ข้ามาทำฟาร์มในโลกเซียน

    ตอนที่ 48 สิ่งที่นางไม่ชอบก็คือเขาอย่างนั้นหรือ?

    สำหรับการตัดสินใจของเฉินเหมียวเหมี่ยว ม่อเสวียนหมิงเอ่ยได้เพียงแค่ว่า “ดี” 


    จากนั้นก็แตะที่เอวของเฉินเหมียวเหมี่ยวเบา ๆ เมื่ออีกฝ่ายจ้องมองมาด้วยสายตาตื่นตกใจ เขาก็เอ่ยด้วยความขัดเขิน “กอดข้าเอาไว้ อย่าปล่อย ไม่ต้องกลัว เชื่อข้า”


    เฉินเหมียวเหมี่ยว “???”


    เหตุใดต้องกอดด้วยล่ะ?


    กอดที่ใดกัน?


    ทั้งสองในเวลานี้ได้ทะยานขึ้นฟ้า มีลมกระโชกแรงพัดผ่าน ทิวทัศน์เบื้องหน้าเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ


    ฟ้าร้อง ฝนกระหน่ำ และลมกระโชกแรง ทำให้เกิดภาพอันปั่นป่วนและอันตรายยิ่ง


    เฉินเหมียวเหมี่ยวมองเห็นได้ไม่ชัดเจน ความรู้สึกไร้น้ำหนักอันน่าสะพรึงเกิดขึ้นในทันที นางตกใจมากจนต้องกอดเอวที่แข็งแรงของม่อเสวียนหมิงเอาไว้แน่น จากนั้นกระแสน้ำพลันท่วมท้น ทุกอย่างถาโถม...


    ทันใดนั้นมหาสมุทรดวงดาวสีม่วงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า


    ในส่วนลึกที่ดำมืดของมหาสมุทรกลับมีดวงดาวที่ส่องสว่าง ภูเขาโครงกระดูกที่มีขนาดใหญ่ชนิดที่ปกคลุมท้องฟ้าและปิดบังดวงตะวันได้ตั้งตระหง่านอยู่ โครงกระดูกเหล่านั้นล้วนแตกต่างกันไป บ้างก็ยืน บ้างก็นอน บ้างก็แหลกเป็นชิ้น และบ้างก็อยู่ครบ อีกทั้งเต็มไปด้วยความพยาบาทที่มีพลังมหาศาล


    ดาวสีม่วงที่อยู่บนกองกระดูกเหล่านั้น แต่ละดวงระยิบระยับราวกับมีชีวิตก็มิปาน


    ทว่าแค่เฉินเหมียวเหมี่ยวชำเลืองมอง จิตวิญญาณของนางก็ถูกเสียงคำรามของสัตว์ร้ายและปีศาจจากความโกลาหลทำให้ปั่นป่วน เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นเป็นระยะ จนจิตวิญญาณของเฉินเหมียวเหมี่ยวเกือบจะสูญสลาย


    อึดใจต่อมาเฉินเหมียวเหมี่ยวรับรู้ได้ว่ามีคนกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน คนผู้นั้นเอ่ยเสียงเบา “ไม่ต้องกลัว พวกนี้ล้วนเป็นภาพมายา”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่สามารถปริปากได้ แม้กระทั่งลมหายใจก็ยังติดขัด ท่าทางราวกับลูกแมวนั้นทำให้ม่อเสวียนหมิงรู้สึกจนปัญญา


    “ปล่อยตัวตามสบาย ไม่ต้องกังวล เจ้าตั้งใจดูดี ๆ สิ รอบกายของพวกเราไม่ใช่น้ำทะเล แต่เป็นผลึกไอวิญญาณ”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่อึดใจต่อมาก็พบว่าตนเองสามารถหายใจได้จริง ๆ


    “ที่นี่คือที่ใดกัน?”


    “สนามรบบรรพกาล เหวเทพนิพพาน”


    สนามรบบรรพกาล?


    มิน่าล่ะ รอบ ๆ ตัวล้วนเต็มไปด้วยกระดูกที่มีแต่ความพยาบาท


    “เจ้าพาข้ามาที่นี่เพราะเหตุใดกัน?”


    “เจ้าอยากจะบำเพ็ญเพียรกายเนื้อไม่ใช่หรือ เช่นนั้นก็ต้องรวบรวมพลังปราณเข้าสู่ร่างกายเพื่อสร้างรากฐานให้มั่นคง อย่างน้อยต้องผ่านระดับรวมพลังปราณ เจ้าจึงจะสามารถแย่งชิงไอวิญญาณกับโลกหุนหยวนของเจ้าได้ ไม่เช่นนั้นต่อให้เจ้าจะอดตาหลับขับตานอน ฝึกฝนอย่างหนักเพียงใด ไอวิญญาณก็จะไม่สามารถหลุดรอดจากโลกหุนหยวนของเจ้า ไปสู่อวัยวะภายในและแขนขาของเจ้าได้”


    “…”


