สำหรับการตัดสินใจของเฉินเหมียวเหมี่ยว ม่อเสวียนหมิงเอ่ยได้เพียงแค่ว่า “ดี”
จากนั้นก็แตะที่เอวของเฉินเหมียวเหมี่ยวเบา ๆ เมื่ออีกฝ่ายจ้องมองมาด้วยสายตาตื่นตกใจ เขาก็เอ่ยด้วยความขัดเขิน “กอดข้าเอาไว้ อย่าปล่อย ไม่ต้องกลัว เชื่อข้า”
เฉินเหมียวเหมี่ยว “???”
เหตุใดต้องกอดด้วยล่ะ?
กอดที่ใดกัน?
ทั้งสองในเวลานี้ได้ทะยานขึ้นฟ้า มีลมกระโชกแรงพัดผ่าน ทิวทัศน์เบื้องหน้าเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ
ฟ้าร้อง ฝนกระหน่ำ และลมกระโชกแรง ทำให้เกิดภาพอันปั่นป่วนและอันตรายยิ่ง
เฉินเหมียวเหมี่ยวมองเห็นได้ไม่ชัดเจน ความรู้สึกไร้น้ำหนักอันน่าสะพรึงเกิดขึ้นในทันที นางตกใจมากจนต้องกอดเอวที่แข็งแรงของม่อเสวียนหมิงเอาไว้แน่น จากนั้นกระแสน้ำพลันท่วมท้น ทุกอย่างถาโถม...
ทันใดนั้นมหาสมุทรดวงดาวสีม่วงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ในส่วนลึกที่ดำมืดของมหาสมุทรกลับมีดวงดาวที่ส่องสว่าง ภูเขาโครงกระดูกที่มีขนาดใหญ่ชนิดที่ปกคลุมท้องฟ้าและปิดบังดวงตะวันได้ตั้งตระหง่านอยู่ โครงกระดูกเหล่านั้นล้วนแตกต่างกันไป บ้างก็ยืน บ้างก็นอน บ้างก็แหลกเป็นชิ้น และบ้างก็อยู่ครบ อีกทั้งเต็มไปด้วยความพยาบาทที่มีพลังมหาศาล
ดาวสีม่วงที่อยู่บนกองกระดูกเหล่านั้น แต่ละดวงระยิบระยับราวกับมีชีวิตก็มิปาน
ทว่าแค่เฉินเหมียวเหมี่ยวชำเลืองมอง จิตวิญญาณของนางก็ถูกเสียงคำรามของสัตว์ร้ายและปีศาจจากความโกลาหลทำให้ปั่นป่วน เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นเป็นระยะ จนจิตวิญญาณของเฉินเหมียวเหมี่ยวเกือบจะสูญสลาย
อึดใจต่อมาเฉินเหมียวเหมี่ยวรับรู้ได้ว่ามีคนกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน คนผู้นั้นเอ่ยเสียงเบา “ไม่ต้องกลัว พวกนี้ล้วนเป็นภาพมายา”
เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่สามารถปริปากได้ แม้กระทั่งลมหายใจก็ยังติดขัด ท่าทางราวกับลูกแมวนั้นทำให้ม่อเสวียนหมิงรู้สึกจนปัญญา
“ปล่อยตัวตามสบาย ไม่ต้องกังวล เจ้าตั้งใจดูดี ๆ สิ รอบกายของพวกเราไม่ใช่น้ำทะเล แต่เป็นผลึกไอวิญญาณ”
เฉินเหมียวเหมี่ยวเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่อึดใจต่อมาก็พบว่าตนเองสามารถหายใจได้จริง ๆ
“ที่นี่คือที่ใดกัน?”
“สนามรบบรรพกาล เหวเทพนิพพาน”
สนามรบบรรพกาล?
มิน่าล่ะ รอบ ๆ ตัวล้วนเต็มไปด้วยกระดูกที่มีแต่ความพยาบาท
“เจ้าพาข้ามาที่นี่เพราะเหตุใดกัน?”
