เมิ่งเจี้ยนเฉินและหรานซีฟังอย่างตั้งใจและจับใจความได้ว่าศิษย์พี่ของซ่งฉางคนนี้อิจฉาในพรสวรรค์ของซ่งฉางและการที่อาจารย์ของซ่งฉางให้ความสำคัญกับซ่งฉางมากจึงทำให้เขาตัดสินใจเล่นงานซ่งฉางด้วยการวางแผนเล่นงานจุดอ่อนของซ่งฉางอย่างการแย่งชิงคนรัก
และด้วยการเป่าหูของศิษย์พี่คนนั้นอาจารย์ของซ่งฉางก็ถึงกับโกรธที่ซ่งฉางสนใจเรื่องความรักมากกว่าการฝึกตนสุดท้ายซ่งฉางจึงถูกบีบให้ต้องแตกหักกับอาจารย์พาคนรักของตนเองออกจากสำนักแต่ซ่งฉางไม่อาจหนีออกมาพร้อมกันได้เพราะมันจะทำให้อีกฝ่ายสามารถขัดขวางได้แต่ใครจะคิดว่าสุดท้ายศิษย์พี่คนนั้นก็ยังหาที่นี่เจอ
“แล้วเจ้าออกมาจากสำนักได้ยังไง”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“ข้าเป็นคนออกจากสำนักด้วยตัวเองตัดขาดสายสัมพันธ์กับอาจารย์และสำนักเพื่อมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่กับพวกเขาแม้พวกเขาจะเป็นเพียงวิญญาณหยินแต่ข้าก็พร้อมที่จะใช้ชีวิตอยู่กับพวกเขา” ซ่งฉางกล่าว
“แต่วิธีการของเจ้ามันทำให้คนอื่นเดือดร้อนและหากเป็นแบบนี้ต่อไปอีกไม่นานสำนักเต๋าอย่างสำนักจินหยางจะต้องส่งคนมาสังหารเจ้าแน่”หรานซีกล่าว
“แล้วยังไงอย่างน้อยก็ดีกว่าต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและรู้สึกผิด พวกเจ้าที่ไม่เคยสูญเสียครอบครัวไม่มีทางเข้าใจหรอก”ซ่งฉางกล่าว
“ทำไมข้าจะไม่เข้าใจข้าเคยเห็นคนที่มีครอบครัวที่อบอุ่นแต่เพราะคนบางคนที่เห็นแก่ตัวกลับทำให้ครอบครัวของนางต้องตายไปทั้งหมดความแค้นที่นางแบกรับข้าเข้าใจดีที่สุดดังนั้นข้าถึงไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้าไม่เอาเวลามาฝึกฝนเพื่อแก้แค้น”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“นี่เจ้าพูดอะไรออกมา”หรานซีตกใจนางไม่คิดว่าเมิ่งเจี้ยนเฉินจะบอกให้อีกฝ่ายแก้แค้นแบบนี้
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่เคยคิดแต่เพราะหากข้าสังหารเจ้าคนสารเลวนั่นท่านอาจารย์ก็จะลงมือหากข้าสังหารท่านอาจารย์สำนักจินหยางก็จะลงมือหากข้าทำลายสำนักจินหยางละสำนักเต๋าสายที่สองก็จะลงมือเช่นกัน” ซ่งฉางกล่าว
“ดูเหมือนเจ้าจะพอมีสติอยู่บ้างเช่นนั้นมาแก้ปัญหาของพวกเขาก่อนเถอะ” เมิ่งเจี้ยนเฉินนำแผ่นยันต์ล้ำค่าออกมาแผ่นยันต์พวกนี้คือยันต์มนุษย์ที่สามารถให้วิญญาณเข้าไปอาศัยอยู่ได้และกลับคืนร่างที่มีตัวตนอีกครั้งเพียงแต่พวกเขาจะไม่สามารถสัมผัสกับไฟหรือปราณหยางที่รุนแรงได้และร่างกายของเขาก็อ่อนแอหากถูกโจมตีแต่ข้อดีคือพวกเขาสามารถอยู่ด้วยการใช้ปราณวิญญาณฟ้าดินไม่ต้องพึ่งพิธีกรรมที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมแบบนี้
“เจ้าจะช่วยข้างั้นเหรอ”ซ่งฉางกล่าว
“ไม่งั้นข้าจะมาที่นี่ทำไม”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“แต่เพราะอะไร”ซ่งฉางไม่เข้าใจ
