‘ชีวิตคนเรานั้นไม่แน่นอน’
คำกล่าวที่ฟังคุ้นหูนี้ไม่ว่าใครก็คงเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง ประโยคที่ดูธรรมดา แต่หากพิจารณาความหมายของมันให้ถี่ถ้วน แลจะเห็นหลายสิ่งอย่างที่อยู่ในประโยคธรรมดานี้ ตีความเหมือนบ้างต่างบ้างหลากหลายตามแต่วัยวุฒิและประสบการณ์ของแต่ละบุคคล
“น่าเบื่อชิบเป๋ง”
ชายหนุ่มบ่นอุบพลางถอนหายใจขณะเดินทอดน่องอยู่บนทางเท้า ผมเผ้าบนหัวของเขาชี้ฟูกระเซอะกระเซิง ถึงมันจะไม่ยาวขั้นว่าเป็หนุ่มผมประบ่า แต่คนที่ผ่านไปมาคงพอเดาได้ว่าไอ้หนุ่มนี่คงไม่เหยียบเข้าร้านตัดผมมาหลายเดือนเเล้ว เสื้อเชิ้ตปักโลโก้บริษัทสีกรมปล่อยหลุดลุ่ยลอยชายจากกางเกงยีนตัวเก่ง บนคอมีสายคล้องที่ห้อยบัตรพนักงานอยู่ เขาสะพายกระเป๋าพาดข้างสีน้ำตาลหม่นๆ ด้านในใส่โทรศัพท์มือถือที่ต่อสายสมอลทอร์คโยงขึ้นมายัดหูข้างขวา ส่วนข้างซ้ายปล่อยให้มันห้อยอยู่อย่างนั้น เสียงเพลงในเพลย์ลิสคลอไปกับเสียงรถที่กำลังสัญจรบนถนน และบรรยากาศยามค่ำบนฟุตบาทเมืองกรุง เดินได้สักพักชายหนุ่มพลันถอนหายใจออกมาอีกครั้งพร้อมกับสีหน้าไม่สบอารมณ์ ก่อนจะล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าอย่างเซ็งๆ จากนั้นถอดหูฟังพร้อมกับปัดออกจากแอพที่กำลังเล่นโฆษณาคั่นกลางเพลงที่เขากำลังฟังอยู่
‘20.44 น.’
แม้เห็นได้ชัดว่าสภาพของชายหนุ่มเหมือนเพิ่งจะเลิกงานมาหมาดๆ แต่เวลาที่แสดงอยู่บนหน้าจอมือถือกลับไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจประหนึ่งว่านี่เป็เวลาปกติในชีวิต ตื่นเช้า ทำงาน ต่อโอที กลับไปนอน แล้วก็กลับมาทำงาน แทบทุกๆ วันเขาจะใช้ชีวิตจะวนลูปอยู่แบบนี้ ท่ามกลางเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยสีสันแสงไฟและตึกสูงระฟ้าอย่างกรุงเทพ เด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาค้าแรงในเมืองหลวงเช่นเขากลับเฉยชา ไม่ได้รู้สึกผูกพันหรือรู้สึกพิเศษอื่นใดกับที่แห่งนี้เลย แม้ว่าจะจากบ้านและมาทำงานอยู่ในกรุงเทพร่วม 5 ปีแล้วก็ตาม หากแต่ความเหงาและความอ้างว้างในใจยังคงไม่หายไป ถ้ามิใช่เพราะความจำเป็ที่คนเราต้องกินต้องใช้ หรือถ้าเขาเลือกได้ก็คงไม่มาค้าแรงอยู่ที่นี่ ยิ่ง่โรคระบาดที่ผ่านมาด้วยแล้ว ทำให้วิถีชีวิตความเป็อยู่ของผู้คนก็ต้องปรับตามความจำเป็ไปตามสถานการณ์ จำได้ว่า่แรกของโรคระบาด แมสที่สวมทับใบหน้าอยู่แทบจะเรียกว่าถอดกันเฉพาะตอนกินข้าวกับตอนนอนเลยก็ว่าได้ ด้วยวิถีใหม่ที่เป็อยู่ในตอนนั้น บางคนแทบจะนึกไม่ออกแล้วด้วยซ้ำว่าชีวิตผู้คนในสังคมที่ไม่ต้องสวมแมสตลอดเวลามันเป็ยังไง
ในขณะที่เดินคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ชายหนุ่มก็ถึงที่หมายของเขาเสียที อารมณ์ขุ่นมัวเมื่อครู่ดีขึ้นเล็กน้อย ประตูร้านสะดวกซื้อเปิดออกพร้อมกับเสียงพนักงานสาวเอ่ยต้อนรับไปตามหน้าที่ เขาเดินตรงดิ่งไปหยิบเบียร์ในตู้แช่ จากนั้นก็วกกลับมาเลือกหาไส้กรอกไปกินพอให้มีอะไรรองท้องก่อนนอนบ้าง จากนั้นก็หยิบขนมมาอีกสองสามอย่าง ม้านั่งหน้าร้านว่างพอดี กะว่าจะกินก่อนค่อยเดินกลับห้องก็แล้วกัน
แคร่ก!