“เจ้าอยากจะบำเพ็ญเพียรกายเนื้อไม่ใช่หรือ เช่นนั้นก็ต้องรวบรวมพลังปราณเข้าสู่ร่างกายเพื่อสร้างรากฐานให้มั่นคง อย่างน้อยต้องผ่านระดับรวมพลังปราณ เจ้าจึงจะสามารถแย่งชิงไอวิญญาณกับโลกหุนหยวนของเจ้าได้ ไม่เช่นนั้นต่อให้เจ้าจะอดตาหลับขับตานอน ฝึกฝนอย่างหนักเพียงใด ไอวิญญาณก็จะไม่สามารถหลุดรอดจากโลกหุนหยวนของเจ้า ไปสู่อวัยวะภายในและแขนขาของเจ้าได้”
“…”
“เงื่อนไขแรกในการบำเพ็ญเพียรกายเนื้อของเจ้านั้นไม่ง่าย”
เฉินเหมียวเหมี่ยวต้องใช้ไอวิญญาณในการฝึกกาย ต้องผ่านระดับรวมพลังปราณ หรือเทียบได้กับระดับรวมชีพจรของผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป จึงจะสามารถแย่งชิงไอวิญญาณกับลายเปลวไฟบนข้อมือได้
แต่การจะผ่านระดับรวมพลังปราณต้องดึงไอวิญญาณมาฝึกกายให้ได้ แต่เมื่อใดที่เฉินเหมียวเหมี่ยวดึงไอวิญญาณเข้าสู่ร่าง ก็จะถูกลายเปลวไฟดูดกลืนไปจนหมด
เฉินเหมียวเหมี่ยวยิ้มแห้ง ๆ ออกมา “ข้ารู้ นั่นเป็นวงจรที่ไม่มีวันสิ้นสุด”
เมื่อเห็นเฉินเหมียวเหมี่ยวขมวดคิ้วบาง ๆ ม่อเสวียนหมิงก็รู้สึกอยากจะยกมือไปคลึงหว่างคิ้วให้นาง เพราะใบหน้าของนางไม่ควรเป็นกังวลเช่นนี้
“เจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่?”
“เชื่อสิ”
เฉินเหมียวเหมี่ยวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม หากไม่เชื่อคงไล่เขาไปตั้งนานแล้ว
ม่อเสวียนหมิงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ย “วิธีเดียวที่เจ้าจะทะลวงวงจรที่ไม่มีวันสิ้นสุดเช่นนี้ก็คือ เจ้าต้องดึงไอวิญญาณให้ได้มากกว่าที่โลกหุนหยวนของเจ้าดูดซับไป แล้วใช้ไอวิญญาณที่เหลือจากโลกหุนหยวนมาฝึกกาย”
เฉินเหมียวเหมี่ยวมองมหาสมุทรไอวิญญาณตรงหน้าด้วยความตกใจ ในที่สุดก็เข้าใจเหตุผลที่ม่อเสวียนหมิงพานางมาที่นี่แล้ว
“เจ้าต้องการให้ข้าดูดซับไอวิญญาณบนสนามรบบรรพกาลแห่งนี้มาฝึกกายอย่างนั้นหรือ?”
“อืม”
เฉินเหมียวเหมี่ยวมุมปากกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญา “อืม...แต่ไม่แน่ ข้าอาจจะรับไม่ไหวก็ได้นี่นา เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น”
ในตอนนี้ หากไม่มีม่อเสวียนหมิงคอยปกป้อง นางคงตายไปตั้งแต่ที่มายืนอยู่บนสนามรบบรรพกาลแห่งนี้แล้ว เพียงชั่วพริบตาก็จะถูกไอแห่งความพยาบาทบดขยี้เป็นชิ้น ๆ ตายโดยไม่เหลือแม้แต่เศษซาก
“…” มือของม่อเสวียนหมิงที่โอบเอวของเฉินเหมียวเหมี่ยวกระชับขึ้นเล็กน้อย หลุบตาลง หลังจากนิ่งเงียบอยู่นานก็ค่อย ๆ เอ่ยออกมา “แต่ข้าทำได้”
สำหรับเขาแล้ว ไอวิญญาณบริสุทธิ์ที่รุนแรงเหล่านี้ไม่ได้เป็นอันตรายใด ๆ “แต่...ต้องให้เจ้าร่วมมือด้วย”
“เรื่องนี้ข้าทำได้ แต่จะให้ข้าร่วมมืออย่างไรหรือ?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวตอบกลับทันควัน จึงไม่ทันสังเกตเห็นหูที่แดงขึ้นเล็กน้อยของม่อเสวียนหมิง
“...อืม ปล่อยจิตใต้สำนึกให้ล่องลอยไป เปิดใจให้ข้า และยอมรับข้า”
“เรื่องนี้ง่าย ๆ เหมือนกับตอนที่เจ้าทดสอบข้าเมื่อครู่นี้ใช่หรือไม่?”
“…”
ไม่ทันรอให้ม่อเสวียนหมิงตอบกลับใด ๆ เฉินเหมียวเหมี่ยวก็เอ่ยด้วยความไม่เข้าใจ “ทำไม ยังมีอย่างอื่นอีกงั้นหรือ?”
คราวนี้ม่อเสวียนหมิงแดงก่ำไปทั้งตัว เขานึกดีใจที่ตนเองสวมหน้ากากเอาไว้อยู่
“ไม่เหมือนกัน เพราะจะใกล้ชิดยิ่งกว่า” หรือพูดว่า ‘แนบชิด’ ก็ได้ “เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่หมายความว่าอย่างไร?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวส่ายหน้า ก่อนจะถามด้วยความสงสัย “ทำไมวันนี้เจ้าดูแปลก ๆ มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?”
