ครืดดด ครืดดด
สองหนุ่มช่วยกันลากโต๊ะหนังสือออกมาแบร์ลงมือรื้อหนังสือและอุปกรณ์ทุกชิ้นออกวางกองไว้ข้างนอกอีกรอบทั้งจากลิ้นชักข้างใต้และลิ้นชักด้านข้าง แต่ทุกอย่างก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรดูน่าสงสัยตกค้างไว้ตามซอกตามหลืบของโต๊ะเลยแต่นั่น..ก็ไม่สามารถหยุดยั้งความพยายามในการค้นหาของเขาได้เขาเริ่มเคาะไปตามแผ่นไม้ทุกแผ่นที่ประกอบเข้าด้วยกัน
“ไม้พวกนี้เป็ไม้สัก”
ทั้งที่ใช้งานมานานซันเองก็เพิ่งรู้จากผู้กองว่าโต๊ะตัวนี้ทำมาจากไม้แท้ทั้งแผ่น
“ไม้สักเลยหรอครับงั้นก็แพงมากเลยสิ”
ซันนั่งข้างๆดูผู้กองหนุ่มทำการตรวจสอบโต๊ะต่อไป พลางคิดในใจว่าซิดนี่ย์เป็ใครกันทำไมถึงมีเงินสั่งทำโต๊ะไม้เนื้อดี ราคาสูงขนาดนี้มาไว้ในห้องได้
แบร์ยังคงลูบตามแผ่นไม้ไปเรื่อยจนมาถึงแผ่นปิดด้านหลังลิ้นชัก
“ไม้อัด!?” เขาอุทานขณะมองหาช่องว่างเล็กๆ ที่พอจะเปิดออก
มันเป็แผ่นไม้บางๆที่มีสลักไว้ขัดให้ลงล็อกกับฝาปิดหลังลิ้นชักอีกชั้นหนึ่งซึ่งดูเนียนสนิทมากหากไม่ทันสังเกตุให้ละเอียด แบร์ค่อยๆ งัดแผ่นไม้ออกทันใดนั้นวัตถุชิ้นหนึ่งก็หล่นพื้นดัง ‘ปุ่บ’
ซันเอื้อมมือจะหยิบ ‘สิ่งนั้น’ แต่ตำรวจหนุ่มยกมือขึ้นห้ามไว้ทันกางเกงบ็อกเซอร์ที่วางพาดบนที่นอนจึงถูกหยิบมาใช้แทนถุงมือ
“สมุด!?” แบร์กางหน้ากระดาษออกในนั้นถูกจดด้วยปากกาสีน้ำเงินเป็รายชื่อสถานที่ต่างๆซึ่งอยู่ไม่ห่างจากย่านนี้นัก และยังเขียนเวลากับรายชื่อคนจำนวนหนึ่งไว้ด้วยแต่ที่สร้างความประหลาดใจให้ทั้งสองคนมากที่สุดคือข้างท้ายทุกชื่อจะมีตัวเลขและสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่พวกเขาไม่เข้าใจ
“อันนี้มันหมายถึงอะไรอ่ะครับผู้กอง”ซันชี้ไปที่ตัวอักษร X L C และตัว ‘I’ คู่กับตัว ‘C’กลับด้าน
“อืม…ไม่รู้เหมือนกันแต่นี่เป็ลายมือศิษฐ์แน่นอน” แบร์เดินไปหยิบถุงพลาสติกตรงชั้นวางของเลือกถุงที่สะอาดที่สุดแล้วหย่อนสมุดลงไป “งั้นพี่ขอเอาสมุดเล่มนี้กลับไปด้วยละกัน……”
พรึ่บ
ไฟในห้องดับลงทันทีอย่างไร้สาเหตุด้วยความเคยชินพวกเขารีบหยิบโทรศัพท์ออกมา แบร์กดเปิดไฟฉายส่องลงพื้นแต่ซันไม่ทำอย่างนั้น เขามองดูเวลาที่หน้าจอแล้วพยายามบอกอะไรสักอย่างกับแบร์
“ผู้กองครับลงไปข้าง..ล่าง” ความเย็นะเืลงปกคลุมในห้องนี้อย่างรวดเร็วซันรู้ดีว่าจะมีสิ่งใดตามมาแต่ก็เหมือนจะไม่ทันการณ์
กลุ่มควันสีขาวจับตัวกันเป็รูปร่างของชายคนหนึ่งยืนปรากฎตรงประตูแบร์ยกไฟขึ้นหวังจะส่องให้เห็นชัดแต่ซันยื่นมือมากดโทรศัพท์ให้ลดลงทั้งสองคนหันมาสบตาเป็อันเข้าใจ เสียงลมลอดผ่านไรฟันของแบร์ “ศิษฐ์!?”