เสียงเปิดฝาจีบดังพร้อมกับกระป๋องเบียร์ที่ถูกยกขึ้นมากระดก ‘โตโต้’ ชายหนุ่มรูปร่างสันทัด สูง 178 เิเ ผิวขาวเหลือง ตอนนี้เขาอายุ 29 ย่างเข้า 30 แล้ว เป็ซอฟต์แวร์เอนจิเนียร์ให้กับบริษัทแห่งหนึ่งในย่านเศรษฐกิจใจกลางเมือง เขาก็เป็เหมือนกับผู้คนนับล้านในประเทศนี้ เรียนจบ ทำงานหาเงิน ไม่มีความพิเศษโดดเด่นเฉพาะตัว เป็เพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง ใช้ชีวิตธรรมดา ไม่ได้โดดเด่นจนถึงกับเป็ที่สนใจของคนรอบข้าง สมัยเรียนมัธยมก็ติดสอยห้อยตามกับกลุ่มเพื่อนซะเป็ส่วนใหญ่ ขนาดกลับไปงานเลี้ยงรุ่นที่โรงเรียนเก่า ครูที่เคยเป็ที่ปรึกษาประจำชั้นเห็นหน้าเขายังต้องหลับตานึกชื่ออยู่นานสองนานสุดท้ายก็นึกไม่ออก บอกเพียง
‘ครูจำหน้าได้อยู่นะ’
ทั้งที่เพื่อนคนอื่นๆ ที่มาด้วยกันแกจำได้แทบทุกคน มหาลัยยิ่งแล้วใหญ่ ด้วยความที่เป็คนไม่ค่อยชอบเข้ากิจกรรม รวมถึงต้องหาเวลาอ่านหนังสือให้มากขึ้นเพราะตอนมัธยมผลการเรียนก็ไม่สู้ดีเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เขาไม่ค่อยได้สุงสิงกับใครนัก เพื่อนที่รู้จักมักคุ้นเลยมีไม่มากนัก บางทีเขาเองก็รู้สึกสงสัย ทำไมตัวเขาเองถึงจดจำคนอื่นๆ ได้ บางทีแม้จะผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม แต่คำพูดบางคำของเพื่อน หรือแม้แต่วีรกรรมห่ามๆ หลายครั้งที่ทำด้วยกันเขากลับจำมันได้เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่คนอื่นกลับจำไม่ได้ บางคนจำหน้าเขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ จนบางครั้งก็รู้สึกสงสัยว่าตนรู้จักเขาอยู่ฝ่ายเดียวรึเปล่า? ยิ่งในงานสังคม เห็นคนอื่นสนทนากันอย่างออกรส บางครั้งโตโต้พลันรู้สึกลึกๆ ว่าตนเป็ส่วนเกินรึเปล่าอย่างช่วยไม่ได้ ่เวลาที่ผ่านมาตอนนั้นเราทำอะไรพลาดไปนะ? ถ้าย้อนกลับไปแก้ไขได้คงจะดีกว่านี้...
‘นั่นสินะ...มันคงจะดีกว่าที่เป็อยู่ตอนนี้’
ตึ้ง!