“ลัทธิเต๋าสายที่ข้าของข้าทำอะไรตามใจขอแต่สิ่งที่ทำแล้งไม่ละอายใจต่อตนเองก็พอ”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
แววตาของซ่งฉางแดงน้ำตาไหลออกมาเขาที่เกลียดสำนักเต๋าตั้งแต่ที่เกิดเรื่องขึ้นมักจะคิดว่าสำนักเต๋านั้นเห็นแก่ตัวมองสรรพชีวิตเหมือนมดปลวกไม่คู่ควรต่อความเคารพของเขา
“ส่วนเรื่องการทวงความเป็นธรรมของเจ้าข้าจะจัดการเองถึงอย่างไรข้าก็คือศิษย์หลานของเจ้าลัทธิที่หนึ่งหากได้ยินเรื่องนี้แล้วเมินเฉยตัวข้าคงไม่มีหน้ากลับไปแล้ว”หรานซีกล่าว
“ขอบคุณสหายเต๋าทั้งสองท่านด้วย”ซ่งฉางกล่าว
เมิ่งเจี้ยนเฉินโบกมือก่อนที่อาณาเขตจะหายไปพริบตาร่างของพวกบิดามารดาและภรรยาของซ่งฉางก็ก้าวออกมาเห็นได้ชัดว่าคนทั้งสามได้ยินเรื่องที่พวกเขาคุยกันทั้งหมด
“ลำบากเจ้าแล้วฉางเอ๋อ”บิดาของซ่งฉางมองบุตรชายของตนด้วยแววตามีความสุข การที่ได้มีลูกชายที่กตัญญูแบบนี้ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่ไม่มีความสุขอยู่แล้ว
ส่วนภรรยาของซ่งฉางแม้นางจะต้องตายไปแต่นางก็ไม่ได้เสียใจที่เลือกรักซ่งฉางแม้ในอนาคตจะกลายเป็นวิญญาณนางก็จะยินดีอยู่ร่วมกับสามีของนาง
“ตอนนี้พวกท่านเข้ามาอยู่ในยันต์ของข้าก่อนในอนาคตข้ารับปากว่าพวกท่านจะสามารถกลับมามีร่างกายที่แท้จริงอีกครั้ง”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“ทำแบบนั้นได้จริงงั้นเหรอ”ซ่งฉางกล่าว
“อีกไม่นานนักหรอก”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
เมื่อห้าปีก่อนอาจารย์ของเมิ่งเจี้ยนเฉินอย่างเจ๋อเทียนได้เคยบอกแผนการใหญ่ของสายที่ห้าที่คิดจะสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ว่าคือตัวตนที่คล้ายกับพวกเทพจากยุคโบราณแต่ระดับพลังกลับอ่อนแอมากและพวกเขาจะอยู่ได้ด้วยควันธูปจากผู้คนและสิ่งศักดิ์สิทธิ์พวกนี้ก็คือวิญญาณของคนตายที่ถูกนำมาหลอมรวมเข้ากับรูปปั้นที่สร้างเอาไว้ให้ผู้คนมาเคารพบูชา
แน่นอนว่าสำนักเต๋าจะต้องเป็นคนอนุญาตและสร้างพิธีกรรมให้กับรูปปั้นเหล่านั้นเสียก่อนพวกเขาถึงจะกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะคอยปกป้องเมืองและแคว้นๆหนึ่งได้
หลังจากนั้นเมิ่งเจี้ยนเฉินได้ย้ายดวงวิญญาณของคนทั้งสามเข้าไปในกระดาษยันต์จากนั้นก็เริ่มท่องคาถาออกมายันต์ทั้งสามแผ่นลอยออกไปก่อนจะกลายเป็นร่างของทั้งสามคนอีกครั้งเพียงแต่ครั้งนี้วิญญาณของพวกเขามั่นคงมากขึ้นรู้สึกเหมือนมีร่างกายมากขึ้น
“หากว่าพวกเขาไม่อาจดูดซับพลังวิญญาณของฟ้าดินได้เจ้าก็ต้องเป็นคนช่วยพวกเขาโดยการส่งพลังปราณวิญญาณในร่างเข้าไปในแผ่นยันต์ทั้งสาม”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“ข้าเข้าใจแล้วขอบคุณสหายเต๋ามาก” ซ่งฉางคุกเข่าลงทันที
“อย่าได้ทำแบบนั้น”เมิ่งเจี้ยนเฉินรีบประคองอีกฝ่าย
