เฉียนหย่งจิ้นได้ยินเถ้าแก่หวงเรียกก็ชะงักเขาเหลือบมองหมี่หลันเยว่แวบหนึ่ง หมี่หลันเยว่พยักหน้าผมเปียหางม้าสะบัดไปมาด้านหลังศีรษะอย่างน่ารักน่าชังเฉียนหย่งจิ้นจึงก้าวเท้าเดินไปหาเถ้าแก่หวง
"เถ้าแก่หวง มีอะไรหรือเปล่าครับ?"
หมี่หลันหยางเดินตามหลังเขาไปติดๆหลินเผิงเฟยยื่นมือขออะไรบางอย่างจากหมี่หลันเยว่ ก่อนจะตามไปสมทบหนิวเถียจู้จึงอยู่เป็นเพื่อนหมี่หลันเยว่
"พวกเราเข้าไปคุยกันข้างในได้ไหม?"
ท่าทีของเถ้าแก่หวงในตอนนี้ดูนอบน้อมลงอย่างเห็นได้ชัดหลังค่อมลงเล็กน้อย วางตัวอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำต้อย
"ได้สิครับ ทำไมจะไม่ได้ผมบอกไปแล้วนี่ครับ ซื้อขายไม่สำเร็จก็ยังมีน้ำใจอยู่เผื่ออนาคตพวกเราอาจจะแวะมาอุดหนุนเถ้าแก่หวงอีกก็ได้"
เฉียนหย่งจิ้นไม่ถือสาเดินผ่านเถ้าแก่หวงเข้าไปในร้านทันที เถ้าแก่หวงรอให้ทั้งสามคนเดินผ่านหน้าไปก่อนจึงหมุนตัวเข้าไปในร้าน
"ยังไง นี่คิดจะเซ้งร้านต่อจริงๆเหรอ?"
รุ่นพี่มองหน้าร้านของเถ้าแก่หวงอย่างสนใจก่อนจะหันสายตาไปที่หมี่หลันเยว่ แม้จะรู้จักกันได้ไม่นานแต่เขาก็ดูออกแล้วว่าเด็กสาวคนนี้แหละคือหัวใจหลักของทุกคน
"เรื่องนี้จริงๆก็แล้วแต่สถานการณ์ค่ะ เซ้งก็ได้ ไม่เซ้งก็พอใช้ได้อยู่ แล้วแต่ราคาถ้าได้ราคาที่เหมาะสม ฉันก็จะทุบผนังร้านสองร้านให้ทะลุถึงกัน แต่ถ้าราคาไม่ลงตัวขนาดร้านของพี่ก็พอใช้ได้"
เห็นเด็กสาวพูดจาอย่างมั่นอกมั่นใจไม่โอ้อวดไม่อ่อนน้อม รุ่นพี่ก็เริ่มสนใจขึ้นมา
"พวกคุณคิดจะทำธุรกิจอะไรกันแน่ขนาดร้านนี้ก็ไม่เล็กนะ ตอนที่ผมยุ่งๆ ช่วงเที่ยงวันเดียวต้อนรับนักเรียนไม่ต่ำกว่าหลายร้อยคน"
หมี่หลันเยว่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ
"แน่นอนว่าฉันไม่ได้คิดจะทำร้านอาหารเล็กๆน้อยๆ หรอกค่ะ แต่จะทำอะไรนั้นตอนนี้ฉันยังต้องเก็บเป็นความลับก่อนรุ่นพี่ค่อยรอมาให้กำลังใจตอนที่พวกเราเปิดร้านก็แล้วกันค่ะ ถึงตอนนั้นก็จะรู้เอง"
เห็นท่าทางลึกลับของหมี่หลันเยว่รุ่นพี่ก็ขำออกมา
"ยัยหนูยังจะปิดบังอีกนะ เอาเถอะถึงจะอยากออกไปผจญภัยเต็มแก่ แต่ผมก็คงไม่ออกจากที่นี่เร็วขนาดนั้นน่าจะรอถึงวันที่พวกคุณเปิดร้านได้ ถึงตอนนั้นผมจะมาสำรวจอีกที"
หมี่หลันเยว่ตบมือสองครั้ง
"ดีเลยค่ะงั้นฉันขอต้อนรับอย่างยิ่งเลยนะคะ ถึงตอนนั้นรุ่นพี่ห้ามมามือเปล่านะมามือเปล่ากลับมือเปล่าไม่ได้ ต้องมาให้กำลังใจพวกเราด้วยหรือจะมาเป็นลูกค้าคนแรกของพวกเราก็ได้ค่ะ รับรองว่าจะนำโชคดีมาให้แน่นอน"
รุ่นพี่หัวเราะลั่นทันที
"ยัยหนูนี่ ไม่ยอมเสียเปรียบใครเลยนะได้ ถึงตอนนั้นผมจะมาดูว่าพวกคุณทำธุรกิจอะไร ถ้าพอจะให้กำลังใจได้ก็จะไม่กลับมือเปล่าแน่นอน"
