จากประสบการณ์การต่อสู้หลายครั้งมันทำให้เฟยอวิ๋นก้าวหน้าเป็อย่างมาก เพราะการต่อสู้ที่ผ่านมานั้นรูปแบบของมันดูช่างแตกต่างออกไปจากโลกเดิมโดยสิ้นเชิง
ความดุร้ายและความป่าเถื่อนของสถานที่แห่งนี้ มันแทบจะทำให้เขากลายเป็ปีศาจสังหารโดยสมบูรณ์ความรวดเร็ว ความแข็งแกร่ง ความโเี้รวมไปถึงการสร้างจังหวะช่องว่างในการโจมตี และยังต้องมีปฏิภาณไหวพริบอันดีเลิศทักษะเ่าั้ล้วนต้องรีดเร้นออกมาอย่างถึงที่สุดซึ่งตัวเขาเองก็มีทั้งาเ็เบา และาเ็หนักปะปนกันไปในการต่อสู้โจมตีทุกครั้ง ระหว่างเขากับสัตว์อสูริญญาเ่าั้เพราะการฝึกฝนเช่นนี้ มันจะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น และสามารถอยู่รอดได้อย่างยาวนานกระทั่งการใช้ชีวิตอย่างไม่หวาดกลัวสิ่งใดในขณะที่เขายังต้องอยู่บนโลกใบนี้ด้วยเช่นกัน
แต่ทว่า มันก็ทำให้เฟยอวิ๋นรู้สึกขื่นขมฝาดปากบ้างเป็บางครั้งรวมทั้งต้องฮึกเหิมตื่นตัวตั้งสมาธิอยู่ตลอดเวลา และเมื่อหลีกเลี่ยงมันไม่ได้ก็ต้องยอมรับที่จะมีความสุขไปกับมันอย่างยินดีอีกด้วย!
เพราะชีวิตที่ผ่านมาในอดีตชาติก่อนตัวเขาเองก็ดำดิ่งจมลงสู่โลกแห่งการล่าสังหาร และถูกเคี่ยวกร่ำอย่างโหดร้ายมาั้แ่ยังเด็กนั้นก็เพื่อดิ้นรนให้ตัวเองอยู่รอด ในฐานะชนชั้นรากหญ้าที่ต่ำที่สุด
เมื่อตอนที่เขายังเป็เด็ก เขาก็ยืนถือมีดเล่มเล็กขนาดเท่าฝ่ามือตนในขณะที่สังหารมนุษย์ด้วยกันเป็ครั้งแรกโดยที่กลิ่นคาวของน้ำนมยังติดตัวเขาอยู่เลย แต่ทว่าตัวเขากับไม่สั่นสะท้านจิตใจเลยแม้แต่น้อยเขาเพียงเอียงคอยืนมองมันเฉยๆ เมื่อการสังหารนั้นได้เสร็จสิ้นลงเหมือนกับว่ากำลังพิจารณาสิ่งที่อยู่ตรงหน้าว่าการสังหารของเขามันได้สมบูรณ์แบบแล้วหรือยัง!
แต่ถ้าหากว่าการสังหารครั้งนั้นมันยังดูไม่สมบูรณ์แบบ และหากเมื่อมีโอกาสในครั้งต่อไปเขาก็จะพยายามทำมันให้ดีมากกว่านี้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก! เฟยอวิ๋นปฏิญาณตนไว้เช่นนั้น
ซึ่งหากดูๆ ไปแล้ว คนเ่าั้ที่ถูกเขาจัดการส่งดวงิญญาบางทีก็ไม่ต่างจากการให้เขาได้ฝึกฝนและค้นหาเส้นทางในการสังหารอย่างไร้ที่ติอยู่เสมอ สุดท้ายแล้วหลังจากนั้นการกระทำที่โหดร้ายของเขา จึงได้นำพาเขาเข้าไปสู่เส้นทางของ...