ร่างนั้นก้าวช้าๆมาทิ้งตัวลงที่เตียงนอนยกมือขึ้นปิดหน้าเหมือนกำลังปลดปล่อยความเศร้าออกมาผ่านสายน้ำตาสีเงินเธอคร่ำครวญโดยไร้เสียงอยู่สักพักก็ขยับตัวหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋าข้างกายใช้มันเพื่อโทรคุยกับใครสักคนแต่ไม่นานการสนทนาก็จบลงพร้อมอารมณ์ที่ดูเดือดพล่านของซิดนี่ย์โทรศัพท์ในมือถูกเขวี้ยงลงพื้นแตกกระจายและกลับมานั่งกอดเข่าร้องไห้กับตัวเองอีกครั้ง
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าทำให้มนุษย์สองคนได้แต่ยืนนิ่งอารมณ์และความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้าใส่คนทั้งสอง สำหรับแบร์เขาทั้งใทั้งคิดถึงและยังสงสารจับใจเมื่อเห็นคนรักร่ำไห้เหมือนใจจะขาดแต่กับซันเขาสามารถพูดได้ว่าไม่เหลือความหวาดกลัวใดๆ กับซิดนี่ย์แล้ว แต่สิ่งที่เจอมันทำให้เขารู้สึกสงสารและกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นภายในมากขึ้นไปอีก
เพราะที่ผ่านมาถึงเขาจะอาศัยร่วมกับซิดนี่ย์มาหลายเดือนแต่เหมือนไม่ได้รู้จักเธอมากนักพอถึงเวลาสามทุ่มเขาจะออกจากห้องไปเสมอไม่เว้น่ที่โดนพักงานมีแค่ครั้งเดียวที่กลับมาพบตอนร่างของเธอนิ่งสนิทไปแล้วทำให้เขาไม่เคยเห็นเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นเลย
ในขณะที่ทุกคนกำลังจับจ้องไปที่ซิดนี่ย์เธอก็คลายอ้อมกอดตัวเองออกและลุกขึ้น เดินตรงมาที่ตู้เย็นซันกับแบร์หลีกตัวออกไปคนละทาง มองดูซิดนี่ย์หยิบวัตถุจากหลังตู้เย็น….มันคือมีด!
มีดล่องหนที่ตอนนี้ได้ฝังปลายแหลมของมันลงบนท้องของรูมเมทวงสีที่แผ่กระจายออกจากร่างนั้นเป็อะไรไปไม่ได้เลยนอกจากเืของเธอ
พรึ่บ
ความสว่างในห้องกลับมาแต่ว่าความเงียบที่น่าอึดอัดยังไม่หายไปซันหันมองไปรอบๆ ห้องเพราะปกติแล้วหลังจาก ‘่ของซิดนี่ย์’จบลงเธอมักจะมานั่งคุยเล่นกับเขาเสมอ…แต่วันนี้เธอกลับหายไป
“ซิดนี่ย์…ซิดนี่ย์” ซันลองเรียกก็แล้วเธอก็ไม่ปรากฎตัวเขาจึงหยิบกล่องอาหารและขนมเค้กในตู้เย็นมาวางไว้บนโต๊ะและเชิญเธอให้มากินข้าวเหมือนในทุกวัน
“……………………….”