"งั้นตกลงกันแล้วนะคะรุ่นพี่ห้ามผิดคำพูด วันเปิดร้านฉันจะปูพรมแดงรอต้อนรับรุ่นพี่เลย"
หมี่หลันเยว่ยื่นฝ่ามือออกไปข้างหนึ่งรุ่นพี่ก็ยื่นมือมาแตะตอบ
"ตกลงตามนั้น"
แค่ไม่กี่คำหมี่หลันเยว่ก็หาลูกค้าคนแรกให้ตัวเองได้แล้ว แถมในเวลาต่อมาก็เป็นจริงรุ่นพี่กลายเป็นลูกค้าคนแรกของร้านหมี่หลันเยว่และหลังจากนั้นเส้นทางของเขาก็ราบรื่นเหมือนติดปีกเขาจึงรู้สึกเสมอว่าหมี่หลันเยว่นำโชคดีมาให้เขาจริงๆ
แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องในภายหลังในขณะที่ทั้งสองคนคุยกัน เฉียนหย่งจิ้นทั้งสามคนก็กำลังคุยเรื่องร้านกับเถ้าแก่หวงหลินเผิงเฟยยื่นสัญญาซื้อขายให้เถ้าแก่หวงดู
"เขาขายให้พวกคุณราคานี้จริงๆ เหรอ?"
เถ้าแก่หวงไม่ค่อยอยากจะเชื่อพื้นที่ร้านแบบสองร้านนี้ในแถบนี้ ขายกันในราคาหนึ่งร้อยห้าสิบหนึ่งร้อยหกสิบไปแล้ว เขายังคิดว่าถูกไปด้วยซ้ำไม่คิดเลยว่าไอ้หนุ่มข้างร้านจะขายแค่หนึ่งร้อยสามสิบหยวน เขาจึงรู้สึกแค้นใจ
"จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่คุณเมื่อกี้พวกเราก็บอกไปแล้วนี่ครับ ว่าแค่เดินเล่นๆถ้ามีร้านที่ถูกใจพวกเราก็จะซื้อไว้เล่นๆ ถ้าไม่มีร้านที่ถูกใจก็ช่างมันพวกเราเรียนจบก็จะกลับบ้านแล้ว ที่บ้านก็ไม่ได้ขัดสนอะไร"
"พูดถึงเรื่องซื้อร้านนี่ก็เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ ครับ เถ้าแก่ร้านข้างๆ เป็นรุ่นพี่ของพวกเราเขาไม่อยากเอาเปรียบรุ่นน้อง พวกเราก็เลยสบายใจ ประหยัดทั้งแรงทั้งเงินครับเถ้าแก่หวงคำนวณไว้ยังไงครับ ในเมื่อเรียกพวกเราเข้ามาก็คงอยากจะคุยเรื่องซื้อขายกันใช่ไหมครับ?"
คำพูดของเฉียนหย่งจิ้นยังคงไม่ได้มีน้ำเสียงข่มขู่แต่ความหมายที่แฝงอยู่ก็ชัดเจน นั่นคือ ถ้าอยากขายก็แสดงความจริงใจออกมาไม่งั้นพวกเราจะไปทันที คุยไปก็เสียเวลาเปล่า
"คืออย่างนี้ครับ คุณเฉียนในเมื่อพวกคุณซื้อร้านของเขาไปแล้ว ยังอยากจะซื้ออีกร้านไหมครับถ้าพวกคุณยังอยากซื้ออยู่ ร้านของผมก็อยากจะขายเหมือนกัน"
คราวนี้เถ้าแก่หวงพูดจาอย่างจริงใจเขาไม่มั่นใจจริงๆ
คิดว่าเมื่อกี้พวกนั้นจะกลับมาซะอีกไม่คิดว่าพวกเขาจะรีบจัดการเรื่องเสร็จเร็วขนาดนี้ เด็ดขาดขนาดนี้เขาคาดไม่ถึงจริงๆ ที่คาดไม่ถึงกว่านั้นคือไอ้หนุ่มข้างบ้านก็เด็ดขาดขนาดนี้เหมือนกัน ถึงกับขายร้านในราคาถูกขนาดนี้
แต่ตอนที่เถ้าแก่หวงเห็นพวกเขาสามคนเข้าร้านข้างๆในใจก็ลังเลอยู่เหมือนกัน เขารู้ว่าถ้าพลาดกลุ่มคนหนุ่มสาวกลุ่มนี้ไปร้านของเขาคงขายไม่ออกในเร็วๆ นี้ เพราะเรื่องเงินแค่ยี่สิบหยวนพลาดโอกาสเข้าไปเปิดร้านในเมืองก็ไม่คุ้มกันจริงๆ