‘นักฆ่าอันดับหนึ่ง’ ในโลกมืดใต้ดินนั้นเอง
ศิลปะการต่อสู้ในโลกเก่าที่จากมา แน่นอนว่ามันมีทุกรูปแบบและวิธีการถึงแม้ว่ามันจะเข้าสู่ยุคที่รุ่งเรืองอย่างมากก็ตามที
ซึ่งนอกเหนือจากอาวุธปืนที่ทรงพลังมีคุณภาพสูงแต่ทว่าอาวุธจำพวกกระบี่ ดาบ ค้อน แส้ ทวน ง้าว มีดบิน รวมไปถึงแม้กระทั่งยาพิษและอื่นๆ อีกมากมาย ก็ยังนำมาใช้ในยุคที่พวกเขาเริ่มมั่นคงถึงขนาดสามารถสร้างบ้านอยู่บนดวงจันทร์ได้ และนั้นคือ่เวลาที่เขาจากมา
ตอนนี้โลกเก่าของเขากำลังก้าวเดินเข้าสู่เส้นทางอันยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกนั้นก็คือ! พวกเขาเริ่มวางแผนที่น่ากลัวขึ้นไปอีกขั้น ไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้ไม่มีอะไรที่มนุษย์เข้าไม่ถึง พวกเขาคิดกันเช่นนั้น!
และแล้วการค้นหาเส้นทางที่ท้าทายมันก็เริ่มต้นขึ้นเพื่อที่จะก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่อย่างแท้จริง พวกเขาเริ่มคิดแผนการที่ยิ่งใหญ่มากว่าเดิมนั้นก็คือ การสร้างจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ขึ้นบนดาวดวงอื่นนอกเหนือจากโลกเดิมที่เริ่มผุพัง
นั้นคือการเดินทางออกนอกห้วงดาราจักรเพื่อ...‘พิชิตดวงดาว’
.....
ตอนนี้ก็ผ่านมาจะเกือบหนึ่งปีแล้ว
ปฏิกิริยาของปลอกแขนนั้นก็ยังคงนิ่งสงบ มันดูราวกับน้ำในทะเลสาบสีมรกตที่ไร้คลื่นลมพัดกระหน่ำ ปฏิกิริยาการโต้ตอบใดๆ ไม่ได้เกินขึ้นกับมันเลยแม้แต่น้อยดูแล้วไม่ต่างจากของประดับ ที่สวมใส่เอาไว้ให้แลดูเพียงสวยงามและการบ่มเพาะพลังปราณิญญาของเฟยอวิ๋น ก็เป็ไปตามลำดับขั้นตอนอย่างเชื่องช้า และดูน่าเวทนาไม่น้อยทว่าเขาเองก็ยังไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมันมากนัก
เพราะตอนนี้ มันไม่จำเป็ต้องรีบเร่งกับระดับขั้น เนื่องจากว่า ่เวลานี้เขากำลังเคร่งเครียดอย่างสุดๆกับกิจวัตรประจำวัน ที่มันตรึงแน่นอยู่ทุกชั่วยาม จนแทบจะลืมหายใจกันไปเลยทีเดียว
นั้นเพราะว่าเฟยอวิ๋น กำลังเรียนรู้ทฤษฎีทุกแขนงวิชาอย่างหนัก และการเขียนอักขระเวทโบราณที่มันมีมากมายหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ซึ่งเขาเองก็แทบรู้สึกไม่อยากจะเชื่อกับตำราคัมภีร์ที่อยู่เบื้องหน้า ว่าอักขระเหล่านี้ มันจะมีอยู่จริงบนแผ่นดินปราณอรุณและเหมือนกับว่าเขาเองในตอนนี้ เป็แค่เพียงเด็กนักเรียนชั้นอนุบาลที่ต้องเริ่มฝึกไปทีละขั้นทีละตอน
และสิ่งที่ต้องเน้นย้ำอีกอย่างก็คือ เขาต้องอ่านตำราคัมภีร์ต่างๆมากมายควบคู่กันไปด้วย ที่พวกมันสูงกองพะเนินเกินศีรษะของเขาในทุกๆ วันซึ่งต้องใช้เวลาราวหกชั่วยามไม่ขาดไม่เกิน โดยมีตาเฒ่าลี เป็อาจารย์คอยควบคุมการเรียนการสอนอย่างเข้มงวด
แต่กระนั้น่เช้า เฟยอวิ๋นเขาเองยังมีเวลาเหลืออยู่อีกเพียงเล็กน้อยเพื่อที่จะออกกำลังกายตามความเคยชินของตัวเอง นั้นก็คือ การออกกำลังวิ่ง และป่ายปีนยอดเขาขึ้นลงซึ่งสามารถใช้เพียงแค่เถาวัลย์ห้อยโหนไต่ลงไปมาเพียงเท่านั้น เพราะว่ายอดเขาลูกนี้มันไม่ได้มีเส้นทางขึ้นลงอย่างปรกติธรรมชาติโดยทั่วไปเนื่องจากรอบด้านทั้งหมดของมันเป็เพียงหน้าผาอันสูงชัน!