เสียงไลน์ดังขึ้นจากมือถือ มันดึงให้โตโต้ที่กำลังท่องอยู่ในห้วงภวังค์ความคิดกลับมาสู่โลกแห่งความเป็จริง เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าก่อนจะถอนหายใจรอบที่สามร้อยแปดสิบสี่ของวันนี้ ตามคาด มันเป็ข้อความอันคุ้นเคยจากไลน์กลุ่มที่ทำงาน หัวหน้าเร่งตามงานอีกแล้ว
‘หืม? ...ขอด่วน จะเอาพรุ่งนี้ไม่เกินบ่ายสาม? แต่พรุ่งนี้มันวันหยุดกูนะเฮ้ย @#$%^&!’
โตโต้อ่านข้อความนั้นพร้อมกับก่นด่าโคตรเหง้าบรรพบุรุษของหัวหน้าในใจพร้อมกับใช้มือขวานวดขมับตัวเอง ก่อนที่ฝ่ามือจะเลื่อนขึ้นไปละเลงขยี้ลงบนผมที่ยุ่งเหยิงอยู่แล้วให้ฟูขึ้นอีก
“โอเคจ้า”
ชายหนุ่มแตะสติ๊กเกอร์การ์ตูนดุ๊กดิ๊กน่ารักๆ ที่พูดเสียงสดใสส่งตอบกลับเข้าไปในกลุ่ม หากแต่สีหน้าของเขาในตอนนี้มืดหม่นประหนึ่งจับได้ใบแดง ทบ.2 วันหยุดที่กะว่าจะนอนตื่นสักบ่ายสามแล้วออกไปนั่งกระดิกนิ้วเท้าชิลล์อยู่คาเฟ่เป็อันต้องยุติ กลับกลายเป็ว่าวันหยุดนี้ต้องนั่งเคลียร์งานด่วนให้หัวหน้าแทน โตโต้ไถดูแชทกลุ่มไลน์ด้วยสีหน้าเซ็งจัด ถัดจากกลุ่มที่ทำงานก็คงมีแต่แม่ที่ส่งข้อความมาให้เขาประจำ รูปดอกไม้สวัสดีวันสีต่างๆ ที่ส่งมาประจำไม่เคยขาด แต่สองวันมานี้เขายังไม่ได้ตอบแม่กลับเลย นอกนั้นก็มีแต่ข้อความธนาคาร บริการต่างๆ ในแอพที่ส่งมาวันละสี่ห้ารอบเหมือนใส่ใจผู้ใช้อย่างเรานักหนา แต่จะมีสักกี่คนที่สนใจอ่านมันทุกข้อความ สิ่งที่โตโต้ชอบทำฆ่าเวลาคือการไถหน้าฟีตโซเชียลมีเดียต่างๆ เขามักเป็ผู้ชมอย่างเงียบๆ ไม่ค่อยชอบไปคอมเม้นต์ให้ใครสักเท่าไหร่ จะเรียกว่าสายซุ่มก็คงไม่ผิดนัก แต่ก็มีบ้างที่กดLike กดส่งสติ๊กเกอร์ในโพสต์ของเพื่อน สื่อสังคมออนไลน์นับเป็ส่วนหนึ่งในชีวิตคนยุคปัจจุบัน แม้แต่รุ่นพ่อแม่ที่เคยเหน็บแนมลูกหลานกับพฤติกรรมเหล่านี้ว่าเป็สังคมก้มหน้า ตัดภาพมาตอนนี้กลับติดสมาร์ตโฟนกันทั้งบ้านทั้งเมือง บางคนติดหนักยิ่งกว่าลูกหลานเสียด้วยซ้ำ
ไถดูโพสต์ชาวบ้านไปเรื่อยๆ เผลอแปบเดียวเบียร์ในกระป๋องก็หมด นี่เขากระหายน้ำขนาดนั้นเลยรึ? หรือเครียดจากข้อความในกลุ่มไลน์เลยเผลอกระดกเร็วไปหน่อย? โตโต้ถามตัวเองในใจก่อนจะวางกระป๋องลงแล้วหยิบถุงไส้กรอกขึ้นมา ท้องที่ยังว่างเมื่อครู่ถูกเบียร์หนึ่งกระป๋องเติมเข้าไปทำให้รู้สึกอุ่นวูบวาบอยู่ข้างใน อาการเคลิ้มๆ หน้าตึงๆ เริ่มมาทีละน้อย และขณะนั้นเอง โตโต้พลันได้ยินเสียงเอะอะมาจากข้างในร้าน เขาหันมองไปทางต้นเสียงก็เห็นชายสวมหมวกกันน็อกกำลังหันปากกระบอกปืนชี้ไปทางเคาท์เตอร์ ด้านในมีน้องพนักงานกำลังกดเครื่องเก็บเงินอย่างลนลานด้วยสีหน้าตื่นกลัวกึ่งร้องไห้
