“คลิปชายหญิงเดี๋ยวนี้มีแต่เื่เดิมๆ ท่าเดิมๆ น่าเบื่อโคตร” ผมบ่นออกมานิดหน่อย แล้วก็พักสายตาไป จนกระทั่งเผลอหลับไปในที่สุด
ไม่รู้ว่าผมนอนหลับไปนานแค่ไหน แต่เป็เพราะเสียงประตูเปิดดังขึ้น เสียงเสียดหูของมันทำให้ผมสะดุ้งตื่นอีกครั้ง
‘เชี้ยละไอ้ต้า…’ ผมสบถด่าตัวเองในใจนั่นก็เพราะผมเผลอหลับไปพร้อมกับมือถือที่ยังคงเปิดหน้าจอค้างไว้...หน้าจอเ้ากรรมก็ดันไม่ดับ เพราะผมตั้งค่าเอาไว้ให้มันติดตลอดเวลา จึงทำให้สิ่งที่ผมดูอยู่ก่อนหน้านั้นยังคงค้างอยู่ที่เดิม
ทันใดนั้นร่างสมส่วนของไอ้เตก็เดินเข้ามาในห้อง มันชะงักเล็กน้อยเหมือนใที่เห็นมือถือของผมยังเปิดค้างอยู่บนหน้าอก ผมเหลือบมองมันแวบหนึ่งก่อนจะรีบคว้ามือถือมาแล้วปิดมันอย่างลวกๆ
มันเดินเข้ามาใกล้ผมแล้วหัวเราะเบาๆ โดยไม่พูดอะไร ความรู้สึกอายวิ่งแล่นไปทั่วร่าง บรรยากาศในห้องตอนนั้นแม่งโคตรอึดอัด ผมรู้สึกเหมือนถูกจับได้ในสิ่งที่ไม่ควรให้ใครเห็น
ไอ้เตมันคงเห็นว่าสีหน้าของผมกำลังย่ำแย่จึงเอ่ยปากถามผมด้วยน้ำเสียงปกติ แต่มันกลบเกลื่อนความอึดอัดไม่อยู่ผมรู้ว่ามันกำลังพยายามทำลายบรรยากาศอึมครึมนี้ให้คลายลง
“เย็นนี้นายจะไปไหนหรือเปล่า?”
‘เอาอีกแล้ว เรียกนายอีกแล้ว อึดอัดเป็บ้า!’ ผมบ่นในใจ แต่ก็พยายามทำให้ตัวเองดูไม่เก้ๆ กังๆ
“ไปเจอเพื่อนเก่าน่ะ” ผมตอบเสียงเบา ไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่านั้นก่อนจะลุกขึ้นจากเตียง เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกจากห้องทันที ความรู้สึกไม่อยากเจอหน้าใคร ยังคงค้างอยู่ในใจ
…
เย็นวันนั้น ผมมาถึงร้านเหล้าที่ทีมและเพื่อนๆ ของมันนัดไว้ พอไปถึง ทีมก็ทักทายผมอย่างร่าเริงเหมือนเดิม “เฮ้ย! ต้า! ไม่เจอกันนานเลยว่ะั้แ่ปิดเทอม”
ผมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปหาแล้วยกแขนโอบไหล่มันเบาๆ “อืม...นานจริงๆ”
การเจอเพื่อนเก่าในมหาลัยใหม่ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นบ้าง แม้ว่าในใจลึกๆ จะยังคงมีความอึดอัดอยู่ก็ตามเกี่ยวกับเหตุการณ์วันนั้นในอดีต แน่นอนว่าผมกับมันเข้ามหาลัยเดียวกันเื่นี้ผมรู้ดีดังนั้นผมจึงไม่แปลกใจที่มันจะนัดเจอผมหลังจากมหาลัยเปิดภาคเรียน
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป ผมกับไอ้ทีมและเพื่อนๆ ในคณะของมันก็เริ่มมึนเมา พวกเราดื่มกันไปเรื่อยๆ จนถึงดึก
เสียงเพลงบรรเลงเบาๆ ในร้าน กับแสงไฟสีส้มที่สลัวช่วยให้บรรยากาศมันดูผ่อนคลาย แต่ในใจผมกลับยังไม่รู้สึกดีขึ้นเกี่ยวกับเื่ของ เต๋อ น้องชายของผมที่เสียไป ดูเหมือนว่าฤทธิ์แอลกอฮอล์จะไปปลุกความทรงจำเดิมๆ ให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
ทีมมองหน้าผมด้วยความเป็ห่วงมันคงสังเกตเห็นได้ว่าผมกำลังเคร่งเครียด “ต้า เป็ไรวะ?วันนี้ดูไม่ค่อยสดใสเลย”
“ไม่มีอะไรหรอก...แค่คิดถึงเื่เก่าๆ” ผมตอบสั้นๆ ก่อนจะยกแก้วขึ้นดื่มอีกครั้ง รสขมของเหล้าเผาผ่านคอ แต่กลับทำให้หัวใจรู้สึกว่างเปล่ามากขึ้น
ทีมพยักหน้าเบาๆ “ถ้ามีอะไรไม่สบายใจ มึงก็เล่าได้เสมอนะเว้ย กูอยู่ข้างๆ มึงตลอด”
ผมไม่ตอบอะไร แต่ก็รู้สึกขอบคุณที่มันยังเป็ห่วงผม ความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคนมันซับซ้อน แต่ทีมก็ยังคงเป็เพื่อนที่พึ่งพาได้เสมอ
