ตอนที่6 หลานสะใภ้ตระกูลหลง
โจวหนิงอันตาโตตื่นใแล้วรีบใช้มือขึ้นมาทำท่ารูดซิปปากให้ปิดสนิทพลางกระตุกยิ้มมุมปากด้วยไม่คาดคิดว่าเขาจะกลายเป็ชายหื่นกามได้มากขนาดนี้
อนึ่งเธอไม่ใช่คนหลงตัวเองว่ามีเสน่ห์จนทำให้ชายหนุ่มแปลกหน้าหลงรักหัวปักหัวปำถึงแม้ตอนนี้เขากลายเป็สามีทางพฤตินัยไปแล้วก็ตาม ด้วยมั่นใจในกลิ่นตัวอันคุ้นเคยจึงเชื่อมั่นว่าเขาเป็สามีแท้จริง
หลงจวินเลิกคิ้วประหลาดใจในท่าทีเป็ธรรมชาติของภรรยาพลางรู้สึกหลงรักเธอมากกว่าเดิม ทว่าเขาไม่คิดข่มเหงเธออีกยกเว้นเธอจะเต็มใจให้ตนเป็สามีโดยสมบูรณ์
ทายาทรองแห่งตระกูลหลงยกมือขึ้นมาเกลี่ยผมระลงมาปิดหน้าผากนูนพองามของภรรยาแล้วบอกเธอด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“คุณต้องรีบแต่งตัวให้เสร็จก่อนแล้วพวกเราจะไปจดทะเบียนสมรสด้วยกัน จากนั้นผมจะพาคุณไปพบครอบครัวฝั่งผม ต่อจากนี้ไปคุณไม่ใช่โจวหนิงอันคนเดิมแล้วผมขอแค่นี้ก่อนได้ไหมอันอัน”
ท้ายประโยคโจวหนิงอันััได้ถึงความอบอุ่นและน้ำเสียงอ้อนวอนในทีพลางพยักหน้ารับอย่างไม่รู้ตัวแต่พอฟื้นสติขึ้นมาพลันเหลือบเห็นร่างสูงเปิดประตูเดินออกไปจากห้อง แล้วมีกลุ่มช่างแต่งหน้าทำผมกรูเข้ามาในห้องแทน
“คุณผู้หญิงเชิญไปนั่งทางนี้นะคะ”หญิงวัยกลางคนจูงมือโจวหนิงอันไปนั่งบนโซฟาตัวเดิม
เวลานี้หญิงตัวซวยเดินตามหัวหน้ากลุ่มช่างแต่งตัวไปอย่างเลื่อนลอยด้วยกำลังมึนงงในเหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหันจนทำให้ชีวิตตนพลิกผันไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ทว่าเธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อมีเสียงถามอย่างนอบน้อมจากหญิงสาวในชุดฟอร์มเหมือนกับช่างแต่งตัวคนอื่นว่า
“ขอโทษนะคะคุณผู้หญิงไม่ทราบว่าฉันจะถ่ายของจากกระเป๋าใบเดิมมาใส่กระเป๋าใหม่ได้เลยไหมคะ”
โจวหนิงอันเหลือบหางตามองไปยังต้นเสียงเพราะกำลังติดพันให้ช่างอีกคนแต่งหน้าอยู่พลางตาโตใเพราะไม่คิดว่ากระเป๋าใบใหม่จะเป็แบรนด์หรูราคาแพงซึ่งเธอเคยแต่ยืนมองน้ำลายไหลจากชั้นแสดงสินค้ามาก่อน
พลันนึกถึงกระดาษแผ่นเล็กจากกล่องใส่แว่นตาด้วยยังไม่ได้อ่านข้อความในนั้น ทั้งกลัวว่าช่างหญิงจะทำหล่นหายจึงรีบโบกมือห้ามไว้ก่อนว่า
“ไม่เป็ไร!เดี๋ยวฉันจะทำเอง!”