เห็นเถ้าแก่หวงมีท่าทีที่จริงจังเฉียนหย่งจิ้นก็ไม่อยากจะต่อปากต่อคำด้วยแล้วอย่างไรเสียในมือก็มีร้านอยู่แล้วร้านหนึ่ง ร้านนี้จะได้หรือไม่ก็ไม่สำคัญอะไร
"เถ้าแก่หวง ราคานี้เลย ถ้าตกลงพวกเราจ่ายเงินสดให้เดี๋ยวนี้ ไม่ตกลง พวกเราไปเดี๋ยวนี้ไม่เสียเวลาทำมาหากินของคุณ"
เห็นเฉียนหย่งจิ้นชี้ไปที่ตัวเลขในสัญญาเถ้าแก่หวงหน้าเขียว เขาเสียใจจริงๆ ที่เมื่อรอบที่แล้วไม่ตกลงกับพวกเขาเห็นความเร็วในการซื้อขายร้านของพวกเขาแล้ว ไม่ใช่คนที่ชอบเสียเวลาถ้าเมื่อกี้เขาตอบตกลงไป ก็คงไม่มีเรื่องปวดหัวแบบนี้
"คุณเฉียน ไม่ใช่ว่าผมขี้เหนียวนะแต่เมื่อกี้คุณไม่ได้ให้ราคาหนึ่งร้อยห้าสิบหยวนเหรอครับพวกเราตกลงราคานั้นกันเถอะ นี่มันบ้านเก่าของพวกเราจริงๆ นะ ผมเสียดายที่จะขายมันถ้าไม่ได้รีบใช้เงินเปิดร้านในเมือง ผมไม่มีทางขายมันแน่นอน..."
เฉียนหย่งจิ้นส่ายหน้าขัดคำพูดของเถ้าแก่หวง
"เถ้าแก่หวงพวกเราคุยกันในฐานะนักธุรกิจ ร้านของคุณจะเป็นบ้านเก่าหรือไม่นั่นมันเรื่องส่วนตัวของคุณ ไม่เกี่ยวกับพวกเรา สำหรับพวกเรา มันก็แค่ร้านหนึ่ง"
"คุณผูกพันกับมันจริง เสียดายมันจริงแต่พวกเราไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเพราะฉะนั้นพวกเราไม่มีทางที่จะจ่ายเงินเพิ่มเพราะความรู้สึกหรอกครับ อีกอย่างเมื่อกี้ผมให้ราคาไปแล้ว แต่คุณไม่ตกลงเองตอนนี้ในเมื่อพวกเรารู้ว่าสามารถซื้อร้านนี้ในราคาที่ถูกกว่าได้ ทำไมพวกเราจะต้องจ่ายเงินเพิ่มด้วยล่ะครับ?"
"ถ้าคุณอยู่ในตำแหน่งของพวกเราคุณว่าคุณจะซื้อร้านในราคาไหน เถ้าแก่หวง คุณอย่าว่าพวกเราไม่เห็นใจเลยนะครับสนามการค้าก็เหมือนสนามรบ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คุณไม่คว้าโอกาสไว้เองก็โทษใครไม่ได้ นี่ถือว่าคุณได้บทเรียนไปก็แล้วกันครับ"
เถ้าแก่หวงพยักหน้าอย่างจนใจเด็กหนุ่มคนนี้ถึงจะอายุไม่มาก แต่สิ่งที่พูดมาก็มีเหตุผลตัวเองตั้งราคาต่ำสุดไว้ที่หนึ่งร้อนห้าสิบแล้วแต่ตอนนั้นกลับอยากได้เงินเพิ่มอีกสิบหยวน เลยไม่ตกลง ถือเป็นความผิดพลาดของตัวเอง
"เถ้าแก่หวง คุณพูดมาคำเดียวจะขายหรือไม่ขาย ถ้าในมือพวกเราไม่มีร้านนี้ บางทีผมก็อาจจะให้ราคาที่คุณเคยให้แต่ตอนนี้ ในมือผมมีร้านอยู่แล้ว ร้านของคุณ ถ้าได้ก็ถือว่าเป็นโชคดีไม่ได้ก็ไม่ใช่ความเสียหายอะไร"
สุดท้ายเถ้าแก่หวงก็กัดฟัน
"ขายผมไปเอาโฉนดที่ดินในห้องข้างในก่อน"
เถ้าแก่หวงหมุนตัวเข้าไปในห้องข้างในแต่แผ่นหลังกลับยิ่งงอลง หลินเผิงเฟยมองเฉียนหย่งจิ้นอย่างไม่สบายใจ
"เป็นอะไร สงสารเขาเหรอ?"
