เดือนเก้าเป็นฤดูแห่งการเก็บเกี่ยว บางบ้านที่มีที่ดินน้อยหน่อยจึงทำงานกันเสร็จสิ้นไปแล้ว และผู้ชายในบ้านก็จะถูกแบ่งให้ไปช่วยงานภายนอก แต่ในปีนี้กลับแตกต่างออกไปเล็กน้อย…เหล่าชายฉกรรจ์ภายในหมู่บ้านสกุลหลี่ต่างไม่ออกไปทำงาน….
เนื่องจากบ้านใหม่ของหลี่อวิ๋นห้าวเลือกทำเลปลูกสร้างไว้ที่เชิงเขาของภูเขาเสี่ยวชิง อีกทั้งต้องใช้รั้วล้อมรอบตัวบ้านไว้ทุกฝั่ง แต่สิ่งที่ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านสกุลหลี่แปลกใจมากกว่าสิ่งอื่นใดก็คือ ที่ดินที่พวกเขาจะล้อมรั้วนั้นมีขนาดกว้างถึงหลายสิบแปลง และด้วยเหตุนี้ บ้านเก่าของผู้นำตระกูลจึงอยู่ตรงกลางพื้นที่พอดี
“แม่หนูหมิงเยว่ วันนี้พวกเราจะกินอะไรดี” หลี่หมิงเยว่กับหลี่อวิ๋นซู่เพิ่งจะนำถั่วเขียวต้มออกมาแจก ชาวบ้านที่กำลังสร้างบ้านอยู่ก็เอ่ยถามขึ้นมาเสียงดัง
“พี่เฮยจื่อ ป้าจ้าวบอกว่าวันนี้กินหัวหมูตุ๋นมันฝรั่ง อิ่มท้องแน่นอน” หลี่หมิงเยว่ตะโกนตอบเสียงดังไม่แพ้กัน เพื่อที่จะให้ทุกคนมีแรงในการทำงาน นางจึงพูดขึ้นอีกหนึ่งประโยค “ป้าจ้าวยังบอกอีกว่า พรุ่งนี้พวกเราจะกินไส้ผัด”
หัวหมูตุ๋นมันฝรั่งนั้นเป็นอาหารที่ดีมากอยู่แล้ว แต่เหล่าชายฉกรรจ์หยาบกระด้างอย่างพวกเขาชอบไส้ผัดมากกว่า ดังนั้นคำพูดของหลี่หมิงเยว่จึงทำให้เหล่าคนทำงานรู้สึกมีกำลังวังชามากขึ้น
พวกเขาต่างโห่ร้องอย่างร่าเริงขึ้นมา และบอกว่าตอนที่พวกเขาไปสร้างบ้านให้คนอื่นนั้น ไม่มีบ้านไหนที่เตรียมอาหารให้พวกเขาได้ดีเลิศเช่นนี้มาก่อน ไม่กี่วันที่ผ่านมาต่างมีถั่วเขียวต้มข้น ๆ เลิศรสให้กินทุกวัน และยังมีอาหารจานเนื้อทุกวันด้วย ทำให้เหล่าชายฉกรรจ์ทั้งหลายต่างซาบซึ้งยิ่งนัก
เพื่อที่จะสร้างบ้านเสร็จได้เร็วขึ้น หลี่หมิงเยว่จึงขอให้ปู่ผู้นำตระกูลช่วยหาคนมามากสักหน่อย ในเวลาสั้น ๆ เพียงสิบวัน ก็เห็นว่าบ้านของพวกเขาเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว เหล่าพี่น้องบ้านหลี่หงต่างมีความสุขยิ่งนัก
เนื่องจากนางซูตั้งครรภ์ใกล้คลอดแล้ว พวกเด็ก ๆ จึงขอร้องให้มารดาพักอยู่แต่ในบ้าน แต่ถึงจะมานางก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก เพราะขนาดท้องของนางในตอนนี้นั้นใหญ่มากจริง ๆ แม้แต่ตัวนางซูเองก็ดูแลตัวเองแทบไม่ไหว ดังนั้นหลี่หมิงหัวและน้องสาวทั้งสามคนจึงคอยดูแลมารดาอย่างใกล้ชิดทุกวัน
แน่นอนว่าตอนที่สร้างบ้านอยู่ พวกเขาก็ไม่อาจหยุดการขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรได้ เพราะหลี่หมิงเยว่ยังต้องปรุงยาห้ามเลือด และต้องช่วยดูอาหารการกินของคนที่มาทำงานที่บ้าน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีคนขึ้นเขา
ด้วยเหตุนี้ หน้าที่เก็บสมุนไพรจึงตกมาอยู่ที่หลี่อวิ๋นห้าวกับน้องชายทั้งสาม ส่วนหลี่หมิงเยว่นั้นไปขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ขอให้ลุงเหวินช่วยไปกับพวกเขาทุกวัน เพราะลุงเหวินสามารถล่าสัตว์ได้ และสามารถปกป้องเด็ก ๆ ได้ด้วย