หญิงสาวลอบพ่นหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำตามคำสั่งพลางตาโตอีกครั้งเพราะลืมเื่สำคัญไปเสียสนิทจึงถามช่างกำลังแต่งหน้าด้วยความอยากรู้ว่า
“นี่คุณฉันถามอะไรหน่อยสิ นายตัวสูง อ๊ะไม่ใช่!.....คนสั่งให้มาแต่งตัวฉันน่ะเขาเป็ใครแล้วมีชื่อว่าอะไรเหรอ”
โจวหนิงอันนึกอยากเขกหัวลงโทษตัวเองด้วยไม่คิดว่าตอนอยู่ใกล้ชิดเขาจะลืมถามเื่สำคัญไปได้ เธอไม่กล้าเรียกเขาว่าสามีต่อหน้าคนอื่นพลางรอรับฟังคำตอบจากหญิงวัยกลางคนตรงหน้าด้วยใจจดจ่อ
“นั่นน่ะคือคุณชายรองแห่งตระกูลหลงค่ะท่านชื่อว่าหลงจวิน พวกเราเป็แม่บ้านทำงานให้ท่านอยู่คฤหาสน์รุ่งอรุณ เรียกฉันว่าชิงเยียนก็ได้ค่ะฉันเป็หัวหน้าแม่บ้านของที่นี่”
จากนั้นจงชิงเยียนแนะนำตัวช่างแต่งหน้าทำผมซึ่งเป็แม่บ้านอยู่ในคฤหาสน์รุ่งอรุณเช่นกันแต่โจวหนิงอันไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าใดนักเพราะมัวแต่ครุ่นคิดเกี่ยวกับชื่อคฤหาสน์ด้วยความประหลาดใจ
คฤหาสน์รุ่งอรุณงั้นเหรอชื่อนี้ทำให้ฉันนึกถึงพี่ชายใจดีคนนั้นเลย เขาบอกให้ฉันรอ.....แล้วเขามารับในวันรุ่งอรุณสุดท้ายเขาก็หายไปเหมือนคนอื่น ๆ แต่ก็นั่นแหละนะ ใครจะอยากมายุ่งกับยัยตัวซวยอย่างฉันกันล่ะ
โจวหนิงอันไม่ได้สอบถามข้อมูลใดกับหัวหน้าแม่บ้านอีกด้วยนึกว่าตนยังอยู่ในเมืองเหยียนชิ่ง ไม่ได้คิดว่าตนจะถูกนำตัวมายังเมืองหลวงพลางทำตัวว่าง่ายให้ช่างทั้งหลายช่วยกันแต่งหน้าทำผมจนเสร็จเรียบร้อย
กระทั่งโจวหนิงอันถูกสลัดคราบเดิมออกจนหมดสิ้นเวลานี้เธอไม่ได้สวมแว่นตาทรงล้าสมัยอีกเพราะไม่ได้สายตาสั้น ผมยาวสลวยถูกมวยไว้ท้ายทอยพองามสวมชุดเดรสสั้นแขนกุดสีครีมทรงหรู มีเครื่องประดับแค่ต่างหูและสร้อยข้อมือจากแบรนด์ดังพร้อมนาฬิกาข้อมือพอเหมาะกับเรียวแขนเล็ก สวมใส่รองเท้าส้นสูงดูสง่างาม
หญิงสาวยืนจ้องมองตนเองอยู่ต่อหน้ากระจกบานใหญ่เท่าตัวพลางกระพริบตาปริบอย่างไม่เชื่อสายตาเท่าใดนัก ทั้งยังไม่ได้ตั้งใจฟังเสียงชื่นชมความงามจากแม่บ้านทั้งหลายเพราะมัวแต่คิดถึงคำสั่งแม่ั้แ่เด็ก