และการร่ำเรียนฝึกฝนวิชาต่างๆ ของเฟยอวิ๋น สิ่งที่เขาถูกมุ่งเน้นมากที่สุดในตอนนี้นั้นก็คือ!...การเขียนอักขระเวทโบราณที่ยากจะเข้าใจ ซึ่งตัวของเฟยอวิ๋นเอง ต้องใช้คำว่าจำเป็อย่างยิ่งและต้องเขียนอักขระเ่าั้มันให้ได้ รวมถึงต้องอ่านออกทุกตัวอักษรด้วย ไปจนถึงต้องท่องจำทุกอักขระตัวอักษรนับพันหมื่นที่มีของมัน
แต่ท่านปู่ลีก็กำชับตลอดว่า ‘เอาเป็ว่ามันก็สำคัญเสียไปทั้งหมดนั้นล่ะ’!
นอกจากนั้น ก็เป็สิ่งที่เขาต้องอ่านเพื่อเพิ่มพูนความรู้ในยามว่าง ก็จะเป็จำพวกตำราประเภททั่วไปอย่างเช่นว่า ตำรา ‘ไพรหมื่นิญญา’ที่เป็ตำราเกี่ยวกับสัตว์อสูริญญาทุกประเภทโดยตรงซึ่งตำราเล่มนี้ มันทำให้เฟยอวิ๋นได้ท่องออกไปยังโลกกว้างอย่างแท้จริงโดยส่วนตัวเขาเองก็ชอบมันมาก เพราะมันมีชื่อที่บ่งบอก ถึงตัวตนของสัตว์อสูริญญาเ่าั้อย่างชัดเจนเช่นว่าลักษณะนิสัยของมัน การมีชีวิตดำรงอยู่ใน่ของอายุ และระดับขั้นพลังต่างๆในแต่ละ่เวลาที่กำลังเติบโต จนกระทั่งถึงขั้นสูงสุดของระดับขั้นพลัง
ซึ่ง‘ตำราไพรหมื่นิญญา’เล่มหนานี้ จำแนกแยกแยะสัตว์อสูริญญาที่มีอยู่ทั้งหมดสามประเภทหลักๆด้วยกัน และยังมีอีกหนึ่งประเภท ที่ผู้บ่มเพาะมักนำมันมาเป็ ‘สัตว์อสูรอัญเชิญ’
ประเภทที่หนึ่งคือ ‘สัตว์อสูริญญาธาตุ’ (เืและแก่นผลึกจะเป็สีเขียว)หมายถึงสัตว์อสูริญญาที่เราสามารถนำแก่นผลึกของมันมาทำการบ่มเพาะเพื่อเพิ่มลำดับขั้นพลังปราณิญญาให้สูงขึ้นเพียงเท่านั้น!และการดูดซับต้องใช้จำนวนตามเงื่อนไขด้วยเช่นกัน แต่ว่าการดูดซับแต่ละแก่นผลึก บางคนอาจต้องใช้เวลาอย่างต่ำหนึ่งถึงสามปีก็มี ทว่าบางคนอาจจะต้องใช้เวลายาวนานถึงห้าปีสิบปีด้วยกันจึงจะสามารถก้าวข้ามระดับพลังผ่านขั้นต่อไปได้
ประเภทที่สอง‘สัตว์อสูริญญาชีวิน’ (เืและแก่นผลึกจะเป็สีส้ม) แก่นผลึกเพียงหนึ่งเดียวของมันสามารถนำมาทำการบ่มเพาะเพิ่มพลังปราณิญญา และยังช่วยเพิ่มพลังคุ้มกายได้อีกด้วยซึ่งมันก็คือ ‘พลังซี’ นั้นเอง พลังนี้จะทำให้ร่างกายของผู้บ่มเพาะมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากยิ่งขึ้น ในการต้านทานอาวุธต่างๆ รวมถึงพลังการโจมตีหนักจากศัตรูได้ดีในระดับหนึ่งและแก่นผลึกของสัตว์อสูริญญาชีวินก็สามารถเพิ่มลำดับขั้นได้เร็วกว่าแก่นผลึกสัตว์อสูริญญาธาตุ