เฉียนหย่งจิ้นเห็นสีหน้าและแววตาของหลินเผิงเฟยก็รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
"คนที่น่าสงสาร มักมีเรื่องน่าชังเขาก็คงไม่มีผลลัพธ์แบบนี้"
เฉียนหย่งจิ้นเงยหน้ามองประตูห้องข้างในน้ำเสียงกดต่ำลง
"เผิงเฟยตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสงสารคนอื่น พวกเรากำลังทำธุรกิจ ในสนามการค้าต้องใจแข็งมือต้องถึง"
"นายเคยคิดไหมว่าถ้าสลับตำแหน่งกับเขา ด้วยการทำงานของเถ้าแก่หวง เขาจะปล่อยนายไปไหม?"
สีหน้าของหลินเผิงเฟยตึงเครียดขึ้นมาทันทีดวงตาดูชัดเจนขึ้นมาก
"เผิงเฟยธุรกิจของพวกเราจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พวกเราไม่มีทางใจดีกับทุกคนได้อาจจะมีคนขุดหลุมพรางดักรอพวกเราอยู่ข้างหน้าก็ได้สนามการค้าก็คือการล่าเหยื่ออย่างโหดร้าย ขาดไม่ได้คือวิธีการที่สกปรกตอนนี้สิ่งที่พวกเราทำ ถือว่ายุติธรรมที่สุดแล้ว"
หมี่หลันหยางพยักหน้าเห็นด้วยกับเฉียนหย่งจิ้น
"พี่หย่งจิ้นพูดถูก เรื่องแบบนี้บางทีวันหนึ่งอาจจะเกิดขึ้นกับพวกเราก็ได้ พวกเราสามารถเอาเรื่องนี้เป็นบทเรียนไม่ให้ตัวเองทำผิดพลาดซ้ำรอย แต่ไม่สามารถพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้ไปได้"
"โอกาสในสนามการค้าหายวับไปกับตามีคนมากมายที่แพ้หมดตัวในพริบตา พวกเราเป็นพระแม่ไม่ได้ พวกเราช่วยทุกคนไม่ได้พวกเราช่วยได้แค่ตัวเองเท่านั้น"
"หวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้เถ้าแก่หวง ในการทำธุรกิจในอนาคตของเขา ให้เขาตื่นตัวขึ้นครั้งนี้เป็นแค่ความแตกต่างของเงินยี่สิบหยวน ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากนักแต่ครั้งหน้าอาจจะเป็นธุรกิจที่เงินหลายร้อย หลายพัน หลายหมื่นถ้าเขาจำความผิดพลาดครั้งนี้ไว้ได้ อาจจะช่วยชีวิตเขาไปทั้งชีวิตเลยก็ได้"
"น้องชายคนนี้พูดได้ดีครั้งนี้เป็นเพราะความลังเลและความโลภของผม ทำให้ผมเสียเงินไปบ้างแต่ผมจะถือว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียน จำไว้ในใจคนเราล้มในที่เดิมครั้งเดียวไม่ถือว่าผิดพลาด แต่ถ้าล้มในที่เดิมเป็นครั้งที่สองก็ต้องบอกว่าตัวเองโง่เขลาแล้ว"
"เถ้าแก่หวง"
หมี่หลันหยางไม่คิดว่าคำพูดของตัวเองจะถูกเถ้าแก่หวงได้ยินคำพูดเมื่อกี้ตั้งใจมาก ทั้งสามคนเลยไม่ได้สังเกตว่าเถ้าแก่หวงเดินมาถึงข้างๆ แล้ว
"นี่ครับ โฉนดที่ดินพวกเราแลกเงินกับโฉนด"
เห็นทั้งสามคนมีสีหน้ากังวลเล็กน้อยดูเขินอาย เถ้าแก่หวงก็หัวเราะ
"ไม่เป็นไรจริงๆ ครับเสียเงินแค่ยี่สิบหยวน ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า สนามการค้ามีแต่ดาบและเลือดผมได้กำไรแล้ว"
"แถมก็เป็นความลังเลและความโลภของผมเองที่ทำให้เกิดผลลัพธ์แบบนี้ เฮ้อ หลายปีมานี้หมกตัวอยู่ในร้านเล็กๆ นี้จนลืมไปแล้วว่าต้องทำมาหากินยังไง พวกคุณเตือนสติผมทำให้ตอนที่ผมไปทำธุรกิจในเมือง ไม่โดนคนอื่นกลืนกิน ผมต้องขอบคุณพวกคุณด้วยซ้ำ"
ถึงแม้จะยึดเมืองได้อีกครั้งแต่บนใบหน้าของหมี่หลันหยางทั้งสามคน กลับไม่ได้มีท่าทีดีใจมากนัก