    “เงื่อนไขแรกในการบำเพ็ญเพียรกายเนื้อของเจ้านั้นไม่ง่าย”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวต้องใช้ไอวิญญาณในการฝึกกาย ต้องผ่านระดับรวมพลังปราณ หรือเทียบได้กับระดับรวมชีพจรของผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป จึงจะสามารถแย่งชิงไอวิญญาณกับลายเปลวไฟบนข้อมือได้


    แต่การจะผ่านระดับรวมพลังปราณต้องดึงไอวิญญาณมาฝึกกายให้ได้ แต่เมื่อใดที่เฉินเหมียวเหมี่ยวดึงไอวิญญาณเข้าสู่ร่าง ก็จะถูกลายเปลวไฟดูดกลืนไปจนหมด


    เฉินเหมียวเหมี่ยวยิ้มแห้ง ๆ ออกมา “ข้ารู้ นั่นเป็นวงจรที่ไม่มีวันสิ้นสุด”


    เมื่อเห็นเฉินเหมียวเหมี่ยวขมวดคิ้วบาง ๆ ม่อเสวียนหมิงก็รู้สึกอยากจะยกมือไปคลึงหว่างคิ้วให้นาง เพราะใบหน้าของนางไม่ควรเป็นกังวลเช่นนี้


    “เจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่?”


    “เชื่อสิ”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม หากไม่เชื่อคงไล่เขาไปตั้งนานแล้ว


    ม่อเสวียนหมิงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ย “วิธีเดียวที่เจ้าจะทะลวงวงจรที่ไม่มีวันสิ้นสุดเช่นนี้ก็คือ เจ้าต้องดึงไอวิญญาณให้ได้มากกว่าที่โลกหุนหยวนของเจ้าดูดซับไป แล้วใช้ไอวิญญาณที่เหลือจากโลกหุนหยวนมาฝึกกาย”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวมองมหาสมุทรไอวิญญาณตรงหน้าด้วยความตกใจ ในที่สุดก็เข้าใจเหตุผลที่ม่อเสวียนหมิงพานางมาที่นี่แล้ว


    “เจ้าต้องการให้ข้าดูดซับไอวิญญาณบนสนามรบบรรพกาลแห่งนี้มาฝึกกายอย่างนั้นหรือ?”


    “อืม”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวมุมปากกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญา “อืม...แต่ไม่แน่ ข้าอาจจะรับไม่ไหวก็ได้นี่นา เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น”


    ในตอนนี้ หากไม่มีม่อเสวียนหมิงคอยปกป้อง นางคงตายไปตั้งแต่ที่มายืนอยู่บนสนามรบบรรพกาลแห่งนี้แล้ว เพียงชั่วพริบตาก็จะถูกไอแห่งความพยาบาทบดขยี้เป็นชิ้น ๆ ตายโดยไม่เหลือแม้แต่เศษซาก


    “…” มือของม่อเสวียนหมิงที่โอบเอวของเฉินเหมียวเหมี่ยวกระชับขึ้นเล็กน้อย หลุบตาลง หลังจากนิ่งเงียบอยู่นานก็ค่อย ๆ เอ่ยออกมา “แต่ข้าทำได้”


    สำหรับเขาแล้ว ไอวิญญาณบริสุทธิ์ที่รุนแรงเหล่านี้ไม่ได้เป็นอันตรายใด ๆ “แต่...ต้องให้เจ้าร่วมมือด้วย”


    “เรื่องนี้ข้าทำได้ แต่จะให้ข้าร่วมมืออย่างไรหรือ?”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวตอบกลับทันควัน จึงไม่ทันสังเกตเห็นหูที่แดงขึ้นเล็กน้อยของม่อเสวียนหมิง


    “...อืม ปล่อยจิตใต้สำนึกให้ล่องลอยไป เปิดใจให้ข้า และยอมรับข้า”


    “เรื่องนี้ง่าย ๆ เหมือนกับตอนที่เจ้าทดสอบข้าเมื่อครู่นี้ใช่หรือไม่?”


    “…”


    ไม่ทันรอให้ม่อเสวียนหมิงตอบกลับใด ๆ เฉินเหมียวเหมี่ยวก็เอ่ยด้วยความไม่เข้าใจ “ทำไม ยังมีอย่างอื่นอีกงั้นหรือ?”


    คราวนี้ม่อเสวียนหมิงแดงก่ำไปทั้งตัว เขานึกดีใจที่ตนเองสวมหน้ากากเอาไว้อยู่


    “ไม่เหมือนกัน เพราะจะใกล้ชิดยิ่งกว่า” หรือพูดว่า ‘แนบชิด’ ก็ได้ “เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่หมายความว่าอย่างไร?”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวส่ายหน้า ก่อนจะถามด้วยความสงสัย “ทำไมวันนี้เจ้าดูแปลก ๆ มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?”


    ม่อเสวียนหมิงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นจ้องตากับเฉินเหมียวเหมี่ยว จากนั้นก็เอ่ยด้วยเสียงแหบแห้งเล็กน้อย “หมายความว่า...เป็นการบำเพ็ญเพียรคู่”


    เฉินเหมียวเหมี่ยว “…”


    เฉินเหมียวเหมี่ยว “!!!”


