาท กู่เฟิงคงไม่มีทางใช้หมัดเดียวสังหารเขาได้ น่าเสียดายที่เขาประมาทเกินไป
กู่เฟิงหอบหายใจหนักหน่วง หลังจากที่เขาซัดหมัดเดียวจนหยางจวิ้นตาย ความรู้สึกบ้าคลั่งก็ค่อย ๆ ทุเลาลง เขาจ้องมองศพของหยางจวิ้นที่นอนจมกองเื จากนั้นก็ก้มลงมองหมัดของตนเองด้วยสีหน้าตกตะลึง
"ความแข็งแกร่งของข้า..."
"ข้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแก่นทองคำขั้นปลายแล้ว!" ในเวลานี้เองกู่เฟิงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า อาการาเ็ทั่วทั้งร่างของเขาได้หายดีจนหมดสิ้นแล้ว
ตบะบารมีของเขาก็พุ่งทะยานจากขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้นไปสู่ขอบเขตแก่นทองคำขั้นปลายโดยไม่รู้ตัว เมื่อผสานเข้ากับกายาศักดิ์สิทธิ์า พลังทำลายล้างที่ะเิออกมาจากการโจมตีอย่างเต็มกำลัง ก็เพียงพอที่จะคุกคามผู้ฝึกตนในขอบเขติญญาก่อกำเนิดได้แล้ว
เขายังค้นพบด้วยความตื่นตะลึงอีกว่า กระดูกราชันเซียนทั้งสามชิ้นภายในร่างกายได้ควบแน่นก่อตัวขึ้นมาแล้ว อีกทั้งยังหลอมรวมเข้ากับร่างกายของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ เขาคาดเดาว่าการทะลวงระดับขอบเขตคงมีความเกี่ยวข้องกับกระดูกราชันเซียน
ส่วนเื่ที่ว่าเหตุใดในครั้งนี้เขาถึงไม่จำเป็ต้องใช้เวลาประมาณสิบวันในการหลอมรวมกระดูกราชันเซียน เขาก็ยังคิดไม่ตก บางทีอาจจะเป็เพราะกระดูกราชันเซียนที่ควบแน่นขึ้นมาเป็ครั้งที่สองไม่จำเป็ต้องหลอมรวมอีก หรือบางทีอาจเป็เพราะกายาศักดิ์สิทธิ์า...
"น่าเสียดาย หากเทียบกับเขาแล้วก็ยังห่างชั้นกันอีกไกล" เมื่อกู่เฟิงนึกถึงความแข็งแกร่งที่ไร้เทียมทานของหวังอวิ๋น เขาก็รู้สึกราวกับมีูเาลูกใหญ่กดทับอยู่บนร่าง กดทับจนเขาแทบจะหายใจไม่ออก
เขาอยากจะไล่ตามไปขัดขวางหวังอวิ๋นและช่วยหลินชิงชิงกลับมา แต่เขาก็รู้ดีว่า การที่เขาพุ่งออกไปในตอนนี้ เขาก็ยังไม่ใช่คู่มือของหวังอวิ๋นอยู่ดี เป็ไปไม่ได้เลยที่จะช่วยหลินชิงชิงออกมาจากเงื้อมมือของหวังอวิ๋นได้
หากไล่ตามไป นอกจากจะหาเื่ใส่ตัวแล้ว ก็ไม่มีความเป็ไปได้อย่างอื่นอีก เขาไม่้าแสดงความอ่อนแอและไร้ความสามารถต่อหน้าหลินชิงชิงอีกต่อไป
"สองปี เ้ารอข้าสองปี ข้าจะต้องไปที่ราชวงศ์เทียนหยวนและพาตัวเ้ากลับมาให้จงได้!"
กู่เฟิงตั้งสัตย์สาบานว่า หลังจากผ่านไปสองปี เขาจะไปยังราชวงศ์เทียนหยวนเพื่อพาตัวหลินชิงชิงกลับมา เขาจะไม่มีวันยอมให้หลินชิงชิงถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้อื่นอย่างเด็ดขาด
"เส้นทางิญญาและแดนลับกู่เซี่ยมีวาสนาอยู่มากมาย ขอเพียงทุกอย่างราบรื่น ข้าก็ยังมีโอกาสที่จะบำเพ็ญเพียรไปจนถึงขอบเขตสามตำหนักได้" กู่เฟิงกำหมัดแน่น เขาฝากความหวังทั้งหมดเอาไว้กับเส้นทางิญญาที่จะเปิดขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้า รวมถึงแดนลับกู่เซี่ยซึ่งเป็ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญเพียรที่ลึกลับและเก่าแก่ที่สุดในแดนั
เดิมที เขาตั้งใจจะไปสังหารกู่เว่ยที่แดนลับกู่เซี่ย แต่ตอนนี้ เขามีแรงผลักดันที่จะไปที่แดนลับกู่เซี่ยเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างแล้ว
ฟุ่บ!
กู่เฟิงจ้องมองไปยังทิศทางของราชวงศ์เทียนหยวนอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะหันหลังกลับอย่างเด็ดเดี่ยว และเดินไปยังสถานที่ที่ส่งเสียงเรียกขานออกมา
เขาเดินตามทิศทางของเสียงเรียกขานจนพบถ้ำที่ซ่อนตัวอยู่อย่างมิดชิดที่ตีนเขา เขาปัดเป่ากอหนามและวัชพืชออกไป ก้าวเท้าเข้าสู่ถ้ำอันมืดมิดจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือทั้งห้าของตนเอง
ตึง ตึง!
ในขณะที่เขาเดินเข้าไปในถ้ำ เสียงเรียกขานนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็เสียงระฆังที่ดังกึกก้องจนน่าหนวกหู สั่นะเืจนคนฟังรู้สึกชาหนึบไปทั้งหนังศีรษะ
ค่อย ๆ ปรากฏแสงสว่างวาบขึ้นในถ้ำเบื้องหน้าของกู่เฟิง เป็เจดีย์เจิ้นกู่ในมือของเขาที่ลอยออกไปเอง มันลอยคว้างอยู่กลางอากาศและสาดแสงสีทองอันนุ่มนวลออกมา แสงสีทองส่องสว่างไปทั่วทั้งถ้ำ กระท่อมฟางหลังหนึ่งสะท้อนเข้ามาในดวงตาของกู่เฟิง