“เฮือก!!” เฟรย์สะดุ้งตื่นขึ้นหลังจากเผลอเอนกายงีบหลับอยู่ภายในห้องของตนเองบนเรือ
ห้องของกัปตันเรือเธอนั้นไม่ได้สวยสง่าดั่งที่มันควรเป็เฉกเช่นเรือลำอื่นสักเท่าใดนัก กลับกันมันออกจะเหมือนห้องของลูกเรือทั่วๆ ไปด้วยซ้ำ ต่างกันที่มีขนาดกว้างกว่าเล็กน้อยและมีโต๊ะกับเก้าอี้โซฟาอย่างละตัวเพียงเท่านั้นเอง
‘กะว่าจะหลับสักครู่เดียวกลับฝันถึงเื่เก่าๆ ซะงั้น’ เฟรย์ใช้นิ้วมือบีบเข้าไปบริเวณหว่างคิ้วเพื่อคลายความเมื่อยล้าของตน
เสียงจากบริเวณดาดฟ้าเรือช่างโหวกเหวกโวยวายผิดวิสัย จนถึงขั้นทำให้เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากภวังค์นิทรายามสาย
เธอดันตัวเองขึ้นจากเก้าอี้และเดินออกไปยังบริเวณดาดฟ้าเรือซึ่งอยู่ทางด้านหน้าห้องกัปตัน
เหตุการณ์ตรงหน้าทำให้เธอถึงกับขมวดคิ้วและทำหน้าเหยเกออกไปแบบไม่รู้ตัวอยู่ครู่หนึ่ง
สภาพเบื้องหน้าของเธอคือภาพของเหล่าลูกเรือที่ยืนล้อมเป็ลักษณะครึ่งวงกลมอยู่บริเวณหน้ากล่องเก็บเสบียงกล่องหนึ่ง ซึ่งภายในกล่องนั้นมีเด็กสาวผมสีน้ำตาลยุ่งเหยิง เนื้อตัวมอมแมมอยู่นางหนึ่ง
‘ฝันต่อเนื่องงั้นหรอ’ เฟรย์บ่นอุบขึ้นในใจเมื่อนึกย้อนไปถึงเื่ที่เพิ่งฝันก่อนหน้านี้และเื่ราวที่เกิดขึ้นตรงหน้ามันช่างละม้ายคล้ายคลึงกันเสียเหลือเกิน
เด็กสาวพยายามที่จะหยิบเนื้อแห้งเก็บเข้าไปในเสื้อของเธอให้มากที่สุด ในขณะที่ปากของเธอนั้นก็ยังคงเคี้ยวเนื้อแห้งงุบงับไม่หยุด เธอไม่ได้มีท่าทีแยแสเหล่าลูกเรือที่จ้องมองมายังเธอเท่าใดนัก
ทันใดนั้นหนึ่งในลูกเรือที่เป็คนขนกล่องเสบียงขึ้นมาก็ได้พยายามที่จะเดินเข้าไปพูดคุยกับเด็กสาว แต่ฉับพลันเดียวกันั์ตาของเด็กสาวก็แข็งกร้าวขึ้นทันทีพร้อมกับอัดคลื่นพลังเวทเข้าใส่ลูกเรือหนุ่มอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ลูกเรือคนดั่งกล่าวโดนคลื่นพลังเวทอัดเข้าไปอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว แม้จะป้องกันไว้ได้ในระดับหนึ่งแต่ตัวของเขาก็ถูกซัดกระเด็นจนไปกระแทกเข้ากับกราบเรือเข้าอย่างจัง
เหล่าลูกเรือต่างหันไปมองชายหนุ่มที่ร่างกระเด็นไปอย่างไม่สะทกสะท้าน พร้อมกันนั้นหลายคนก็ได้ฉายรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าอย่างมีท่าทีสนุกสนาน
“ฮ่า ๆ เดินทางรอบนี้มีของเล่นน่าสนุกติดขึ้นมาบนเรือด้วยโว้ย”
“ท่าทางจะไม่ใช่ของเล่นที่พังง่ายซะด้วยสิ”
“สาวน้อยผู้ใช้เวทมนตร์มาทำอะไรที่นี่หรอจ๊ะหรือจะอยากเล่นกับพวกพี่ๆ เลยแอบขึ้นมากัน”
ท่าทีของเหล่าลูกเรือได้แสดงออกมาอย่างน่าแปลกประหลาด ราวกับเห็นการใช้เวทมนตร์ของเด็กสาวเป็เพียงเื่น่าสนุก
ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเวทมนตร์นั้นไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถใช้กันได้โดยทั่วไป เมื่อบุคคลธรรมดาเห็นการใช้เวทมนตร์จึงมักจะหลีกเลี่ยงหากเป็ไปได้เพราะการให้บุคคลธรรมดาไปสู้กับผู้ใช้เวทมนตร์นั้นเป็เื่อันตรายถึงที่สุด