หลังจากได้รับหญ้าห้าวิญญาณมาจากหลี่หมิงเยว่ ฟู่เหวินชิงก็ตั้งอกตั้งใจปรุงยากำจัดพิษอย่างมุ่งมั่น ฝ่ายหลี่หมิงเยว่เองก็ช่วยตุ๋นน้ำแกงบำรุงต่าง ๆ ไปส่งทุกวัน วันนี้เป็นน้ำแกงกระดูก พรุ่งนี้เป็นน้ำแกงไก่ป่า วันมะรืนก็จะเป็นน้ำแกงชนิดอื่น นั่นทำให้ร่างกายที่เคยผ่ายผอมของเซี่ยหลิงโหรวเริ่มมีน้ำมีนวล ใบหน้าดูเอิบอิ่มมากขึ้น ฟู่เหวินชิงและป้าเหวินจึงมีความสุขยิ่งนัก
เนื่องจากบ้านของหลี่หมิงเยว่กำลังสร้าง มีเสียงดังรบกวนตลอดทั้งวันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ฟู่เหวินชิงจึงพาภรรยากับป้าเหวินย้ายเข้าไปอยู่ในตัวเมืองเป็นการชั่วคราว และให้ครอบครัวของหลี่หมิงเยว่เข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านของเขา เพราะตอนนี้ร่างกายของนางซูมีน้ำหนักมาก และในบ้านเดิมของพวกนางก็ไม่ค่อยสะดวกหลาย ๆ เรื่อง อุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ไม่ครบครัน ดังนั้นหลี่หมิงเยว่จึงใช้ครัวของอาจารย์ทำกับข้าว ส่วนป้าเหวินจะกลับมาที่นี่ทุกวัน เพื่อนำน้ำแกงที่หลี่หมิงเยว่ตุ๋นกลับไปด้วย
.
.
หนึ่งเดือนล่วงเลยไปในพริบตา รั้วที่ล้อมรอบที่ดินสิบกว่าแปลงถูกสร้างจนเสร็จ แม้แต่ประตูใหญ่เองก็สร้างเสร็จแล้วเช่นกัน ส่วนตัวบ้านของพวกเขาก็ถูกขึ้นโครงจนนึกภาพห้องทุกห้องออกแล้วเช่นกัน
ทุกครั้งที่ได้มองไปที่บ้านหลังใหม่ หลี่หมิงเยว่ก็อดรู้สึกตื้นตันไม่ได้ คนยุคโบราณทำงานกันได้จริงจังและขยันขันแข็งจริง ๆ เพียงแค่หนึ่งเดือนพวกเขาก็สร้างรั้วล้อมที่ดินขนาดใหญ่และแข็งแรงจนเสร็จ ปู่ผู้นำตระกูลบอกว่าอีกครึ่งเดือนก็ขึ้นคานบ้านได้ เมื่อคิดว่าอีกหนึ่งเดือนพวกนางก็จะสามารถเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ได้แล้ว จึงแอบดีใจยิ่งนัก
.
.
ณ หมู่บ้านสกุลโจว
ครอบครัวโจวในเวลานี้ ถูกนางหลี่ลู่ที่พาหลี่เถาฮวาไปด้วยเข้าไปโวยวายในบ้านเสียยกใหญ่ เดิมทีตอนที่นางรู้ว่าหลี่เถาฮวาตั้งครรภ์ นางก็ไปหาสกุลโจวมาแล้ว ตอนนั้นสกุลโจวบอกว่าจะรีบให้เด็กทั้งสองคนหมั้นหมายกันทันที แต่ผ่านไปกว่าหนึ่งเดือน โจวซวี่กลับไปหมั้นหมายกับลูกสาวผู้ดูแลอู๋ของร้านขายของชำในเมืองเสียเช่นนั้น
อันที่จริงตัวนางหลี่ลู่ก็ไม่ได้อยู่เฉย ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า หนึ่งเดือนมานี้ นางไปมาหาสู่กับสกุลโจวโดยตลอด แต่สกุลโจวกลับใช้เรื่องการสอบจู่เหรินของโจวซวี่ เอามาเป็นข้ออ้างผัดวันแต่งงานออกไป จนกระทั่งเมื่อวานพวกนางมาที่สกุลโจวอีกครั้งถึงได้รู้ว่า โจวซวี่นั้นหมั้นหมายไปแล้ว และจะเข้าพิธีแต่งงานในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
นางหลี่ลู่ที่ได้ยินเรื่องนี้ก็ทนไม่ได้ นางพาสามีกับลูกชาย และหลี่เถาฮวาที่กำลังตั้งครรภ์อ่อน ๆ ไปหาหน้าประตูบ้านเขา “โจวซวี่ ข้าจะบอกเจ้าให้นะ หากเจ้าไม่ยอมรับล่ะก็ ข้าจะแบกหน้าไปฟ้องอาจารย์เจ้าที่สำนักศึกษา หากสำนักศึกษาไม่สนใจล่ะก็ ข้าจะไปฟ้องร้องกับท่านเจ้าเมือง!”