นี่ฉันจริงเหรอเนี่ยว้าว! ฉันสวยขนาดนี้เชียวเหรอ ทำไมแต่ก่อนแม่ให้ฉันแต่งตัวเชย ๆ แล้วยังให้ใส่แว่นตาบ้านั่นตลอดเวลาด้วยล่ะ
โจวหนิงอันยืนหมุนตัวอยู่หน้ากระจกไปมาด้วยรู้สึกทึ่งต่อภาพลักษณ์ใหม่อันสวยงามหมดจดโดยมีเสียงชื่นชมจากเหล่าแม่บ้านกล่าวไปในทิศทางเดียวกัน
“โอ้โฮ!คุณผู้หญิงสวยจังเลยค่ะ สวยมากกว่าพวกดาราตั้งหลายคนแน่ะ”
“อื้อฮือ!พอแต่งตัวแบบนี้แล้ว ไม่เหมือนใส่ชุดก่อนหน้าเลยนะคะ”
“สวยมากค่ะคุณผู้หญิงถ้าได้แต่งตัวสวย ๆ แบบนี้ทุกวัน สงสัยนายท่านจะไม่ออกไปไหนแน่เลยค่ะ”
พลันมีเสียงหัวเราะคิกอย่างอารมณ์ดีจากบรรดาแม่บ้าน
โจวหนิงอันกล่าวขอบคุณทุกคนอย่างมีมารยาทว่า“ขอบคุณมากนะคะ ออกไปรอฉันข้างนอกก่อนเถอะ”
หญิงสาวนึกขึ้นมาได้ว่าไม่ควรเสียเวลาคิดเื่คำสั่งแม่ให้ตนแต่งตัวเชยหรือหลงใหลคำชื่นชมจากแม่บ้านอีกพลางบอกให้ทุกคนออกไปรออยู่ด้านนอก ด้วย้าถ่ายของในกระเป๋าใบเก่าไปใส่ใบใหม่ทว่าความจริงเธอ้าอ่านกระดาษจากกล่องใส่แว่นตาตามลำพังมากกว่า
ครั้นทุกคนออกไปจากห้องพร้อมปิดประตูให้อย่างรู้งานเธอรีบหยิบกระดาษแผ่นเล็กจากกระเป๋าเงินออกมาอ่านด้วยความอยากรู้อย่างถึงที่สุด
“เช็งเม้งสุดท้ายมะเมียเปิดประตู นำทางขุมทรัพย์ด้วยแสงแห่งรุ่งอรุณ”
โจวหนิงอันขมวดคิ้วประหลาดใจเพราะเจอคำว่ารุ่งอรุณอีกครั้งพลางอ่านทวนซ้ำอยู่หลายครั้ง จนตาโตนึกขึ้นได้ว่าปีนี้เป็ปีมะเมีย
“เอ๋.....นี่มันปีสองพันสิบสี่พอดีอีกไม่กี่วันก็จะเป็ปีมะเมียแล้ว ว่าแต่ข้อความนี่หมายถึงขุมทรัพย์อะไรของใครงงไปหมดแล้วเนี่ย”
หญิงสาวพึมพำด้วยความงุนงงพลางพับกระดาษเก็บคืนแล้วย้ายสิ่งของจากกระเป๋าใบเดิมไปใส่กระเป๋าถือใบใหม่สีน้ำตาลอ่อนเข้ากันกับชุดเดรสสีครีมพอดีจากนั้นเดินไปส่องกระจกตรวจสอบความเรียบร้อยแล้วพูดชื่นชมความสวยงามของตนอย่างภาคภูมิใจว่า
“โจวหนิงอันหล่อนนี่ก็สวยไม่ใช่เล่นเลยนะ ถ้าได้แต่งตัวหรูแบบนี้ไปร่วมงานแต่งยัยนั่น พวกเพื่อนๆ เคยบูลลี่ฉันคงอ้าปากค้างแน่ อยากรู้ซะจริงว่าจะมีใครกล้าบูลลี่ฉันอีกไหม?!”