เวลาผ่านไปสักพัก ผมก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน เธอดูสะดุดตาในแสงไฟสลัวของร้านเหล้าเล็กๆ แห่งนี้ รอยยิ้มของเธอทำให้หัวใจผมเต้นแรงขึ้นอย่างแปลกประหลาด ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น อาจเป็เพราะความเหงาและความกดดันที่สะสมมาทั้งวัน ทำให้ผมเผลอลืมทุกอย่างไปชั่วขณะเมื่อได้เห็นใบหน้าของเธอ
เมื่อได้จังหวะพอเหมาะผมจึงเดินเข้าไปหาแล้วชวนเธอคุยเล็กน้อย จนรู้สึกว่าเธอเองก็ดูเหมือนจะสนใจในตัวผม เราพูดคุยกันด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเธอชวนผมออกไปสูดอากาศข้างนอก กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่เธอใช้ ทำให้ผมรู้สึกสบายใจอย่างแปลกประหลาด
เราสองคนเดินไปที่หลังร้านซึ่งเป็ที่ค่อนข้างมืดและเงียบ “นายดูเหนื่อยๆ นะ” หญิงสาวตรงหน้ากระซิบข้างหูผม น้ำเสียงอ่อนโยนของเธอทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายขึ้น
ผมไม่ตอบอะไรกลับไป เพียงแค่ยิ้มและมองเข้าไปในดวงตากลมโตคู่นั้นอย่างลึกซึ้ง ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้น ทำให้ความเครียดในใจค่อยๆ ผ่อนคลายลง ผมไม่รู้ว่าตัวเอง้าอะไรหรือกำลังทำอะไรอยู่ แต่สิ่งที่ผมรู้คือผม้าหาใครบางคนคอยเคียงข้างกาย อย่างน้อยการมีแฟนหรือคนคุยมันคงช่วยบรรเทาเื่เครียดๆ ได้เยอะผมคิดว่างั้นนะ
ต้องรู้ว่าโรงเรียนประจำของผมมีแต่ชายล้วน น้อยครั้งนักที่จะได้พบเจอกับหญิงสาว ดังนั้นผมจึงประหม่าเล็กน้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอคนนี้ในระยะประชิดจู่ๆ
ในขณะที่หัวใจของผมกำลังเต้นเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าอวบอิ่มตรงหน้าก็เข้ามาใกล้…จนผมรู้สึกถึงลมหายใจของเธอที่กำลังประทับอยู่บนริมฝีปากของผม จังหวะนั้นผมจึงตัดสินใจยื่นหน้าเข้าไปแล้วจูบเธอเบาๆ มันเป็จูบที่ไม่ใช่เพราะความรัก แต่เป็เพียงการระบายความอึดอัดในใจที่ผมไม่รู้จะไปทางไหน
แต่ก่อนที่จะมีอะไรไปมากกว่านั้น ไอ้เพื่อนชั่วของผมก็เดินเข้ามาขัดจังหวะ มันดึงแขนผมออกแล้วพูดขึ้นมาเบาๆ แต่เสียงนั้นกลับดังอยู่ในหัวผมวกวนไปมา
“พอเถอะ มึงเมาแล้วไอ้ต้า กลับกันเหอะ”
ทันใดนั้นความหงุดหงิดก็วิ่งพล่านขึ้นมาทันที ผมจึงมองหน้าไอ้ทีมด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ไม่อยากเถียงอะไรมากเพราะรู้สึกเมาและมึน ผมพยักหน้าเบาๆ แล้วหันกลับไปยิ้มให้เธอ ก่อนจะเดินตามทีมออกจากหลังร้าน
“มึงนี่นะไอ้ต้า…ก็รู้อยู่ว่าเวลามึงเมาแล้วชอบ…” ทีมเหมือนจะบ่นผมแต่ก็หยุดชะงักไป มันบอกให้ผมรออยู่หน้าร้านส่วนมันเดินเข้าไปในร้านเพื่อขอตัวกลับก่อน จากนั้นมันก็เดินมากอดคอผมแล้วลากผมเดินไปตามทางเพื่อกลับหอพัก
หลังจากพวกเราหลบลุงยามและคนดูแลหอของมหาวิทยาลัยมาได้ ผมกับไอ้ทีมก็แยกกันเพราะห้องพักของผมกับมันอยู่คนละตึก แต่กว่าจะหลุดออกจากมันมาได้ก็ต้องปฏิเสธไปหลายครั้ง เพราะมันเร่งเร้าให้ผมไปต่อที่ห้องมัน แต่แน่นอนว่าผมไม่ไปเด็ดขาด
“…”
ลิฟต์เก่าๆ เคลื่อนตัวลงมาแล้วพาผมขึ้นไปชั้นเจ็ด ระหว่างนี้ผมก็อดเสียดายไม่ได้ที่ไอ้ทีมมาขัดจังหวะ แต่จะให้ทำไงได้…เพราะผมไม่อยากทะเลาะกับมันจึงเก็บความหงุดหงิดเอาไว้ในใจ
ผมถอนหายใจออกมายาวๆ หลังจากเห็นเลข 702 ที่หน้าประตูห้อง แม้จะเมานิดหน่อย แต่ผมยังพอจำทางกลับห้องได้ เมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นไอ้เตยังคงนั่งทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะหนังสือ
ทันทีที่ผมเดินเข้าห้องก็ได้ยินเสียงของมันถามขึ้นมา
“นายกลับมาแล้วเหรอ?”