แบร์ยืนดูทั้งหมดจนตัดสินใจเอ่ยขึ้น “ที่บอกว่าเป็เพื่อนร่วมห้องกันก็คืออย่างงี้ด้วยหรอ” เขาพยักหน้าไปทางอาหาร
“ใช่ครับแต่ปกติเค้าจะออกมา ไม่รู้ทำไม….วันนี้”
แบร์ยอมรับว่าตอนแรกที่ซันบอกเขาว่าเป็เพื่อนกับิญญาของซิดนี่ย์และเล่าเื่ที่เคยเกิดขึ้นั้แ่มาอยู่ที่ห้องนี้ให้ฟังเขาก็คิดเหมือนที่ซันกลัวน่ะแหละ…..มันบ้า!!เพ้อเจ้อ…ใครมันจะไปเป็เพื่อนกับผี!!
แต่พอได้เจอภาพชีวิตสุดท้ายของซิดนี่ย์เข้าไปเขาก็รู้ว่าที่ซันพูดนั้นเป็เื่จริง แต่ทำไม…….ทำไมไม่ยอมออกมาล่ะศิษฐ์
ตริ๊ง
เสียงข้อความเข้าดังซันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเห็นเป็ข้อความเงินเข้าจากธนาคารจำนวน 3,000บาทและซ้อนทับด้วยข้อความในแอพจากผู้กอง
“ค่าแรงเมื่อวานขอบใจมากนะ”
ถึงจำนวนเงินจะทำให้เขาตื่นเต้นเพราะมันมากกว่าที่ได้ตกลงกันไว้ในตอนแรกแต่เขาก็ต้องเก็บโทรศัพท์กลับเข้าช่องกางเกงตามเดิมและมานั่งระบายไฮไลท์ลงหนังสือตามที่อาจารย์กำลังยืนพูดอยู่หน้าห้องในตอนนี้
“โอ๊ยยยกว่าจะจบคาบเนอะ” พัฒน์ยืดแขนยืดหลังขณะเดินไปร้านข้าว
นาวินเดินตามมา “พูดเหมือนตั้งใจเรียนเลยนะ”
“เห็นหลับั้แ่ครึ่งชั่วโมงแรกละ”นาวาสมทบ
“เบอะเมื่อคืนเล่นเกมส์ต่อจนดึกอ่ะ”
โต๊ะกินข้าวที่เต็มไปด้วยจานกับข้าว 4อย่างและข้าวเปล่าอีก 4จานนี่เป็ความคิดของพัฒน์เองที่ให้เพื่อนๆสั่งอาหารมากินด้วยกันแทนที่จะกินจานใครจานมัน
“แต่พรุ่งนี้เราขอกินก๋วยเตี๋ยวนะน้ำซุปร้านนั้นโคตรหอม…น่ากินสุดๆ” หนึ่งในแฝดเอ่ยขึ้น บางทีซันเองก็ยังแยกระหว่างนาวากับนาวินไม่ค่อยออกเพราะพวกเขาเป็แฝดที่เหมือนกันทั้งหน้าตา บุคลิกและความชอบอื่นๆก็ยังเหมือนกันอีก
“วันนี้เลิกเรียนแล้วไปไหนอีกปล่าวอ่ะซันไปเล่นเกมบ้านแฝดมั้ย” พัฒน์พูดชวนก่อนตักผัดกระเพราหมูเข้าปาก
ซันรีบเคี้ยวข้าวแล้วกลืน “ไปไม่ได้อ่ะ เราต้องทำงานตอนเย็นไง”
“เออ ลืมว่ะ” และพัฒน์ที่กำลังเคี้ยวข้าวแก้มตุ่ยก็พูดต่อ “เอ้อ…ว่าไป เมื่อวานมีคนมาถามหาซันด้วย”
“ใคร?”