หญิงสาวกำหมัดเค้นเสียงพูดระบายความโกรธแค้นเมื่อครั้งอดีตเนื่องจากในงานแต่งงานวันนั้น ตนถูกเพื่อนร่วมรุ่นบังคับให้กลายเป็เด็กเสิร์ฟเพราะสวมชุดด้วยโทนสีเหมือนกับเครื่องแบบพนักงานพลางคิดแก้เผ็ดเพื่อนร่วมรุ่นในที
จากนั้นโจวหนิงอันปรับท่าทีตนให้สง่างามคู่ควรกับสามีผู้หล่อเหลาด้วยไม่อยากทำให้เขาต้องขายหน้าหรือเสียชื่อเสียงทั้งตระหนักว่าตนไม่ใช่โจวหนิงอันตัวซวยเหมือนเดิม แต่ชาตินี้เธอมีสามีสำเร็จรูปและพร้อมเอาคืนทุกคนให้สาสม
ต่อจากนั้นหญิงสาวเดินออกมาจากห้องแต่งตัวก่อนตาพร่าเล็กน้อยเพราะเห็นสามียืนรออยู่หน้าประตูพอดี ด้วยมีแสงอาทิตย์สาดส่องอยู่ด้านหลังทำให้ตัวเขาเปล่งประกายรัศมีหล่อเหลามากยิ่งขึ้น ทั้งยังสวมชุดสูทเต็มยศแผ่พลังอำนาจลึกลับบางอย่างดึงดูดให้เธอใจเต้นแรงอีกครั้ง
“อย่ามัวแต่ตะลึงความหล่อของผมเลยรับรองว่าต่อไปจะอยู่ใกล้ ๆ ให้ชื่นชมไปอีกนาน พวกเราไปจดทะเบียนกันเถอะครับคุณภรรยาคนสวยของผม”
หลงจวินพูดหยอกล้อภรรยาโดยไม่สนใจการซุบซิบของบรรดาแม่บ้านและบอดี้การ์ดพลางยกแขนขวาแล้วเอี้ยวตัวให้เธอเกาะแขนอย่างรู้หน้าที่
“ค่ะ”โจวหนิงอันรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีทันใด พลางก้มหน้าแล้วเดินเกาะแขนตรงไปยังบันไดด้วยความเขินอายเธอไม่คาดคิดว่าเขาจะรู้เท่าทันความคิดของตน
ต่อมาโจวหนิงอันและหลงจวินเดินทางด้วยรถลีมูซีนหรูไปยังสำนักกิจการพลเรือนหญิงสาวเพิ่งเห็นทิวทัศน์สองข้างทางแปลกตาไป ไม่เหมือนทิวทัศน์ของเมืองเหยี่ยนชิงอันเป็อำเภออยู่นอกเมืองหลวงจึงเหลียวมองสองข้างทางแล้วถามเขาด้วยความสงสัยว่า
“คุณคะ-----”
“เรียกพี่จวิน!”พลันมีเสียงเข้มของชายหนุ่มนั่งเบาะหลังเคียงข้างตนบอกชื่อเรียกขานใหม่
“ค่ะ พี่จวินนี่พวกเราอยู่ที่ไหนกันคะ ไม่ใช่เมืองเหยี่ยนชิ่งหรอกเหรอ”
หลงจวินสบดวงตากลมโตฉายแววสงสัยใคร่รู้เหมือนเด็กหญิงตัวน้อยในวันวานพลางใจอ่อนยวบแล้วใช้มือจับคางไว้อย่างอ่อนโอนด้วยนึกอยากจูบอีกทีแต่ต้องระงับความอยากไว้เพราะรู้ว่ามีดวงตาสองคู่จากเบาะหน้ากำลังสังเกตพฤติกรรมตนอยู่ก่อนตอบภรรยาด้วยความน้ำเสียงลึกลับว่า
“ที่นี่คือเมืองหลวงไม่ใช่เมืองเล็ก ๆ ที่คุณจากมาหรอก”
ฉับพลันโจวหนิงอันเบิกตากว้างตื่นตระหนกแล้วละล่ำละลักถามเขาด้วยความรู้สึกหลากหลายว่า
“อะไรนะคะ?! ไม่ใช่เมืองเหยียนชิ่ง แล้ว.....แล้วคุณ.....เอ๊ย!พี่จวินมาจากตระกูลหลง อย่าบอกนะคะว่า.....”
หลงจวินยิ้มมุมปากอารมณ์ดีด้วยพอใจการแสดงท่าทีเป็ธรรมชาติของภรรยาพลางกุมนิ้วมือเธอชี้หน้าตนไว้ด้วยเข้าใจถึงความสับสนงุนงง ก่อนก้มหน้าจุมพิตปลายนิ้วมืออย่างอ่อนโยนแล้วบอกข้อมูลตามจริงว่า
“ใช่ครับผมคือหลงจวิน ทายาทรองแห่งตระกูลหลงของเมืองหลวง ดังนั้นั้แ่นี้ต่อไป อันอันไม่ใช่โจวหนิงอันแห่งเมืองเหยียนชิ่งอีกแล้วคุณคือภรรยาผม หรือจะเรียกว่าเป็หลานสะใภ้แห่งตระกูลหลงก็ได้”
โจวหนิงอันตาโตตกตะลึงตัวแข็งทื่อทันทีเธอไม่ได้รับรู้รอยจุมพิตอ่อนโยนจากเขาแต่กำลังใเพราะคาดไม่ถึงว่าตนจะกลายเป็สะใภ้แห่งตระกูลหลงอันยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศ