ตอนที่ 1 (8)
หลินฉิงไห่จะสอนที่สตูดิโอศิลปะสำหรับเด็กของเพื่อนสัปดาห์ละสามวัน วันนี้สอนเสร็จก็เป็เวลา 5 โมงเย็นแล้ว หลังจากส่งนักเรียนคนสุดท้ายกลับ เขาก็ล็อกประตูทางเข้าของห้องเรียน เมื่อดูเวลาก็พบว่าเป็เวลา 5 โมง 40 นาที เขาจึงวิ่งเหยาะๆ ไปยังสถานที่นัดหมายทันที
สตูดิโอศิลปะอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย แค่วิ่งเหยาะๆ สัก 10 นาทีก็ถึง เมื่อมาถึงก็หอบหายใจอยู่หน้าประตูร้านอาหารยุโรป ขณะที่เฉินเซ่ากังกำลังรออยู่ภายในห้องส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเข้าไปในห้องส่วนตัว หลินฉิงไห่ยังคงมีความสุขมาก เขา้าจะเข้าไปใกล้ชิดเฉินเซ่ากังราวกับสุนัขตัวน้อยที่เทิดทูนเ้าของ
“ไปนั่งฝั่งนู้น อย่ามานั่งใกล้ฉันขนาดนี้” เฉินเซ่ากังเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยชาเล็กน้อย
หลินฉิงไห่ได้ยินน้ำเสียงอีกฝ่ายก็ไหล่ห่อ แล้วก้าวเท้าย้ายไปนั่งฝั่งตรงข้ามด้วยความผิดหวัง
วันนี้เฉินเซ่ากังสวมเสื้อไหมพรมคอวีสีเบจที่เข้ากับเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสูทสีเทา เขากำลังก้มหน้าเช็ดมีดและส้อมในมือ นิ้วมือขาวเรียวเคลื่อนไหวอยู่ในสายตาของหลินฉิงไห่ พอคิดถึงวิธีที่เรียวนิ้วของอีกฝ่ายลูบไล้และััไปตามร่างกายของตัวเอง หลินฉิงไห่ก็ลอบกลืนน้ำลาย
เฉินเซ่ากังเป็บุคลากรของมหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษามากมายชื่นชมและชื่นชอบ รอบกายเขามักจะเปล่งประกายที่สงบบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะสวมเสื้อผ้าอย่างไร ต่อให้เป็เสื้อผ้าราคาถูก เขาก็สามารถสวมใส่และทำให้รู้สึกถึงความหรูหรามีระดับได้ ต่างจาก Alpha คนอื่นที่มักจะแผ่กลิ่นอายอำนาจควบคุม แต่เขากลับมีกลิ่นอายสำรวม เรียบง่าย ผู้ที่มีความงดงามตามที่กล่าวมานี้ถือเป็คนสมบูรณ์แบบในสายตาของ Omega เลยทีเดียว
หลินฉิงไห่เคยรู้สึกภูมิใจที่ตัวเองได้เป็เ้าของอาจารย์ แต่ความภูมิใจที่ว่านี้ก็ดูเหมือนจะกลายเป็เื่ตลกเท่านั้น
แม้จะไม่อาจเป็คู่กันอย่างแท้จริง ทว่าอย่างน้อยในสถานะนี้ ตัวเองก็น่าจะยังถือว่าเป็คนพิเศษ หลินฉิงไห่ปลอบใจตัวเองแบบนี้ทุกครั้ง
ขณะคิดเกี่ยวกับเื่นี้ หลินฉิงไห่ก็รู้สึกว่าลำคอตัวเองชักจะแห้งผากขึ้นเรื่อยๆ เขาคว้าแก้วน้ำมาดื่มด้วยอาการลนลานแต่ก็ไม่กล้าดื่มอึกใหญ่ เพราะเกรงจะเสียมารยาทกับอาจารย์ การวิ่งเหยาะๆ มาที่ร้านเมื่อครู่เป็เหตุให้ลมพัดจนเส้นผมเขายุ่งเหยิง ซ้ำยังมีเหงื่อออกเล็กน้อย เมื่อเทียบกับภาพลักษณ์ของเฉินเซ่ากังแล้ว หลินฉิงไห่รู้สึกว่าตัวเองในเวลานี้ดูไม่ได้อย่างยิ่ง แทบไม่ต่างจากกองขี้วัวข้างกอดอกไม้สด ช่างน่าอับอายแท้ๆ
เขาเริ่มจะได้กลิ่นไม้จันทน์จางๆ อีกแล้ว จึงเอื้อมมือััปลอกคอกันกัดบริเวณลำคอโดยไม่รู้ตัว
“เป็อะไร ทำไมจ้องฉันด้วยสายตาแบบนั้นตลอดเลยล่ะ” เฉินเซ่ากังหยิบผ้าเช็ดปากมาเช็ดมีด ส้อม ไปจนถึงแก้วและจานเบื้องหน้าตัวเองอย่างพิถีพิถัน จากนั้นจึงคลี่ผ้าเช็ดปากที่ยับยู่ยี่ออกและพับเข้าที่ใหม่
หลินฉิงไห่เฝ้ามองทุกอิริยาบถของเฉินเซ่ากัง เวลานี้เขารู้สึกราวกับตัวเองเป็ผ้าเช็ดปากในมืออีกฝ่าย หลังถูกลูบไล้ไปสักพักก็ถูกคลี่ออกอย่างพิถีพิถัน ราวกับต้องผ่านความยากลำบากมามากมาย
“ทำไมไม่ตอบ สายตาแบบนั้นบอกว่าของขาดหนักเลยนะ...เป็คนที่กำลังจะแต่งงานแล้ว ทำไมถึงไม่รู้จักควบคุมตัวเองได้ขนาดนี้ คู่หมั้นนายเขารู้เื่นี้หรือเปล่า หืม” เฉินเซ่ากังดีดเสียงสูงในคำสุดท้ายเหมือนกับตะขอที่เข้าไปสะกิดขั้วหัวใจของหลินฉิงไห่ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เขารู้สึกวาบหวิว
“ผม ผมเปล่า...อ๊ะ...” หลินฉิงไห่ได้ยินคำพูดนั้นก็คิดจะอธิบาย แต่ส่วนสำคัญกลับถูกรองเท้าหนังบดเบียดอย่างรุนแรง
ไม่รู้ว่าเฉินเซ่ากังขยับเข้ามาประชิดตัวั้แ่เมื่อไร ถึงได้ยกเท้ามาััตรงหว่างขาของเขา ทั้งที่การกระทำนี้สร้างความเ็ปให้ แต่หลินฉิงไห่ต้องรู้สึกละอายใจเมื่อพบว่าตัวเองกลับรู้สึกแข็งตัวขึ้นมา
“ตอบว่าเปล่าอีกแล้วนะ ฉันว่านายชอบอยู่เห็นๆ เลย ทนไว้ ห้ามขยับ” เฉินเซ่ากังเหยียบเข้าอย่างแรงอีกครั้ง หลังจากทำให้หลินฉิงไห่หายใจหอบถี่ได้ถึงดึงเท้าของตัวเองออกห่าง
“ที่วันนี้ฉันเรียกนายมาหาก็เพราะมีเื่สำคัญจะคุยด้วย ถ้านายทำให้ฉันพอใจ ถึงวันที่ฉันอารมณ์ดีเมื่อไร ฉันจะสนุกกับเ้าโรคจิตตัวน้อยอย่างนายให้อีก” เฉินเซ่ากังย้ายกลับไปนั่งที่เดิมอีกครั้งราวกับเมื่อครู่ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นทั้งนั้น จากนั้นก็กดปุ่มเรียกบริกร
หลินฉิงไห่ก้มหน้า การเร้าอารมณ์เมื่อครู่ทำให้ดวงตาของเขาแดงก่ำ เมื่อบริกรเปิดประตูและเดินเข้ามาในห้องส่วนตัว เขาจึงไม่กล้าเงยหน้าขึ้น
