ตอนที่31งานวิจัยกับคนรู้จักที่ไม่ค่อยจะรู้จัก
เราใช้เวลาบนรถกันสักพักคุยเรื่องต่างๆเรื่อยๆเปื่อยๆเพื่อฆ่าเวลาที่อยู่บนรถจนในที่สุดรถพอร์ชของพี่หมอก็พาเรามาถึงโรงพยาบาลจิตเวชที่น้องรินทร์รักษาตัวอยู่
เหมือนกับโรงพยาบาลจิตเวชทั่วๆไปที่การรักษาความปลอดภัยนั้นจะเข้มงวดกว่าโรงพยาบาลปกติดังนั้นจึงเห็นพนักงานรักษาความปลอดภัยและบุรุษพยาบาลอยู่มาก
บอกตามตรงว่าฉันค่อนข้างประหม่าเพราะนี่เป็นการเข้าโรงพยาบาลของผู้มีปัญหาทางจิตครั้งแรกในชีวิตของฉันแม้ว่าฉันจะใช้ชีวิตได้หลุดจากคนทั่วๆไปแต่ที่นี่ก็ยังคงไม่ใช่ที่ที่ฉันจะคุ้นเคยได้
อาจเป็นเพราะภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลจิตเวชสำหรับคนทั่วไปไม่ดีนักเราหวังว่าเราจะพบกับผู้คนที่เสียสติคลุ้มคลั่งหรือกลุ่มคนที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้บกพร่องกระจายอยู่ทั่วโรงพยาบาลซึ่งมักจะเป็นภาพที่เห็นตามหนังที่มักจะสร้างสถานที่อย่างโรงพยาบาลจิตเวชให้ออกมาในลักษณะนั้น
แต่เท่าที่พี่หมออธิบายให้ฉันได้เข้าใจภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลจิตเวชของฉันนั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อยที่ต้องบอกว่าแค่เล็กน้อยนั่นก็เพราะว่าผู้ป่วยที่มีภาวะการใช้ความรุนแรงและกลุ่มที่มีภาวะการเรียนรู้เป็นเพียงสองในสี่กลุ่มใหญ่ๆเท่านั้นในโรงพยาบาลจิตเวชแม้ว่าสี่กลุ่มนี่พี่หมอจะแบ่งขึ้นมาเองเพื่อใช้ในการประกอบการอธิบายก็ตาม
อีกสองกลุ่มที่พี่หมอพูดถึงคือกลุ่มที่มีปัญหาทางด้านจิตที่มีความเสี่ยงในการทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายและกลุ่มที่บำบัดอาการพิษสุราซึ่งดูเหมือนว่าในไทยจะมีการบำบัดหรือถอนพิษสุราโดยมีโรงพยาบาลจิตเวชเป็นผู้ดำเนินงาน
ภาพที่ฉันเห็นในปัจจุบันนั้นไม่ได้ต่างจากในหนังเท่าใดนักตรงที่มีผู้ป่วยพร้อมกับผู้ดูแลอยู่ใกล้ๆที่เห็นได้ประปรายตามเส้นทางที่เราเดินไปสิ่งที่ต่างก็คือนี่ไม่ใช่ผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ทั้งหมดแม้ว่าฉันจะแยกไม่ออกก็ตามทีบางคนอาจจะติดสุราบางคนอาจจะแค่ป่วยแบบน้องรินทร์ซึ่งมีปัญหาในภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรงจนมีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตัวเอง
เราได้รับเอกสารในการเข้าเยี่ยมผู้ป่วยจากนั้นพวกเราก็เดินไปถึงบริเวณสวนที่มีร่มไม้และสนามหญ้าก่อนที่ฉันจะเห็นเติมและเด็กสาวหน้าตาดีที่นั่งอยู่ในรถเข็นด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย
ในตอนแรกฉันนึกว่าเราต้องเข้าไปเยี่ยมถึงเตียงเหมือนผู้ป่วยปกติที่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างไรก็ตามฉันได้รู้ในภายหลังว่าการเข้าเยี่ยมสำหรับผู้ป่วยทางจิตนั้นเราไม่สามารถเข้าไปเยี่ยมในตึกผู้ป่วยได้เมื่อมีการติดต่อขอเข้าเยี่ยมผู้ป่วยจะถูกพาออกมาจากตึกพักผู้ป่วยหรืออย่างน้อยๆก็ออกมาที่ระเบียงของตึกเพื่อให้ญาติเข้าเยี่ยม
หลังจากเติมสังเกตเห็นพวกเราเขาก็เดินผละออกมาจากสาวน้อยและส่งรอยยิ้มเป็นการต้อนรับอย่างไรก็ตามไม่ได้มีการทักทายอย่างอื่นเพิ่มเติมพี่หมอจูงน้องพริมเข้าไปหาเด็กสาวที่นั่งอยู่ในรถเข็นในขณะที่ฉันที่กำลังจะตามไปถูกรั้งไว้จากพี่ลายเมฆ
“ขอบคุณที่อุตส่าห์มานะครับ”เติมเดินมาทักทายพี่ลายเมฆด้วยรอยยิ้มและแววตากตัญญูก่อนที่จะกล่าวขอบคุณกับพี่ลายเมฆในขณะที่พี่ลายเมฆเพียงยิ้มรับและพยักหน้าให้ ตบบ่าเขาเบาๆก่อนที่จะเดินตามพี่หมอเข้าไป
จะว่าไปนี่ก็เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันเห็นพี่ลายเมฆอยู่พร้อมกันกับเติมและเห็นพวกเขาได้คุยกันเท่าที่ฉันเห็นดูเหมือนว่าเติมจะเคารพพี่ลายเมฆมากและค่อนข้างสนิทสนมกับพี่ลายเมฆอยู่ระดับหนึ่งผิดกับที่ฉันคาดเอาไว้อีกครั้งว่าบางทีเติมอาจจะไม่กินเส้นกับพี่ลายเมฆเพราะพี่หมอแหงละฉันไม่เคยคาดเดาอะไรถูกสักที
หลังจากพี่ลายเมฆเดินตามพี่หมอเข้าไปฉันก็ยังคงพยายามที่จะเดินตามพี่ลายเมฆเข้าไปแต่คราวนี้เป็นเติมที่รั้งเสื้อฉันเอาไว้ฉันหันกลับมามองหน้าเติมแบบเคืองๆก่อนที่เติมจะพูดกับฉันว่า“เธอน่ะอยู่ตรงนี้แหละไม่คิดบ้างหรือไงว่าทำไมฉันที่เป็นพี่แท้ๆถึงได้ดูอยู่ตรงนี้แทนที่จะไปอยู่ข้างๆน้องสาว"นั่นทำให้ฉันหยุดและยืนอยู่ข้างๆเติมแต่โดยดีและคอยมองสาวน้อยที่นั่งอยู่บนรถเข็นแบบห่างๆ
“ว่าแต่..ทำไมเด็กผู้หญิงที่ร้านไอศกรีมสมูทตี้ถึงได้มากับพวกเธอด้วยล่ะ”เติมหันมาถามฉันเกี่ยวกับน้องพริม
ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเธอเลยซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะน้องพริมติดต่อกับพี่ลายเมฆเป็นส่วนใหญ่และพี่ลายเมฆก็ไม่ใช่คนประเภทที่ชอบเล่าเรื่อง