เช่นว่าผู้ฝึกฝนอยู่ในระดับหลอมแก่นิญญาขั้นที่หนึ่ง ซึ่งมีทั้งหมดแปดขั้นด้วยกัน(ยกเว้นขั้นพิเศษขั้นที่เก้า) ทว่าพวกเขาต้องใช้แก่นผลึกจำนวนยี่สิบแก่นผลึกต่อการก้าวข้ามไปขั้นที่สองแต่หากมีแก่นผลึกสัตว์อสูริญญาชีวินอยู่ในมือสิบแก่นผลึก และดูดซับจนหมดก็จะสามารถก้าวข้ามไปอีกขั้นได้ทันที และความสามารถทั้งหมดทั้งมวลในการต่อสู้ของสัตว์อสูรประเภทนี้นับได้ว่าสูสีกับสัตว์อสูริญญาเวท หากอยู่ในระดับเดียวกัน
ประเภทที่สาม‘สัตว์อสูริญญาเวท’
เืและแก่นผลึกจะเป็‘สีม่วง’ แก่นผลึกสามารถนำมาเพิ่มพลังซีได้ด้วยเช่นเดียวกันเหมือนกับสัตว์อสูริญญาชีวิน มันเป็สัตว์อสูริญญาที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุดและยังมีความลึกล้ำสุดคาดหยั่งของพลังอย่างมาก เนื่องจากว่ามันสามารถดึงพลังปราณิญญาในร่างของตนเพื่อนำมาเหนี่ยวนำใช้ในการควบคุมพลังธาตุเวทได้อย่างสมบูรณ์ เหมือนกับว่ามันมีเคล็ดวิชาเฉพาะอยู่ในตัวในการใช้โจมตีศัตรูอย่างน่าอัศจรรย์ใจนัก ราวกับว่าเป็เผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญาเฉกเช่นเดียวกันกับมนุษย์!
และยังได้ขึ้นชื่อว่ามีความดุร้ายอย่างสุดๆกระทั่งโเี้เป็อย่างมาก ซึ่งถ้ามันยิ่งอยู่ในระดับขั้นพลังที่สูงส่งขึ้นไป ก็ยิ่งน่าหวาดกลัวพรั่นพรึงถึงพลังอำนาจอันมหาศาลของมันและก็ยังเป็สัตว์อสูริญญาที่หาตัวได้ยากอย่างมาก แม้แต่ผู้สูงส่งเอง ยังไม่อาจสามารถพบเห็นตัวพวกมันได้ง่ายๆ
กระทั่งซากศพตอนที่มันได้ตกตายลงไปด้วยอายุขัยหรือหลบหนีการไล่ล่าสังหารในขณะาเ็หนัก สถานที่เ่าั้ที่มันได้ใช้หลบซ่อนตัวก็ยังดูลึกลับซ่อนเร้นเป็อย่างมาก ราวกับว่าต้องค้นหา เหมือนเฉกเช่นสมบัติลับในสุสานก็ไม่ปาน
แต่ไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่มีโชควาสนาดีหากได้มันมาแบบกระทั่งเป็ๆ หรือกระทั่งเก็บได้แม้แต่เส้นขนของมัน และซากโครงกระดูกทุกชิ้นก็ล้วนแล้วแต่ สามารถสร้างประโยชน์อันมหาศาลต่อผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญาอย่างหาที่สุดไม่ได้
และสัตว์อสูริญญาเวทนี้มันยังมีพลังวิชายุทธ์ความสามารถในการต่อสู้ ที่เป็รูปแบบเฉพาะตัวของมันเองโดยตรงรวมไปถึงยังมีสติปัญญาที่เฉียบแหลม ซึ่งแตกต่างจากสัตว์อสูริญญาโดยทั่วไป กระทั่งยังมีพลังปราณิญญาที่อัดแน่นมากมายมหาศาลอยู่ภายในร่าง ั้แ่่เริ่มแรกของการก่อกำเนิดเสียด้วยซ้ำ!