โตโต้เห็นเหตุการณ์อุกอาจที่อยู่ตรงหน้าก็ปรี่เข้าไปในร้านทันที จิตสำนึกของพลเมืองดี+แอลกอฮอล์ในกระแสเื ทำให้เขาแทบไม่ต้องคิดไตร่ตรองเลยว่าหากพบเจอสถานการณ์เช่นนี้ต้องทำอย่างไรก่อน โตโต้เดินดุ่มๆ อ้อมเข้าไปล็อกคอจากด้านหลังขณะที่คนร้ายกำลังจดจ่ออยู่กับพนักงานที่กดเงินออกมาตามคำขู่ของมัน และกำลังเก็บเงินใส่กระเป๋าที่มันโยนให้ เขาพยายามปลดอาวุธในมือขณะที่ล็อกคอคนร้าย อย่างไรเสียตอนเรียนมหาลัยโตโต้ก็เคยอยู่ชมรมยูโด และถึงขนาดเคยเป็ตัวแทนไปแข่งกับสถาบันอื่น เขาค่อนข้างมั่นใจว่าถ้าปลดอาวุธมันได้ ด้วยหุ่นขี้ยาผอมกะหร่องอย่างมันเขาจัดการได้แน่นอน แต่โตโต้ลืมสังเกตไปว่าคนร้ายไม่ได้มาแค่คนเดียว! อีกคนที่สตาร์ทมอไซค์รออยู่ถนนเมื่อเห็นเพื่อนท่าจะไม่ดีก็รีบปรี่เข้ามาในร้าน มันชักมีดพับในมือก่อนจะแทงเข้าใต้ชายโครงของโตโต้อย่างจัง ใบมีดยาวสามนิ้วเสียบทะลวงร่างชายหนุ่มจนมิด ไม่รอช้า คนร้ายกระชากใบมืดออกจากแผลที่ปักอยู่ก่อนจะจ้วงแทงเข้าหน้าท้องชายหนุ่มอีกสองแผล จากนั้นพวกมันก็รีบคว้ากระเป๋าเงิน และวิ่งออกจากร้านไปยังรถมอไซค์ที่สตาร์ทจอดทิ้งไว้บนถนนท่ามกลางเสียงกรีดร้องของพนักงาน พวกมันไม่แม้แต่จะเหลียวแลร่างชายหนุ่มที่นอนจมกองเือยู่ โตโต้นอนหายใจรวยรินบนพื้น หูของเขาแว่วหวึ่งห้วงสติวูบวาบจนฟังไม่รู้เื่ว่าน้องพนักงานที่รีบมาดูอาการกำลังพูดอะไรกับเขา ความเ็ปสุดขีดบนร่างกายเริ่มเปลี่ยนเป็หน่วงชาไร้ความรู้สึกจากบริเวณแผลที่ถูกแทง ร่างกายไร้เรี่ยวแรง แม้แต่จะขยับนิ้วหรือพูดอะไรออกมาสักคำยังทำไม่ได้ ความรู้สึกหนาวสะท้านแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ดวงตาพร่ามัวก่อนจะค่อยๆ มืดหม่น สติของเขาล่องลอย และในที่สุดก็ดับวูบลง…
… “โต้! ตื่นได้แล้วลูก รีบอาบน้ำแต่งตัว กับข้าวอยู่ในฝาชีนะ”
เสียงแม่ดังขึ้นในภวังค์ โตโต้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขารู้สึกมึนนิดหน่อยก่อนจะสะดุ้งเฮือกออกมาเพราะความเ็ปบริเวณหน้าท้อง
‘ใช่! โดนแทงมานี่หว่า!’
ความทรงจำสุดท้ายก่อนหมดสติผุดขึ้นมาในหัว โตโต้รีบถกเสื้อขึ้นเพื่อดูแผล แต่...หน้าท้องของเขาราบเรียบเป็ปกติ ไม่ปรากฏแม้แต่รอยถลอก