“ดูเหมือนจะจับได้ด้วยดีสินะ”ฮวาชิงถอนหายใจ
“หืมดูเหมือนจะมีคนเข้ามา” เมิ่งเจี้ยนเฉินหันไปมองด้านนอกเพ่งสายตาออกไปเห็นกลุ่มคนที่สวมชุดของสำนักเต๋าพากันเดินขึ้นมา
“ก่อนอื่นยกเลิกพิธีกรรมก่อนเถอะ”หรานซีกล่าว
“ได้”ซ่งฉางรีบทำการยกเลิกพิธีกรรมพริบตาฝนก็ค่อยๆหยุดตก
“พวกเราซ่อนตัวก่อนรอดูว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร”เมิ่งเจี้ยนเฉินใช้พลังของกระบี่แห่งชีวิตสร้างกฎเกณฑ์ทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถมองเห็นพวกเขาได้
คนกลุ่มของสำนักจินหยางถูกนำโดยชายวัยกลางคนเดินนำกลุ่มมาเมื่อเห็นว่าฝนหยุดตกแล้วก็ยิ้มเย้ยหยัน
“ดูเหมือนเจ้าสวะซ่งฉางจะกลัวจนรีบหยุดพิธีกรรมไปเลยสินะแต่สายไปแล้วละ”ชายวัยกลางคนยิ้ม
“ฮ่าฮ่า วันนี้จะเป็นจุดจบของซ่งฉางกล้ามากที่สร้างเรื่องใหญ่โตแบบนี้” ศิษย์อีกคนกล่าว
“ไปวันนี้พวกเราจะทำลายเจ้าซ่งฉางให้สิ้นซากไม่ให้เป็นภัยในอนาคตต่อพวกเราอีก”ชายวัยกลางคนยิ้มเย็นเดินมาถึงหน้าประตูบ้านของซ่งฉาง
“พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่”ซ่งฉางเปิดประตูทองชายวัยกลางคนด้วยความโกรธแค้นเพราะคนๆนี้คือศิษย์พี่ของตนและเป็นคนที่สังหารครอบครัวของตนด้วย
“ซ่งฉางเจ้าทรยศต่อสำนักแอบฝึกวิชาชั่วร้ายสร้างหายนะให้กับผู้คนสำนักจินหยางได้ตัดสินที่จะจับเจ้าไปลงโทษ”ชายวัยกลางคนกล่าว
“ลงโทษงั้นเหรอจ้านสุ่ยคนที่ต้องถูกลงโทษมันคือเจ้า เจ้าใช้ความแค้นส่วนตัวสังหารผู้บริสุทธิ์โทษของเจ้าคือความตาย”ซ่งฉางดวงตาเต็มไปด้วยความแค้น
“ฮ่าฮ่า แล้วอย่างไรใครจะลงโทษข้าได้บ้างละซ่งฉางตอนนี้สถานการณ์ไม่เหมือนอดีตอีกแล้วเจ้าไม่มีใครให้พึ่งพิงอีกแล้วท่านอาจารย์ไม่สนใจเจ้าแล้วเพราะงั้นวันนี้ข้าจะกำจัดเจ้าทิ้งซะ”จ้านสุ่ยยิ้มเย้ยหยัน
“ข้าจะฆ่าเจ้า”ซ่งฉางคำราม
“อย่างเจ้าเนี่ยนะพวกเจ้าไปจับตัววิญญาณทั้งสามคนมาพวกมันจะต้องซ่อนอยู่ด้านในแน่” จ้านสุ่ยหัวเราะ
จ้านสุ่ยมีขอบเขตหลอมรวมขั้นสมบูรณ์และศิษย์คนอื่นๆก็อยู่ขอบเขตหลอมรวมขั้นกลางและขั้นต้นกันหมดเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่ทรงพลังเลยก็ว่าได้
“เจ้าพวกนี้สารเลวได้ใจจริงๆ”ถิงจี้จับด้ามดาบเอาไว้แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร
“จะเอายังไง”ฮวาชิงมองไปยังเมิ่งเจี้ยนเฉิน
“อย่าพึ่งฆ่าแต่สามารถหักแขนขาได้”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว
“เจ้าคิดจะทำอะไร”หรานซีกล่าว
“เอาผิดต่อสำนักจินหยาง”เมิ่งเจี้ยนเฉินสีหน้าเย็นชา
เมิ่งเจี้ยนเฉินให้พวกหลิงเอ๋อพาวิญญาณของพวกภรรยาซ่งฉางไปซ่อนตัวก่อนจากนั้นถิงจี้ก็ออกไปเป็นคนแรกพุ่งเข้าหาศิษย์ของสำนักจินหยางที่เดินเข้ามาในบ้านพลังปราณที่ดุร้ายระเบิดออกมา
“บอกตามตรงข้าละเกลียดพวกเจ้าสำนักจินหยางมานานแล้ว”ถิงจี้คำรามออกมา
หนึ่งดาบฟาดหันออกไปศิษย์ของสำนักจินหยางตกใจร่ายวิชาออกมาอสนีพุ่งออกมาจากฝ่ามือเข้าปะทะกับดาบของถิงจี้ทันที
“เจ้ามันถิงจี้ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”ศิษย์ของสำนักจินหยางคนหนึ่งจดจำถิงจี้ได้
“หากข้าไม่อยู่ที่นี่ข้าได้เห็นความชั่วร้ายของพวกเจ้าหรือไง”ถิงจี้เตะไปที่อีกฝ่ายทำให้ร่างของอีกฝ่ายกระเด็นออกไปกระอักเลือด
“เกิดอะไรขึ้น”จ้านสุ่ยตกใจ
“จ้านสุ่ยวันนี้เจ้าจะต้องชดใช้”ซ่งฉางผสานมือร่างวิชาเต๋าออกมา
อสรพิษเพลิงน้ำ ดิน ไม้ ทอง ธาตุทั้งห้ากระโจนเข้าโจมตีจ้านสุ่ยทันที จ้านสุ่ยยิ้มเย้ยหยันคีบยันต์แผ่นหนึ่งขึ้นมาก่อนจะพาออกไป
“โฮก!!!!!!!!!!”พยัคฆ์ขนาดใหญ่ที่สร้างมาจากยันต์อสนีร้องคำรามทำลายอสรพิษจากธาตุทั้งห้าทิ้งทันที
“ยันต์นี้มันของท่านอาจารย์”ซ่งฉางตกใจ
“ถูกต้องท่านอาจารย์มอบให้ข้ามาโดยเฉพาะ”จ้านสุ่ยหัวเราะออกมา
“ดีในเมื่อตาแก่นั่นคิดจะสังหารข้าถ้างั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องเคารพเจ้านั่นแล้ว”ซ่งฉางร่ายวิชาอีกครั้งค่ายกลขนาดเล็กจำนวนมากลอยอยู่บนอากาศและกลายมาเป็นกระบี่พุ่งเข้าหาจ้านสุ่ย
“ทำลายมันซะ”จ้านสุ่ยยิ้ม
“โฮก!!!!!!!!!”พยัคฆ์อสนีใช้เท้าข้างหนึ่งทุบไปที่พื้นอสนีที่รุนแรงก็พุ่งเข้าปะทะกับกระบี่ทั้งหมดจนค่ายกลแตกสลาย
“อะไรกัน”ซ่งฉางตกใจอสนีเส้นหนึ่งพุ่งเข้ามาปะทะกับร่างจนซ่งฉางกระเด็นแล้วกระอักเลือดออกมา
“แม้เจ้าจะเคยโดดเด่นกว่าข้าแต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว”จ้านสุ่ยหัวเราะ
“เช่นนั้นหรือ”ถิงจี้เดินออกมาพร้อมกับลากขาของศิษย์จากสำนักจินหยางมาด้วย
ใบหน้าของจ้านสุ่ยเปลี่ยนไปมองไปยังกลุ่มคนที่เดินออกมาจากบ้านและมองสภาพปางตายของเหล่าศิษย์ก็เกิดความหวาดกลัว
“ถิงจี้เจ้าทำแบบนี้จะประกาศสงครามกับสำนักเต๋างั้นเหรอ”จ้านสุ่ยกล่าว
“เจ้าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะจุดชนวนสงครามหรอก”หรานซีกล่าว
“พวกเจ้าเป็นใครรู้ไหมหากเป็นศัตรูกับสำนักจินหยางจะเกิดอะไรขึ้น”จ้านสุ่ยคำราม
“ก็แค่สำนักเล็กๆของสายที่สองอะไรทำให้เจ้าหยิ่งยโสขนาดถึงเอาชื่อสำนักมาขู่ข้า”หรานซีเค้นเสียงนางเป็นถึงศิษย์หลานของเจ้าลัทธิมีอาจารย์เป็นรองเจ้าลัทธิยังต้องกลัวสำนักเล็กๆอีกเหรอแถมในกลุ่มยังมีคนที่มีอำนาจที่แท้จริงอยู่เพราะเขาคือศิษย์ของเจ้าลัทธิที่ห้าถือเป็นบรรพจารย์น้อยคนหนึ่งอย่างแท้จริง
“พูดมากก็เท่านั้นคนแบบนี้ต้องเลาะฟันออกให้หมด”ร่างของเมิ่งเจี้ยนเฉินโผล่มาตรงหน้าของจ้านสุ่ยหมัดที่หนักหน่วงต่อยออกไป
“อ๊ากกกกก”จ้านสุ่ยร้องโหยหวนขณะที่ร่างกำลังจะกระเด็นออกไปมือข้างหนึ่งของเมิ่งเจี้ยนเฉินก็จับคอเสื้อของอีกฝ่ายไว้กระชากกลับมาและต่อยออกไปอีกครั้งพวกถิงจี้ที่ได้เห็นก็พากันยิ้มอย่างชอบใจ