ทว่าถึงแม้จะอันตรายเพียงใดก็ตามและยังสุ่มเสี่ยงจากการโดนพวกมันสังหารเสียเอง แต่เหล่าผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญามากมายก็พยายามยิ่งอย่างเหลือเกิน ที่จะออกตามล่าหาพวกมัน
เพราะว่าพวกมันสามารถนำมาเป็‘สัตว์อัญเชิญ’ ที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพื่อนำมาผนึกเก็บเอาไว้ใน ‘ยันต์เวทิญญา’ต่างๆ โดยยันต์ที่ใช้ผนึกพวกมัน ก็ต้องเป็ยันต์ที่หลอมสร้างจากเนื้อโลหะขึ้นไปเพียงเท่านั้นซึ่งต่างจากสัตว์อสูริญญาทั้งสองชนิดที่กล่าวมาก่อนหน้า จะใช้ยันต์อะไรผนึกก็ได้
ส่วนประโยชน์ที่ได้รับหลังจากได้มาเป็สัตว์อสูรอัญเชิญของตน
หนึ่งล่ะก็เพื่อใช้ในการต่อสู้ทดแทนตัวเอง และถือได้ว่า มันเป็ไพ่ตายใบสุดท้ายก็ยังได้ เพราะมันคือ‘อาวุธเวทิญญา’ อันทรงพลังอีกอย่าง ที่สามารถเรียกออกมาใช้เมื่อใดก็ได้ เพื่อใช้ในการสังหารศัตรูเพียงชั่วพริบตาเดียวโดยไม่ต้องเปลืองแรงของตนเองแม้แต่น้อย
กระทั่งแก่นผลึกของมันก็เป็ของล้ำค่ามหาศาล และมีมูลค่าที่สูงลิบลิ่วอย่างยิ่ง
และความสามารถของแก่นผลึกสัตว์อสูริญญาเวทจากที่กล่าวมาข้างต้นยังไม่หมดเพียงเท่านั้น
แก่นผลึกของมันยังนำมาใช้งานได้หลากหลายประโยชน์เป็อย่างมากอีกด้วย นอกเหนือจากที่จะนำมาดูดซับเพื่อเพิ่มระดับขั้นของพลังปราณิญญาและพลังซีโดยตรงแล้ว ผู้บ่มเพาะเอง ยังสามารถนำมาเก็บเอาไว้กับตัว เพื่อใช้ดูดซับหล่อเลี้ยงให้เติมเต็มพลังปราณิญญาของตนเองได้อย่างรวดเร็วซึ่งใช้ในคราวจำเป็ระหว่างการต่อสู้ ขณะพลังนั้นกำลังจะหมดลงได้ดีอีกด้วย
หรือยังสามารถใช้เป็ส่วนประกอบที่สำคัญยิ่งในการหลอมสร้าง ‘ศาสตราวุธเวทิญญา’ ซึ่งจะทำให้อาวุธประจำตัวของผู้ฝึกฝนบ่มเพาะมีพลังอันลึกล้ำสุดหยั่ง กระทั่งพลังการทำลายล้างก็รุนแรงมหาศาลมากขึ้นตามไปอีก
มันยังรวมไปถึงใช้เป็ส่วนประกอบในการหลอมสร้าง ‘ศาสตรายุทธเคลื่อนิญญา’ที่ใช้เป็พาหนะขับเคลื่อนทั้งขนาดเล็ก ไปจนกระทั่งขนาดใหญ่ได้อย่างเช่นจำพวก ‘เรือเหาะเวทิญญา’เป็ต้น
.
.
.
.
.
………………………………