โจวซวี่มองไปที่ท้องของหลี่เถาฮวาพลางขมวดคิ้ว เห็นนางมาหาถึงหน้าประตูบ้านก็รู้สึกรำคาญขึ้นมา หลี่เถาฮวาผู้นี้ช่างโง่เขลาเกินไปแล้ว ถึงได้มาเคาะเรียกหาคน ประกาศเรื่องงามหน้าถึงหน้าบ้านเขาเช่นนี้
“เถาฮวา ไม่ใช่ว่าพวกเราตกลงกันดีแล้วหรือ พอข้าสอบเสร็จแล้วจะไปขอเจ้าแต่งงานน่ะ? แล้วเรื่องหมั้นหมายก็เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่สองตระกูลคุยกัน ข้าไม่รู้เรื่องจริง ๆ ตอนนี้เจ้าพาคนมาเคาะประตูเช่นนี้ ต้องการอะไรกันแน่?” โจวซวี่มองกลุ่มคนที่มาเสียงดังโวยวายอยู่หน้าบ้าน ในใจพลางอดกลั้นกดข่มความไม่พอใจที่กำลังจะปะทุเอาไว้
“ซวี่หลาง ในเมื่อเจ้าไม่รู้เรื่องการหมั้น เช่นนั้นตอนนี้เจ้ากลับมาแล้ว แสดงว่าเจ้าก็สามารถยกเลิกการหมั้นได้ใช่หรือไม่?” หลี่เถาฮวามองจ้องคนรักหนุ่มด้วยน้ำตานองหน้า
“ไม่ยกเลิก! เจ้าอยากแต่งเข้ามาก็ได้ แต่ต้องเป็นอนุของลูกชายข้าเท่านั้น! หากไม่ตกลงก็อย่ามาหาว่าพวกข้าหยาบคาย หากเจ้าอยากฟ้องร้องก็ฟ้องไปเสีย! ตราบใดที่พวกเขาไม่ยอมรับ แล้วใครจะทำอะไรได้ เด็กในท้องเจ้าใครเล่าจะรู้ว่าเจ้าท้องกับใครกันแน่” มารดาของโจวซวี่ด่ากลับมาอย่างไม่ไว้หน้า นางด่ารัวออกไปจนแทบไม่เว้นช่วงไว้หายใจ
ดวงตาของโจวซวี่สว่างวาบขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงของมารดาตน แต่เขานั้นเป็นคนฉลาด เขาจึงเลือกยืนอยู่ข้างหลังมารดา และส่งสายตาอ้อนวอนปนเห็นอกเห็นใจไปที่หลี่เถาฮวา
หลี่เหอและหลี่ฮุยยืนเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ มานานแล้ว เริ่มอดไม่ได้ สุดท้ายหลี่ฮุยจึงหันไปหาโจวซวี่และเอ่ยถามอย่างเย็นชา “โจวซิ่วไฉ่ไม่ต้องการยอมรับเด็กคนนี้หรือ?”
โจวซวี่เห็นหลี่ฮุยเอ่ยปากพูดก็ลังเลขึ้นมา คนอื่น ๆ ไม่รู้ว่าหลี่ฮุยนั้นเป็นคนเช่นไร แต่เขารู้จักกับหลี่ฮุยผู้นี้มาหลายปีแล้ว จึงย่อมรู้ดีว่าคนผู้นี้โหดเหี้ยมมาก และไม่สมควรทำให้โกรธเคืองอย่างยิ่ง หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงประสานมือและเอ่ย
“สหายหลี่ ไปหาที่สงบ ๆ คุยกันหน่อยได้หรือไม่?” โจวซวี่อยากหาที่สงบ ๆ คุยกับหลี่ฮุย หากอยากรู้เรื่องอะไรบางอย่าง ควรจะไปพูดกันส่วนตัวจะดีกว่า เขาเองก็รู้ว่าหากหลี่ฮุยเห็นด้วยกับเรื่องนี่แล้ว คนอื่น ๆ ก็คงจะไม่พูดอะไรขึ้นมาอีก
หลี่ฮุยเห็นเขามีบางอย่างจะพูด จึงเดินตามเขาไปยังที่ที่ห่างผู้คน ทั้งสองกระซิบกระซาบกันอยู่ที่มุมห้องเป็นเวลานาน คนอื่น ๆ เห็นเพียงหลี่ฮุยขมวดคิ้ว และสักพักก็พยักหน้า จึงรู้ว่าทั้งสองคนกำลังปรึกษาหารือกันอยู่ ดังนั้นจึงไม่มีใครพูดอะไรอีก
หลี่เถาฮวามองดูพี่น้องของตนคุยกับโจวซวี่ด้วยความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ นางรู้ดีว่าหลี่ฮุยมีนิสัยอย่างไร จึงกลัวว่าเขาจะขายนางออกไปเพราะความเห็นแก่ตัวของตัวเอง นางยืนกำผ้าเช็ดหน้าแน่น และมองจ้องไปที่สองคนนั้นตาไม่กะพริบ
.
.
.
ลำดับพี่น้องครอบครัวหลี่หง