เฉินเซ่ากังเองก็ไม่ได้สนใจ เอ่ยปากสั่งอาหารสองที่โดยไม่ถามเลยด้วยซ้ำว่าเขาอยากกินอะไร
เมื่อบริกรออกไป ความเงียบที่น่าอึดอัดก็แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง เหลือเพียงเสียงกังวานของช้อนที่กระทบกับแก้วชาจากการคนของเฉินเซ่ากัง
“คุ้นเคยกับที่ที่ย้ายเข้าไปแล้วหรือยัง” ขณะที่ความเงียบทำให้หลินฉิงไห่รู้สึกเหมือนจะขาดอากาศหายใจ เฉินเซ่ากังก็ทำลายความเงียบนั้นลงด้วยการถามขึ้นมา
“ก็...ไม่มีอะไรที่อึดอัดครับ” หลินฉิงไห่เงยหน้าขึ้นตอบ ใช้หลังมือปาดน้ำตาจากอารมณ์ทางเพศที่ยังไม่แห้งออกจากหางตา
“แล้วนายได้วาดภาพต่อหรือเปล่า เขาช่วยเตรียมห้องศิลปะให้นายไหม”
“คือ...” วินาทีที่แล้วหลินฉิงไห่เพิ่งจะดีใจกับความเป็ห่วงจากปากเฉินเซ่ากัง แต่วินาทีต่อมาความคิดนั้นกลับถูกสกัดกลางอากาศ
อีกฝ่ายสนใจแค่เขาจะวาดภาพต่อไปได้หรือไม่ ตัวเขาหวังสูงเกินไปแล้วจริงๆ ที่แท้เหตุผลว่าทำไมเขาถึงยังอยู่ข้างกายอาจารย์มาได้ตลอด นั่นก็เพราะตัวเขายังมีค่าในแง่ผลประโยชน์งั้นหรือ
“จะว่าไป นายลืมหรือเปล่า นายคิดว่าฉันจะมองนายอยู่ไหมถ้านายหยุดวาดภาพน่ะ” เฉินเซ่ากังเอ่ยอย่างเฉยชา
หลินฉิงไห่กำลังจะเอ่ยปากปกป้องตัวเอง แต่ทันใดนั้นเสียง ‘ก๊อกๆ’ ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ บริกรเปิดประตูห้องส่วนตัวแล้วนำอาหารเข้ามาเสิร์ฟ
สิ่งที่เสิร์ฟอยู่เบื้องหน้าหลินฉิงไห่คือสเต๊กเนื้อความสุกระดับมีเดียมแรร์ ที่จริงหลินฉิงไห่ไม่ชอบเนื้อสัตว์ที่ยังมีสีแดงก่ำนี้เลยสักนิด แต่เพราะเฉินเซ่ากังชอบพาเขามาในร้านอาหารหรูที่มีความเป็ส่วนตัวสูง แล้วอาหารส่วนใหญ่ที่ร้านอาหารเหล่านี้ให้บริการก็มีแต่อาหารฝรั่ง กินไปกินมาก็มีอยู่แค่ไม่กี่เมนู เขามักจะตามใจอีกฝ่าย นานวันเข้าเฉินเซ่ากังจึงนึกไปว่าเขาชอบกินสเต๊กเนื้อ
ความจริงไม่ได้เป็แบบนั้นเลย แต่เพราะสเต๊กเนื้อเป็เมนูแนะนำที่พบบ่อยที่สุดในร้านอาหารตะวันตก ทั้งยังไม่ได้มีส่วนผสมอะไรที่พิเศษมากไป ราคาก็พอรับไหว หลินฉิงไห่จึงมักจะสั่งเมนูนี้
เฉินเซ่ากังไม่เคยสังเกตรายละเอียดที่ว่านี้เลย แน่นอนว่าเพราะไม่ได้สนใจ รับรู้แค่หลินฉิงไห่ชอบกินสเต๊กเนื้อเหมือนอย่างเคย ซ้ำยังเคยเหน็บแนมเขาว่าไม่รู้จักของดี