“อืม...ไปดื่มมานิดหน่อย” ผมตอบอย่างไม่ใส่ใจ แล้วเดินไปที่เตียงของตัวเอง ทิ้งตัวลงนอนโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ
ไอ้เตมันคงเห็นท่าทางของผมที่ดูไม่สบอารมณ์ ก็เลยถามต่ออีกว่า
“นายเป็อะไรหรือเปล่า?”
“มีอะไรให้เราช่วยมั้ย”
“บอกเราได้เลยนะไม่ต้องเกรงใจ”
ผมหันไปมองหน้ามันแล้วไม่ตอบอะไร ผมรู้ดีว่ามันเป็ห่วง แต่มันก็เกินไปหน่อยมั้ย? อีกอย่างผมกับมันพึ่งจะรู้จักกันได้ไม่นานจนทำให้รู้สึกว่ามันทำตัวน่ารำคาญเกินไป หากมันยังวุ่นวายกับผมแบบนี้ไม่หยุดหนึ่งปีต่อจากนี้ผมคงบ้าตายแน่ๆ
“ไม่มีอะไรแค่เมานิดหน่อย” ผมตอบออกไปห้วนๆ แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงโดยหันหน้าไปทางหน้าต่างมองดูดวงจันทร์ด้านนอก
แต่ไอ้เตมันกลับไม่หยุดแค่นั้น ผมได้ยินเสียงของมันลอยออกมาอีกครั้ง “ไม่ได้หรอกเรากับนายต้องดูแลกันและกันอย่างน้อยก็เป็เพื่อนร่วมห้อง…”
ในขณะนั้นความหงุดหงิดที่สะสมในใจมันก็เริ่มเดือดขึ้นมาอีกครั้ง ผมลุกขึ้นนั่ง มองมันด้วยสายตาที่ไม่เป็มิตรแล้วโพล่งออกไปตรงๆ “เลิกถามได้มั้ย! บอกแล้วว่าไม่มีอะไร!” เสียงของผมเริ่มดังขึ้นจนแทบจะกลายเป็ตะคอก
แน่นอนว่าไอ้เตต้องไม่พอใจกับท่าทีของผม มันลุกขึ้นจากโต๊ะหนังสือ แล้วเดินมาหาผม “เออ ไม่ถามก็ได้เว้ย! นายมีปัญหามากนักก็อยู่คนเดียวไปเลย!”
การเผชิญหน้ากันระหว่างเราทำให้บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้น ผมรู้ว่าผมทำเกินไป แต่ในตอนนั้นผมไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ ทุกอย่างที่สะสมอยู่ในใจมันะเิออกมาพร้อมกับความโกรธ
ผมไม่อยากทะเลาะกับเพื่อนร่วมห้องที่ต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน แต่ความอึดอัดและความไม่พอใจที่ผมเก็บไว้มันมากเกินไป ผมรู้สึกว่าผมกำลังจะะเิออกมาจากข้างใน แต่สุดท้ายผมก็แค่ทิ้งตัวลงนอนและหันหลังให้มัน ไม่พูดอะไรอีก
ไอ้เตเองก็ดูเหมือนว่าไม่อยากให้เื่มันบานปลาย มันก็เดินกลับไปที่เตียงของตัวเองและนอนลงโดยไม่พูดอะไรต่อจากนั้น บรรยากาศในห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง แต่ในใจของผมมันกลับไม่เงียบเลย
…
กลางดึกคืนนั้น ผมสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายที่คุ้นเคย ความฝันเกี่ยวกับรถคันนั้นและน้องชายยังคงตามหลอกหลอนผมอยู่ เสียงล้อรถบดพื้นถนนดังแว่วขึ้นในหัวจนผมสะดุ้งเฮือก ความเ็ปที่ต้นขาในฝันยังคงตามมาในความจริง ผมถอนหายใจอย่างโล่งอกที่มันเป็เพียงแค่ฝัน
“ไอ้ชีวิตบ้าๆ” ผมพึมพำเบาๆ ก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง พยายามที่จะข่มตาให้หลับ แต่ความคิดที่ไม่หยุดนิ่งมันทำให้ผมต้องมองดูดาวด้านนอกจนกระทั่งเผลอตัวหลับไป