หากคิดว่าความชีวิตบัดซบมันจบลงแค่นี้คิดผิดแล้ว...
เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้หลินหลินหวาดผวาที่จะใช้รถยนต์ จนอยากขายๆ ทิ้งไปเสีย และเพื่อเป็การประหยัดเงิน จึงต้องเลือกใช้บริการรถสาธารณะแทน
ขณะที่รอรถอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ป้าแก่ๆ ท่าทางเหมือนคนเดือดร้อนอะไรสักอย่าง เดินเข้ามาหาเธอ แล้วเล่าว่าตนเองถูกล้วงกระเป๋าไป ไม่มีเงินขึ้นรถกลับบ้าน จึงขอความเมตตาจากหลินหลิน ให้มอบเงินเล็กน้อยเพื่อเป็ค่าเดินทางกลับ
หลินหลินเป็คนใจดี เห็นใจคนเดือดร้อน ว่าแล้วจึงหยิบยื่นเงินให้ด้วยไมตรี
ใครจะคิดว่านังป้าตัวแสบจะเป็มิจฉาชีพ!
เพียงแค่เธอหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมา นังป้าท่าทางอ่อนแอก็สวมบทบาทนักวิ่งทีมชาติ ฉกเงินทั้งหมดในกระเป๋าอย่างช่ำชอง แล้ววิ่งขึ้นรถมอเตอร์ไซด์ที่จอดรออยู่ ก่อนที่จะบึ่งออกไปต่อหน้าต่อตา ทิ้งให้หลินหลินมองตามตาค้าง พร้อมมือที่ว่างเปล่า
กรุงเทพเมืองฟ้าอมร สยามเมืองยิ้ม ผู้คนเป็มิตร…มิตร...มิตร...มิจฉาชีพ...ถ่มถุยเถอะ!
…ก็รู้ว่าสังคมมันโหดร้ายไว้ใจไม่ได้แท้ๆ ทำไมยังโง่อยู่ได้!
ครั้นได้สติอีกทีก็แค้นจนกระทืบเท้า แต่จะให้วิ่งโร่กลับไปแจ้งความ กับตำรวจที่เพิ่งตบทรัพย์ค่ารักษาพยาบาล จากกระเป๋าเธอก่อนหน้านี้ แค่คิดก็ก้าวขาไม่ออกแล้ว
หลินหลินทำได้เพียงแค่ นั่งแช่งชักยัยป้ามหาภัย ด้วยความเจ็บใจอย่างเดียว
เงินที่โดนซิวไปจากกระเป๋า เป็แบงก์เทาใบสุดท้าย ที่หลินหลินเพิ่งกดออกมาจากบัญชีได้แล้ว เพราะหลังจากนำเงินที่มีอยู่ ไปจ่ายค่าเช่าห้องล่วงหน้า ตอนนี้หลินหลินก็แทบไม่เหลือเงินติดตัว
เดิมทีคิดว่า ตัวเองคงจะหางานใหม่ได้ในอีกไม่นานนัก หากอยู่อย่างประหยัด ก็คงรอดไปสักพักจนได้งานใหม่
ใครจะคิดว่าชีวิตเธอจะซวยติดๆ กันแบบนี้ แม้แต่แบงก์สุดท้ายก็ไม่มีเหลือ ตอนนี้จะหาข้าวมื้อต่อไปกินยังเป็เื่ยากเลย
หลินหลินรู้สึกทุกข์ใจแสนสาหัส ปัญหาที่ประดังประเดเข้ามา จนหมดอาลัยตายอยาก เธอทรุดนั่งล้มลง นั่งโทษโชคชะตา อยู่ตรงป้ายรถเมล์อย่างน่าสมเพช
ยิ่งย้อนคิดหลินหลินยิ่งรู้สึกว่าตัวเองทำคุณคนไม่ขึ้นจริงๆ
...กี่เหตุการณ์แล้ว ที่ตัวเองต้องลำบาก เพราะความจิตใจดีเอื้ออารี มีเมตตาของตัวเอง…
เธอรับภาระแทนครอบครัว โดยที่ทุกอย่าง ยังคงเป็ชื่ออากงอาม่า แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
เธอทำงานมาแต่เล็ก ทั้งงานบ้าน และกิจการครอบครัว เรียกว่าเป็แรงงานหลักของบ้านเลยก็ว่าได้