“ไม่รู้ว่ะเป็ผู้หญิงใส่เสื้อช็อปสีน้ำตาล”
“คนนั้นไง” นาวามองไปทางด้านหลังของซันกับพัฒน์ สองหนุ่มหันมองตาม
หญิงสาวตาโตในเสื้อช็อปสีน้ำตาลกระโปรงพลีทยาวเท่าตาตุ่มกำลังเดินตรงมาที่โต๊ะพวกเขาผมที่รวบไว้บางส่วนหลุดรุ่ยออกมานอกวงยางสภาพของเธอเหมือนวนลูปกลับไปในวันเมื่อวานไม่ผิดเพี้ยน
“สวัสดีซัน” เธอทักทายด้วยความสดใส
“โอ้โหนั่งตั้งเยอะทักซันแค่คนเดียว” นาวินแซวเพื่อนหน้าใหม่
จอมนิ่งไปครู่แล้วพูด “สวัสดีเพื่อนๆ ของซัน” ทำเอาทั้งสี่หนุ่มขำในความสดใสของเธอ
จากนั้นสามหนุ่มจึงปล่อยให้ซันอยู่กับจอมที่โต๊ะแค่สองคนแล้วก็พากันไปเล่นเกมในโทรศัพท์ต่อ แต่ไม่วายยังแอบแซวพวกเขาก่อนไปจนซันต้องออกปากหยุดความทะเล้นของเพื่อนๆ
“พวกนั้นบอกว่าเมื่อวานจอมมาถามหาเราหรอ”
“ใช่มีเื่อยากถามหน่อยอ่ะ” จอมที่นั่งฝั่งตรงข้ามยื่นหน้าเข้ามาใกล้“ซัน..เชื่อเื่ผีป่ะ?”
ณ ตึกสูงอายุร่วม40ปีแห่งหนึ่งที่ถูกปล่อยทิ้งให้รกร้างจากสภาวะฝืดเคืองทางการเงินของเ้าของโครงการทำให้การก่อสร้างถูกสั่งระงับกลางคันตึกนี้จึงมีเพียงโครงสร้างพื้นฐานเหลือไว้เท่านั้นเมื่อผ่านเวลามาหลายสิบปีที่แห่งนี้ได้แปรสภาพกลายเป็แหล่งมั่วสุมบ้างแหล่งก่ออาชญากรรมบ้าง เ้าหน้าที่ตำรวจในละแวกนี้ต่างรู้จักชื่อเสียงของ ‘ตึกร้าง329’เป็อย่างดีเพราะต้องคอยแจ้งให้สายตรวจมาคอยสอดส่องลาดตระเวนรวมถึงขับไล่กลุ่มแก๊งที่ชอบมาสุมหัวหรือทำการนัดหมายบางอย่างด้วย
“ตกลงพี่ชวนผมมาที่นี่ทำไมเนี่ยพี่แบร์”ตำรวจรุ่นน้องถามพลางใช้เท้าเขี่ยเศษขยะร่องรอยจากการมั่วสุมมองดูรอยขีดเขียนและรอยสีสเปรย์พ่นเป็ถ้อยคำหยาบคายและรูปภาพต่างๆกระจัดกระจายไปตามผนังปูนทุกด้าน
“ชวนเอ็งมาเดินเล่นมั้ง…พอดีได้ข้อมูลมานิดหน่อยว่ะ”แบร์ดึงสมุดออกจากกางเกงด้านหลังเปิดออกให้เห็นชื่อสถานที่นี้ถูกบันทึกเป็รายชื่อแรก “อยากมาดูของจริงเผื่อเจอใครที่รู้เกี่ยวกับไอ้นี่ด้วย”
แบร์ชี้ให้รุ่นน้องดูตัวอักษรภาษาอังกฤษ“พอจะรู้บ้างมั้ยวะเขต”