เด็กสาวก็มักจะใช้วิธีการนี้ในการข่มขู่ผู้ที่เข้ามาใกล้เธออยู่เสมอ แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้มันจะไม่เป็เช่นนั้น
ชายหนุ่มที่ถูกคลื่นเวทมนตร์ซัดกระเด็นค่อยๆ พยุงร่างอันอ้วนท้วนของตนเองขึ้นมาช้าๆ พร้อมกับะโเสียงดังออกมา
“หยุด! ข้าจะสั่งสอนนังเด็กนั่นเอง” เมื่อลั่นวาจาเสร็จชายหนุ่มก็ค่อยๆ เดินกลับเข้าไปหาเด็กสาว
เธอพยายามที่จะใช้คลื่นเวทมนตร์อัดใส่อีกครั้ง แต่คราวนี้ชายหนุ่มได้ชักดาบแชมเชียร์ออกมาจากฝักที่คาดอยู่ข้างเอวและฟันคลื่นเวทมนตร์จนแตกกระจายออก
เมื่อเด็กสาวเห็นดังนั้นจึงได้โถมคลื่นพลังเวทเข้าใส่ชายหนุ่มร่างอ้วนแบบไม่ยั้ง
คราวนี้ชายหนุ่มได้พุ่งตัวไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็วอันผิดกับรูปร่างของเขาพร้อมกับวาดดาบเพื่อทำลายคลื่นพลังเวทออกตลอดทางจนสามารถเข้าถึงตัวของเด็กสาวได้
เด็กสาวได้พยายามสร้างคลื่นพลังเวทมนตร์ล้อมรอบตัวเองไว้ เพื่อไม่ให้ชายหนุ่มร่างอ้วนสามารถล่วงล้ำเข้ามาถึงตัวเธอได้
แต่ชายหนุ่มร่างอ้วนหาได้แยแสไม่ เขาได้ง้างมื้อขึ้นสูงพร้อมกับฟันลงไปยังคลื่นพลังเวทซึ่งล้อมรวบตัวเด็กสาวไว้จนแตกกระจายออกไป
และก่อนที่เด็กสาวจะสร้างคลื่นพลังเวทใหม่ขึ้นมา ชายหนุ่มร่างอ้วนก็ได้ใช้มืออีกข้างหนึ่งจับที่หน้าของเด็กสาวและดันเธอจนหงายหลังลงไปจมกองเนื้อแห้งซึ่งกระจัดกระจายอยู่บริเวณนั้นได้ในที่สุด
เด็กสาวพยายามที่จะดันมือของชายหนุ่มออกแต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะขนาดของมวลแขนที่แตกต่างกัน เธอพยายามที่จะดิ้นรนอยู่พักหนึ่งแต่เรี่ยวแรงของเธอนั้นก็ค่อยๆ หายไปเพราะปากและจมูกของเธอนั้นยังโดนมือของชายหนุ่มกดทับไว้อยู่ทำให้ไม่สามารถหายใจได้สะดวก
หากจะใช้พลังเวทช่วยดันออกไปเธอก็ต้องใช้สมาธิในการควบคุมพลังด้วยและเมื่อเด็กสาวลองสังเกตดีๆ เธอก็พบว่าตัวของชายหนุ่มนั้นก็ห่อหุ้มไปด้วยพลังเวทเช่นเดียวกัน หากใช้พลังเวทครึ่งๆ กลางๆ ในระยะประชิดเช่นนี้น่าจะเป็ตัวเธอเองเสียมากกว่าที่จะได้รับความเสียหาย
เด็กสาวค่อยๆ หมดแรงลงอย่างช้าๆ ร่างกายที่ดิ้นรนอย่างสุดความสามารถเมื่อครู่ บัดนี้ค่อยๆ ผ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
“จะนิ่งได้หรือยัง” ชายหนุ่มร่างอ้วนะโกร้าวถาม
“….” เด็กหญิงพยักหน้าเบาๆ ตอบรับ เพราะเธอไม่สามารถเปล่งเสียงพูดออกมาได้
ชายหนุ่มค่อยๆ ปล่อยมือออกช้าๆ ในขณะที่มือขวานั้นยังคงยกดาบไว้ข้างศีรษะเล็งจ่อไปยังเด็กสาว
“แค่กๆ ๆ” เด็กสาวพยายามสูดอากาศหายใจเข้าไปจนสำลัก ใบหน้าของเธอยังคงไว้ซึ่งรอยนิ้วมือจากการถูกชายหนุ่มบีบบริเวณข้างแก้มทั้งสอง น้ำมูกและน้ำตาของเธอยังคงไหลออกมาไม่หยุดจากการสำลักและความเ็ปที่เธอได้รับมา
เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าเธอไม่สามารถที่จะแผลงฤทธิ์ใดๆ ได้อีก เขาจึงลดดาบลงและนำเชือกที่ลูกเรือคนอื่นยื่นมาให้มัดตัวเด็กสาวไว้แม้เธอจะยังคงสะอึกสะอื้นอยู่
“เอาไงกับไอ้หนูนี่ดีละ เล่นกับเธอสักหน่อยมั้ย”
“เล่นกับเด็กแบบนี้มันจะไปสนุกอะไรกันเล่า ปล่อยเธอลงทะเลไปแบบนี้แล้วมาพนันกันดีกว่าว่าเธอจะรอดได้สักกี่นาที”
“ข้าว่าเอาไปผูกไว้กับยอดเรือแล้วคอยดูดีกว่าว่าพวกนกทะเลจะมารุมทึ้งเมื่อใด”
เหล่าลูกเรือเริ่มพูดคุยกันอย่างออกรส แต่เด็กสาวกลับไม่รู้สึกถึงเื่ที่น่ายินดีเลยสักนิดจากบทสนทนาของลูกเรือเ่าั้
เด็กสาวพยายามคิดหาหนทางที่จะเอาตัวรอดออกไปจากสถานการณ์นี้ แต่เรือก็ออกจากฝั่งมาหลายชั่วโมงแล้วแถมเธอยังถูกมัดไว้พร้อมกับมีสายตาซึ่งคอยจับจ้องมองการกระทำของเธออีกนับสิบ เธอไม่สามารถกระทำสิ่งใดได้เลย
‘พลาดแล้ว เรือลำนี้มันอะไรกัน ทำไมฉันต้องมาเจอเื่แบบนี้ด้วย’ เด็กสาวพยายามกัดฟันข่มน้ำตาที่กำลังสะท้อนต้องไปกับั์ตาสีมรกตของเธอจนตัวสั่นเทาไปหมด
เธอพยายามที่จะไม่แสดงออกถึงความอ่อนแอแต่ร่างกายของเธอกลับไม่เชื่อฟัง ความกลัวและความเหนื่อยล้านั้นได้กัดกินเข้าไปถึงจิตใจของเธอเสียแล้ว
เด็กสาวได้จับพลัดจับผลูมาที่เรือแห่งนี้เพราะบังเอิญไปได้ยินเหล่าลูกเรือคุยกันว่าเรือลำนี้กำลังจะเดินทางไปยังเมืองเบเรนีซ ซึ่งเป็เมืองท่าสำคัญของอาณาจักรรูเบเรีย หลังจากเฝ้าสังเกตอยู่นานจึงพบว่าเรือนี้เป็เพียงแค่เรือขนส่งสินค้าอีกทั้งยังไม่มีเหล่าทหารหรือนักผจญภัยคอยคุ้มกัน มีเพียงแค่ลูกเรือที่คอยเฝ้าสินค้าเท่านั้น เธอจึงตัดสินใจแอบลอบเข้ามาในเรือนี้เพื่อที่จะติดสอยห้อยตามไปยังเมืองเบเรนีซด้วย ซึ่งเธอคิดว่าต่อให้ถูกเจอเข้าอย่างน้อยเหล่าลูกเรือธรรมดาก็คงไม่สามารถฝ่ากำแพงเวทมนตร์ของเธอมาได้ เพราะอย่างน้อยๆ ก็ควรจะต้องเป็อัศวินหรือนักผจญภัยระดับสูงถึงจะฝ่ากำแพงเวทมนตร์ของเธอมาได้
แต่นี่มันแปลกเกินไปแล้วทั้งความคิดของลูกเรือเหล่านี้ รวมถึงวิธีการรับมือกับผู้ใช้เวทมนตร์อีกด้วย ทุกคนดูไม่มีท่าทีใต่อการใช้เวทมนตร์แม้แต่น้อย ในแง่ที่เลวร้ายที่สุดก็คือทุกคนบนเรือนี้อาจจะสามารถใช้เวทมนตร์ได้ด้วยซ้ำ
“หนูแค่หิวก็เลยมาแอบขึ้นมากินอาหารบนเรือแล้วเผลอหลับไป” เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พยายามข่มความกลัวและทิฐิของตัวเองลงเผื่อว่าคนพวกนี้จะมีความเห็นอกเห็นใจอยู่บ้าง
เหล่าลูกเรือต่างเงียบและจ้องมองมาที่เด็กสาวราวกับเปิดโอกาสให้เด็กสาวแก้ต่างตัวเอง
เมื่อเด็กสาวเห็นสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นนิดหนึ่งจึงพยายามเค้นความคิดและคำพูดออกมาให้ดีที่สุด