คนที่รู้ไส้รู้พุงงานเป็อย่างดีคือเธอ แต่ผลสุดท้ายกลับได้รับการตอบแทน แค่สินส่วนตัว ถ้าแต่งงานในอนาคต แต่ไม่มีส่วนในธุรกิจที่ตัวเองเหนื่อยมาแม้แต่น้อย
เธอไม่เคยมีเวลา และมีชีวิตเป็ของตนเอง ทุกอย่างที่ทุ่มเทลงไป ล้วนเพื่อครอบครัวทั้งสิ้น แต่ความพยายามของเธอ มีค่าเท่าไหร่ในสายตาคนอื่น
อากงอาม่าที่รักแต่หลานชาย อะไรที่เขาทำก็ว่าดีทั้งนั้น ผิดกับเธอที่ทำอะไร ก็ไม่มีอะไรถูกต้องถูกใจสักอย่าง
เพื่อน้องชายเพียงคนเดียว เธอทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจในการดูแล แต่เด็กที่ถูกปู่ย่าสปอยด์มาั้แ่เล็ก ด่าไม่ได้ตีไม่ได้ ผิดเป็ถูก ถูกเป็ผิด สับสนไปหมด โตขึ้นมาจะตระหนักรู้ได้แค่ไหน
เธอมีหน้าที่หาเงิน ส่วนน้องชายมีหน้าที่ใช้เงิน
น้องชายมีหน้าที่ซื้อของที่อยากได้ ทำในสิ่งที่อยากทำ แต่เธอกลับต้องถูกข้อจำกัดทุกอย่างบีบบังคับไม่ให้ทำอะไรได้
แทนที่น้องชายควรจะซาบซึ้ง กับความโชคดีที่เกิดมาสุขสบาย มีคนทุ่มเทที่มีให้ถึงขนาดนี้ แต่กลับไม่รู้จักเห็นความดี กตัญญูต่อคนที่ดูแลเสียบ้าง
สุดท้ายแล้วสิ่งที่เธอทุ่มเทไปนั้นได้อะไร?
น้องชายทำผิด เธอกลับเป็คนที่ถูกลงโทษ น้องชายทำพลาด มันโทษว่าเป็ความผิดของเธอ
มันเรียนไม่จบ แทนที่จะโทษตัวเอง ดันโทษว่าเป็ความผิดของเธอ!
อากงอาม่าก็พยักหน้าเห็นด้วย และดุด่าที่เธอดูแลน้องชายไม่ดีพอ!
มันใช่ความผิดเธอเหรอ?
นอกจากนี้ ย้อนนึกไปสมัยเรียน เธอจริงใจกับเพื่อน คอยช่วยเหลือเพื่อนทุกอย่างเท่าที่ทำได้ แต่ได้มารู้ทีหลังว่า เพื่อนมองเธอเป็แค่เบ๊ใช้งานง่าย เป็คนที่ไม่สำคัญ พร้อมถูกลืมในทุกนัด หากเธอไม่ทัก ทุกคนก็ลืมนึกถึงเธอไป แต่จะนึกถึง ก็แค่ตอนที่มีเื่จะไหว้วาน จนในที่สุดหลินหลินก็เลือกที่จะถอยห่างออกมา
หลินหลินเคยมีแฟนอยู่คนหนึ่ง เคยทุ่มเทให้เขาทุกอย่าง ใครจะคิดว่าที่เขาเข้ามาเพราะอยากใช้ประโยชน์จากเธอ ให้ช่วยเหลือเื่เรียน เื่งาน
พอถึงเวลาก็บอกลา และหนีไปแต่งงานกับคนอื่นเสียดื้อๆ ทำให้หลินหลินตกอยู่ในสภาพงงงวยตั้งตัวไม่ถูก
หลินหลินมารู้ทีหลังว่า เขากับผู้หญิงคนนั้น นอกใจลับหลังเธอมานาน แต่อดทนรอคอยจนกระทั่งเธอหมดประโยชน์ แล้วจึงบอกเลิก ก่อนที่จะเปิดเผยความสัมพันธ์กับคนที่้า
เหตุการณ์ล่าสุด ช่วยคนเจ็บพาส่งโรงพยาบาล ดันโดนกล่าวหาเป็คนชน จนต้องเสียเงินไปเกือบหมดตัว พอจะป้าแก่ๆ ท่าทางน่าสงสาร ก็ดันเป็มิจฉาชีพ
เมตตาคุณธรรมค้ำจุนโลก…มันใช้การไม่ได้! เห็นหรือไม่!