เขตแดนไล่สายตาไปทั่วกระดาษแต่เขาก็ไม่รู้ความหมายของอักษรพวกนั้นเหมือนกันขนาดรายชื่อสถานที่ในนั้นเขายังไม่รู้จักทั้งหมดเลย เขาส่ายหน้า “ไม่รู้ว่ะพี่”
ในวันนี้พวกเขาเลยได้แค่เดินสำรวจรอบๆอาคารแล้วกลับเข้ารถ
“แล้วทีนี้จะเอาไงต่ออ่ะพี่”เขตแดนขึ้นนั่งข้างแบร์แล้วปรับเอนเบาะลงนอน
แบร์หยิบสมุดที่เหน็บไว้ข้างหลังมาอ่านพลิกหน้ากระดาษไปมา “ก็ไปกันต่อดิ”
“ห๊า!!” เขตกระเด้งตัวขึ้นนั่งใจเขาหวังจะได้กลับไปนั่งตากแอร์ที่สน.แล้วเคลียร์รายงานเอกสารที่ค้างไว้ “ยังจะไปอีกหรอพี่”
“ใกล้ๆแค่นี้เอง…กูอยากรู้ว่าไอ้ที่มันเขียนอยู่ในนี้ มันเป็ที่ไหนทำอะไรบ้างเผื่อได้เบาะแสเพิ่มเว้ย” แบร์เลื่อนเกียร์ไปตัวD แล้วออกรถมุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ไปซอยฝั่งตรงข้าม…อีกหนึ่งสถานที่ในรายชื่อ
หลังดับเครื่องยนต์สนิทเข็มขัดนิรภัยถูกปลดออก แต่ก่อนที่แบร์จะเปิดประตูลงไปสำรวจต่อเขตแดนก็คว้าไหล่ของเขาไว้
“เดี๋ยวพี่…ผมถามหน่อยดิไอ้สมุดเล่มนั้นมันของใคร แล้วพี่ไปเอามาจากไหนอ่ะ” แบร์ลังเลที่จะตอบ
“พูดก็พูดนะผมว่าไอ้ที่จดไว้มันแปลกๆ ว่ะมีแต่ไอ้พวกทำงานสีเทาเท่านั้นแหละที่ใช้โค้ดลับอะไรแบบนั้น”
ตำรวจรุ่นพี่นิ่งอยู่ครู่แล้วเอ่ย “ตอนนี้กูยังบอกมึงไม่ได้ว่ะว่ามันคืออะไรกูขอหาคำตอบให้ชัดเจนก่อนแล้วจะเล่าให้ฟัง มึงช่วยกูก่อนนะ”
ซึ่งคำตอบเดียวที่เขตจะมีให้คงไม่พ้นคำว่า ‘ตกลง’ อยู่แล้ว เพราะผู้กองแบร์เป็ทั้งรุ่นพี่และไอดอลในการทำงานการที่ได้ร่วมงานกันก็ถือว่าเป็ความสำเร็จอย่างหนึ่งในฐานะรุ่นน้องแล้วไม่ว่าแบร์จะสั่งให้ลุยไปที่ไหนเขาก็ยอมร่วมหัวจมท้ายด้วยเสมอ
ถึงความนิยมชมชอบในที่ทำงานที่มีต่อผู้กองแบร์จะดูเป็รองผู้กองลอยด์ก็เถอะแต่เขากลับชื่นชอบในวิธีการทำงานที่ตรงไปตรงมาของแบร์มากกว่าแนวอะลุ่มอะล่วยหยวนไปหยวนมาอย่างผู้กองลอยด์ ไหนจะสาวๆ ที่คอยตามกรี๊ดกร๊าดฝั่งนั้นมากกว่าอีกแต่พวกเธอหารู้ไม่ว่าตำรวจลูกครึ่งรูปงามที่พากันคลั่งไคล้นั่น..…มัน ‘เสือ’ ดีๆนี่เอง