“หนูกะว่าจะเข้ามาหยิบอาหารเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่หลักจากที่หนูอดอาหารมาหลายวันพอกินอาหารเข้าไปจึงเกิดอาการง่วงจนทนไม่ไหว...” เธอพูดพลางกวาดตามองไปยังสายตารอบข้างที่ยังคงจับจ้องมาที่เธอ
แต่แววตาที่จ้องมองกลับมานั้นไม่ได้มีท่าทีสั่นไหวหรือคล้อยตามไปกับสิ่งที่เธอเล่าเลยแม้แต่น้อย กลับกันสายตาเ่าั้กลับมองทุกการกระทำของเธออย่างระแวดระวังมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
‘พวกเขารู้ว่าฉันโกหก’ เด็กสาวพยายามเก็บสีหน้าให้มากที่สุดเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ตนได้เอ่ยออกไปนั้นสุดท้ายกลับทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นมากไปกว่าเดิม
“ใครจะไปเชื่อกันเล่าว่าเด็กสาวผู้รากมากดีเช่นนี้ จะถึงขั้นต้องมาขโมยอาหารชาวเรือกินกัน” เสียงหนึ่งโพล่งขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน
ต้นเสียงนั้นมาจากเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งนั่งดูสถานการณ์ทั้งหมดั้แ่ต้นอยู่บนถังไม้โอ๊คอย่างชื่นมื่น
เด็กหนุ่มผมดำั์ตาสีน้ำตาลได้เผยรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าพร้อมกล่าวต่อด้วยวาจาชวนให้สงสัย
“ชุดเดรสที่ถูกสั่งตัดทำขึ้นอย่างประณีตแม้มันจะดูสกปรกจากคราบดินและขาดวิ่นไปหน่อยก็เถอะ อีกทั้งยังผิวพรรณของเธอที่ขาวผุดผ่องราวกับจันทราเต็มดวงในฤดูหนาวเดือน 12 นั่นอีก ใครเห็นเข้าเขาคงจะเชื่อหรอกว่าเธอเป็แค่ขโมยกระจอกจริงๆ น่ะ” เด็กหนุ่มเชิดหน้าขึ้นนิดหน่อยพร้อมกับยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เขาแสดงสีหน้าภาคภูมิใจราวกับว่าตนเองนั้นสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างแยบยล ทั้งที่จริงๆ แล้วสิ่งที่เด็กหนุ่มพูดไปนั้นทุกคนก็สามารถคาดเดากันเองได้อยู่แล้ว
ชายหนุ่มร่างอ้วนมองกลับไปยังเด็กหนุ่มแล้วเริ่มรู้สึกผิดกับตัวเองที่ไปสอนอะไรแปลกๆ ให้กับเด็กหนุ่มอยู่เสมอ จนมันกล้าที่จะพูดประโยคชวนเลี่ยนนั่นขึ้นมาในสถานการณ์เช่นนี้ได้
“ฮ่าๆ ๆ ๆ” ชายหนุ่มร่างผอมสูงคนหนึ่งหัวเราะร่าออกมาหลักจากที่เด็กหนุ่มพูดจบ
“ดอนนี่ ข้าว่าเอ็งจับไอ้เด็กสาวนี่โยนลงทะเลไปเลยจะง่ายกว่า ถามอะไรไปก็ดูจะไม่ได้ความ ขนาดสถานการณ์เช่นนี้ยังกล้าโกหกเลยนี่”
เหล่าลูกเรือพยักหน้าเห็นด้วย แม้กระทั่งลิซเด็กหนุ่มเพียงคนเดียวบนเรือก็พยักหน้าตามด้วยเช่นกัน
“เดี๋ยว ฉันขอโทษมันเป็เหตุสุดวิสัยที่ทำให้ฉันต้องติดมากับเรือลำนี้จริงๆ แต่ฉันไม่สามารถบอกได้” เด็กสาวพยายามที่จะยื้อเวลาต่อรองให้มากที่สุดและพยายามหาหนทางที่จะนำตัวเองออกจากสถานการณ์นี้
แต่ดูเหมือนเหล่าลูกเรือจะไม่ฟังกันแล้ว ดอนนี่ชายหนุ่มร่างอ้วนได้ยกร่างของเด็กสาวพาดไปบนไหล่และเดินไปยังกราบเรือซึ่งมีเหล่าลูกเรือบางส่วนกำลังนำไม้กระดานผูกยื่นออกไปบริเวณนอกเรือ