    ต่อให้นางจะเป็นมือใหม่อย่างไร แต่นางย่อมเข้าใจความหมายของ ‘การบำเพ็ญเพียรคู่’ ดี


    โดยทั่วไปแล้ว มีเพียงคู่รักที่รักกันอย่างลึกซึ้ง และฝากชีวิตได้เท่านั้นจึงจะบำเพ็ญเพียรคู่ นี่เป็นเรื่องที่ต้องสนิทแนบแน่นอย่างมาก หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่แค่เพียงร่างกาย แต่รวมถึงจิตวิญญาณด้วย


    เรื่องอะไรแบบนั้นจึงถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด


    เฉินเหมียวเหมี่ยวใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที พวงแก้มร้อนผ่าวราวกับจะทอดไข่ได้ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างประดักประเดิด


    “ฮ่าฮ่า...นี่มัน...นี่มัน...ต้องทำถึงขนาดนั้นเชียวหรือ เจ้าจะเสียสละเกินไปแล้วกระมัง...ฮ่าฮ่า...เอ่อ...ฮ่าฮ่า...”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวพูดไปก็พิจารณาอีกฝ่ายไป อืม รูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้าง เอวสอบ กล้ามอกแน่นมาก เชื่อว่ากล้ามหน้าท้องก็คงสวยมากเช่นกัน กลิ่นกายหอมเย็นและสะอาด ริมฝีปากบางได้รูป แม้แต่ลำคอก็ยังดูมีเสน่ห์มากอีกด้วย


    บุรุษที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ บอกตามตรง นางเองก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไร แต่เขาช่วยนางเช่นนี้ หากนางยังเอาเปรียบเขาอีก...จะดูต่ำช้าและชั่วร้ายเกินไปหรือไม่?


    นางเป็นคนมีคุณธรรม จะเอาเปรียบผู้อื่นได้อย่างไรกัน


    “หรือว่า...ไม่ต้องหรอก” เฉินเหมียวเหมี่ยวเอ่ยออกมาด้วยความหวังดี แต่สวรรค์รู้ดีว่านางเสียดายเพียงใด เดิมคิดว่าม่อเสวียนหมิงจะคล้อยตามนาง แต่คิดไม่ถึงว่าจะทำให้บรรยากาศรอบกายกลับอึดอัดขึ้นมา


    เห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจ


    เฉินเหมียวเหมี่ยว “???”


    ข้าไม่เอาเปรียบเจ้า เจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ?


    พี่ชาย เป็นอะไรของท่านกัน?


    ม่อเสวียนหมิงลำคอแห้งผาก เมื่อคิดว่าเขาและนางอยู่ด้วยกันมาถึงสามปี นางไม่เพียงแสร้งทำเป็นคนเสียสติต่อหน้าเขา ยังเลือกที่จะโกหกเขาเพื่อต้องการออกไปจากเกาะมังกรเวหาให้ได้ เดิมเขาคิดว่าเป็นเพราะนางยอมรับการเปลี่ยนแปลงของฐานะตนเองไม่ได้ ยอมรับเจ้าตัวเล็กไม่ได้ แต่ดูนางตอนนี้สิ นางกลับรักเจ้าตัวเล็กถึงเพียงนี้...


    ดังนั้นเหตุผลสุดท้าย...สิ่งที่นางไม่ชอบจริง ๆ ก็คือเขาอย่างนั้นหรือ?


    เขา...ทำให้นางอึดอัดใจได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?


    ไฟกรุ่นโกรธบางอย่างแล่นมาจุกที่อกของม่อเสวียนหมิงจนปวดใจไม่น้อย เขาจึงแค่นเสียงเย็นออกมา ก่อนจะปรายตามอง “เจ้าวางใจเถอะ ข้าเพียงแค่จะช่วยเจ้าบำเพ็ญเพียร จะไม่แตะเนื้อต้องตัวเจ้ามากไปกว่านั้นแม้เพียงปลายก้อย ส่วนการเสียสละ ฮ่าฮ่า ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน”


    แม้แต่ม่อเสวียนหมิงเองก็ไม่ทันสังเกตว่าคำพูดของเขามีความน้อยใจแฝงเอาไว้


    เฉินเหมียวเหมี่ยวนิ่งงัน บุรุษผู้นี้เหตุใดถึงน่าหงุดหงิดเช่นนี้ อยู่ดี ๆ มาฟาดงวงฟาดงาใส่นางเพราะเหตุใดกัน?


    “เช่นนั้น...ก็รบกวนเจ้าแล้ว”


    “อืม...”


    ม่อเสวียนหมิงกระชับอ้อมแขนให้เฉินเหมียวเหมี่ยวมาอยู่ตรงหน้าของตนเอง ก่อนจะยกมือขึ้นเปิดหน้ากากทองออก...

    คล้ายกับเรื่องข้ามาทำฟาร์มในโลกเซียน ที่คุณอ่าน