“น้องพริมฝึกเขียนโปรแกรมกับพี่ลายเมฆอยู่น่ะเห็นบอกว่าเธอน่าจะเข้ากันได้ดีกับน้องของนาย”ฉันตอบคำถามและเติมเพียงพยักหน้ารับเท่านั้นนี่ดูไม่เหมือนเติมคนที่ฉันรู้จักในแววตาของเขามันเต็มไปด้วยความเศร้าและไม่มีอารมณ์จะพูดอะไรมากนัก
ดูเหมือนว่าพี่ลายเมฆจะคิดถูกเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าน้องพริมกับน้องรินทร์นั้นจะเข้ากันได้ดีเพราะเด็กสาวบนรถเข็นนั้นมีรอยยิ้มและเปล่งเสียงหัวเราะเล็กๆเมื่อได้คุยกับเธอแม้ว่าเธอจะไม่ได้พูดตอบโต้อะไรกลับมาเลยหรือขยับตัวหรือแขนขาแต่เธอก็ยังคงมีปฏิกิริยาที่บ่งบอกถึงความสุขเล็กๆผ่านใบหน้าและแววตาของเธอ
เมื่อฉันมองดูดีๆฉันเห็นเค้าโครงหน้าของเธอมีความใกล้เคียงกับเติมค่อนข้างมากเพียงแต่ว่าเธอมีความละเอียดอ่อนในแบบของผู้หญิงมากกว่าในเรื่องของโครงหน้าซึ่งถ้าหากพูดถึงเติมฉันอาจจะสามารถพูดได้ว่าเขาเป็นผู้ชายที่มีโครงหน้าใกล้เคียงกับผู้หญิงไม่มีลักษณะดุดันมากนักและไม่มีหนวดเคราเหมือนพี่ลายเมฆเขาค่อนข้างใกล้เคียงกับศิลปินเกาหลีตามสมัยนิยมนี้อย่างไรก็ตามตาที่โตกว่าทำให้เขาดูแตกต่างออกไปเล็กน้อยและมีความคมเข้มในแบบคนไทยซึ่งต่างจากศิลปินเหล่านั้น
“หน้าฉันมันมีอะไรงั้นเหรอ”เติมหันมาถามฉันหลังจากที่ฉันจ้องหน้าเขาอยู่นาน
“เปล่าฉันแค่รู้สึกว่าเธอดูเหมือนนายมากจริงๆแต่ก็นะ..ก็เป็นพี่น้องกันนี่.”
“.....hhh”
เติมไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเพียงแค่ยิ้มรับแต่ฉันได้ยินเสียงถอนหายใจเล็กๆผ่านลำคอของเขา
“ทำไมนายกับฉันถึงเข้าไปใกล้ๆเธอไม่ได้เหรอก่อนหน้านี้นายก็นั่งอยู่ข้างๆเธอไม่ใช่เหรอ”เมื่อบรรยากาศเริ่มแปลกๆฉันก็เลยพยายามเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อหวังเปลี่ยนบรรยากาศแต่แน่นอนว่าทักษะการชวนคุยที่สุดห่วยของฉันนำเราไปที่หัวข้อที่อาจจะอึดอัดกว่าเดิมสำหรับเขา
‘อย่างที่ฉันเคยบอกไปฉันเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้จริงๆ’
“มีไม่กี่คนที่เข้าถึงเธอได้ ..ถ้าคนที่เข้าถึงเธอไม่ได้เข้าไปอยู่ใกล้เธอก็จะเป็นเหมือนเดิมไม่ตอบสนองต่อสิ่งต่างๆรอบตัวดูเฉยชา..ไร้อารมณ์....ฉันพอใจที่จะนั่งดูรอยยิ้มของเธอจากไกลๆมากกว่าที่จะเห็นเธอเป็นแบบนั้นเพราะเธอคือสิ่งล้ำค่าสิ่งเดียวที่เหลืออยู่สำหรับฉัน..”
ฉัน...ไม่รู้เลยจริงๆว่าตอนนี้ฉันควรพูดอะไร...แค่ในสถานการณ์ปกติก็ยากเกินพอแล้ว..แต่กับผู้คนที่เห็นได้ชัดเจนว่ากำลังโศกเศร้าแบบนี้ยิ่งเป็นเรื่องที่ยากขึ้น
“ฉันก็ว่าอย่างงั้นแหละสิ่งล้ำค่าและงดงามเดาไม่ยากว่าเธอเป็นน้องสาวที่เป็นที่รักสำหรับทุกๆคน”ฉันเอื้อมมือออกไปตบไหล่ของเติมที่นั่งอยู่ข้างๆและหวังเพียงแค่ว่าวิธีชวนคุยในแบบของพี่ลายเมฆจะได้ผลพยายามเข้าใจเขาโดยการคุยเรื่องของเขา..เติมเงียบไปสักพักจนในที่สุดเขาก็เริ่มพูดบางอย่าง
“เธอเป็นน้องสาวที่น่ารัก...ตอนเด็กๆเธอเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่ติดพี่ชายเธอจะพยายามตามติดฉันไปทุกๆที่ในตอนนั้นบอกตามตรงว่าฉันก็เหมือนพี่ชายที่ห่วยแตกทั่วๆไปที่มองว่าเธอน่ารำคาญมากเด็กผู้ชายที่พยายามจะเล่นกับเพื่อนที่เป็นผู้ชายของเขาในแบบเด็กผู้ชายกลับมีเด็กหญิงคนหนึ่งที่คอยติดสอยห้อยตามไปด้วยทุกที่”
..เติมหยุดพูดไปสักพักพร้อมกับสายตาที่กวาดออกไปไกลๆ...แม้ว่าบางทีอดีตที่เขาคิดถึงอาจจะกั้นด้วยเวลาแค่ไม่กี่ปี...แต่ชัดเจนจากสายตาที่เศร้าสร้อยและเต็มไปด้วยความรู้สึก..โหยหา..และอยากกลับไปอยู่ตรงนั้นเพียงแต่ในความเป็นจริง..อดีตนั้นแม้จะผ่านไปเพียงเสี้ยววินาที..มันยังคงเกินกำลังที่คนๆหนึ่งจะสามารถกลับไปได้..และทำได้เพียงแค่คิดถึงชายหนุ่มหน้าตาดีในเสื้อเชิ้ตสีขาวสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนที่จะเริ่มพูดต่อ ..
“เธอมักจะถูกแกล้งจากกลุ่มเพื่อนของฉันและบางทีฉันเองก็เป็นหนึ่งในคนที่แกล้งเธอด้วยเหมือนกันมีบางครั้งที่ฉันรู้สึกดีเมื่อเธอถูกแกล้งและหวังว่าเธอจะไม่เกาะฉันไปทุกๆที่เหมือนเดิมอีก”
“เธอคงเดาได้ว่าผลมันจะออกมาเป็นไงทุกครั้งที่เธอถูกแกล้งและต้องร้องไห้เธอพยายามอดกลั้นและทำเป็นสบายดีหลังจากกลับบ้านเพื่อไม่ให้พี่ชายห่วยๆของเธอถูกต่อว่าจากพ่อแม่แต่คราบน้ำตาและจมูกที่แดงเรื่อหลังจากร้องไห้มันยังเป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้ง่ายเกินไปเมื่อฉันกลับบ้านฉันก็ถูกดุทุกครั้งเพราะไม่ดูแลน้องให้ดีแน่นอนพี่ชายห่วยๆของเธอมองว่าเธอเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาถูกดุแต่เธอยังคงเกาะติดพี่ชายห่วยๆของเธอไปทุกๆเช่นเคย”
“พอตอนฉันอยู่มัธยมเธอก็พึ่งจะเข้าศึกษาในระดับประถมด้วยความที่เธอเป็นเด็กดีและเชื่อฟังแทบจะทุกสิ่งที่ครูสอนนั่นทำให้เธอรับทุกสิ่งที่เธอเรียนรู้เข้าไปอย่างรวดเร็วเธอถือเป็นเด็กเก่งมากจนใกล้เคียงกับคำว่าอัจฉริยะความจริงเธอเป็นเด็กอัจฉริยะเธอเข้าใจสมการระดับสูงและเริ่มศึกษาแคลคูลัสตั้งแต่ยังไม่ขึ้นมัธยมเธอเรียนด้วยผลการเรียนที่ดีเรื่อยมาจนกระทั่งเธอจบระดับประถมนางฟ้าตัวน้อยมักถูกพ่อแม่เปรียบเทียบกับพี่ชายของเธอที่เป็นเด็กเกเรไม่ได้เรื่องไม่สนใจเรียนและวันๆมัวแต่ทำตัวไม่เอาไหนและแน่นอนพี่ชายที่แสนห่วยของเธอรู้สึกน้อยใจมากกับการที่พ่อแม่มักเปรียบเทียบเขากับน้องสาวที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะทำให้เขาพยายามหลีกเลี่ยงการพบกับเธอหลังจากนั้น..”
“จนกระทั่งถึงวันที่พี่ชายแสนห่วยของเธอตัดสินใจที่จะเข้ามหาลัยในสาขาศิลปศาสตร์พ่อแม่ของเขาไม่เห็นด้วยเพราะในตอนนั้นพวกเขาเริ่มส่อแววปัญหาทางการเงินและการทำธุรกิจของพวกเขาพ่อเขาเรียกเขาไปพบเพื่อที่จะขอร้องให้เขาชะลอการเข้าเรียนมหาลัยของตัวเองออกไปก่อนเนื่องจากปัญหาการเงินและพวกเขาจะยกธุรกิจนี้ให้ชายหนุ่มดูแลในอนาคตชายหนุ่มน้อยใจและตะคอกใส่ด้วยน้ำตาพรั่งพรูเต็มใบหน้าว่า’ถ้าเป็นน้องสาวอัจฉริยะ!!พ่อกับแม่คงไม่มีความคิดว่าการเข้าเรียนในมหาลัยเป็นภาระขนาดนี้!!’เขาเมินเฉยต่อน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของพ่อเพราะเขาคิดว่าน้ำตาเขาเองก็ไหลเขาเมินเฉยต่อความกดดันทุกอย่างของพ่อที่ต้องแบกเพราะเขารู้สึกว่าตัวเองก็ได้รับแรงกดดันมากพอจากการที่ถูกเปรียบเทียบกับน้องสาวเรื่อยมาเขาหันหน้าหนีจากพ่อแม่..ขังตัวเองไว้ในห้อง”
“น้องสาวของเขาได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากการตะคอกที่รุนแรงของเขาเธอเริ่มเกลี้ยกล่อมพ่อแม่ของเธอว่าพี่ชายของเธอก็ควรจะมีสิทธ์ที่จะได้ทำในสิ่งที่เขารักเธอคิดเช่นกันว่าถ้ามันเป็นเธอที่เข้าเรียนมหาลัยพ่อกับแม่จะไม่รู้สึกเป็นภาระและทำทุกวิถีทางเพื่อจะทำให้เธอได้เรียนต่อเธอหวังว่าพี่ชายห่วยๆของเธอจะได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกัน”
“ในที่สุดพวกเขาก็ยอมส่งเสียลูกชายเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยเมื่อลูกชายของพวกเขาอยู่ในสังคมมหาลัยปีแรก.......เธอน่าจะรู้ดีว่ามันเป็นยังไงกลุ่มเพื่อนที่เพียบพร้อมไปซะทุกอย่างการแข่งขันกันอวดข้าวของเงินทองหน้าตาทางสังคมแน่นอนว่าลูกชายนักธุรกิจหน้าตาดีต้องการเป็นที่ยอมรับจากทุกคนและคิดว่าตัวเองต้องเหนือกว่าคนอื่นๆก็ผลาญเงินไปมากในเทอมเดียว..พอเริ่มขึ้นเทอมสอง......................”
เติมหยุดพูดไปฉันเห็นน้ำค้างเริ่มกลั่นตัวเป็นหยดที่ขอบตาด้านล่างของเขาจมูกฉันมันเริ่มรู้สึกร้อนขึ้นน้ำตาที่ถูกปิดอยู่ใต้แว่นหนาของฉันไหลผ่านแก้มฉันไม่โง่พอที่จะเดาเรื่องหลังจากนี้ไม่ได้ฉันกระชับมือที่กุไหล่ของเติมไว้แน่นขึ้นและทำได้เพียงเงียบ..และรับฟังอยู่ข้างๆ