ม่อเสวียนหมิงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นจ้องตากับเฉินเหมียวเหมี่ยว จากนั้นก็เอ่ยด้วยเสียงแหบแห้งเล็กน้อย “หมายความว่า...เป็นการบำเพ็ญเพียรคู่”
เฉินเหมียวเหมี่ยว “…”
เฉินเหมียวเหมี่ยว “!!!”
ต่อให้นางจะเป็นมือใหม่อย่างไร แต่นางย่อมเข้าใจความหมายของ ‘การบำเพ็ญเพียรคู่’ ดี
โดยทั่วไปแล้ว มีเพียงคู่รักที่รักกันอย่างลึกซึ้ง และฝากชีวิตได้เท่านั้นจึงจะบำเพ็ญเพียรคู่ นี่เป็นเรื่องที่ต้องสนิทแนบแน่นอย่างมาก หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่แค่เพียงร่างกาย แต่รวมถึงจิตวิญญาณด้วย
เรื่องอะไรแบบนั้นจึงถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด
เฉินเหมียวเหมี่ยวใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที พวงแก้มร้อนผ่าวราวกับจะทอดไข่ได้ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างประดักประเดิด
“ฮ่าฮ่า...นี่มัน...นี่มัน...ต้องทำถึงขนาดนั้นเชียวหรือ เจ้าจะเสียสละเกินไปแล้วกระมัง...ฮ่าฮ่า...เอ่อ...ฮ่าฮ่า...”
เฉินเหมียวเหมี่ยวพูดไปก็พิจารณาอีกฝ่ายไป อืม รูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้าง เอวสอบ กล้ามอกแน่นมาก เชื่อว่ากล้ามหน้าท้องก็คงสวยมากเช่นกัน กลิ่นกายหอมเย็นและสะอาด ริมฝีปากบางได้รูป แม้แต่ลำคอก็ยังดูมีเสน่ห์มากอีกด้วย
บุรุษที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ บอกตามตรง นางเองก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไร แต่เขาช่วยนางเช่นนี้ หากนางยังเอาเปรียบเขาอีก...จะดูต่ำช้าและชั่วร้ายเกินไปหรือไม่?
นางเป็นคนมีคุณธรรม จะเอาเปรียบผู้อื่นได้อย่างไรกัน
“หรือว่า...ไม่ต้องหรอก” เฉินเหมียวเหมี่ยวเอ่ยออกมาด้วยความหวังดี แต่สวรรค์รู้ดีว่านางเสียดายเพียงใด เดิมคิดว่าม่อเสวียนหมิงจะคล้อยตามนาง แต่คิดไม่ถึงว่าจะทำให้บรรยากาศรอบกายกลับอึดอัดขึ้นมา
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจ
เฉินเหมียวเหมี่ยว “???”
ข้าไม่เอาเปรียบเจ้า เจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ?
พี่ชาย เป็นอะไรของท่านกัน?
ม่อเสวียนหมิงลำคอแห้งผาก เมื่อคิดว่าเขาและนางอยู่ด้วยกันมาถึงสามปี นางไม่เพียงแสร้งทำเป็นคนเสียสติต่อหน้าเขา ยังเลือกที่จะโกหกเขาเพื่อต้องการออกไปจากเกาะมังกรเวหาให้ได้ เดิมเขาคิดว่าเป็นเพราะนางยอมรับการเปลี่ยนแปลงของฐานะตนเองไม่ได้ ยอมรับเจ้าตัวเล็กไม่ได้ แต่ดูนางตอนนี้สิ นางกลับรักเจ้าตัวเล็กถึงเพียงนี้...
ดังนั้นเหตุผลสุดท้าย...สิ่งที่นางไม่ชอบจริง ๆ ก็คือเขาอย่างนั้นหรือ?
เขา...ทำให้นางอึดอัดใจได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
ไฟกรุ่นโกรธบางอย่างแล่นมาจุกที่อกของม่อเสวียนหมิงจนปวดใจไม่น้อย เขาจึงแค่นเสียงเย็นออกมา ก่อนจะปรายตามอง “เจ้าวางใจเถอะ ข้าเพียงแค่จะช่วยเจ้าบำเพ็ญเพียร จะไม่แตะเนื้อต้องตัวเจ้ามากไปกว่านั้นแม้เพียงปลายก้อย ส่วนการเสียสละ ฮ่าฮ่า ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน”
แม้แต่ม่อเสวียนหมิงเองก็ไม่ทันสังเกตว่าคำพูดของเขามีความน้อยใจแฝงเอาไว้
เฉินเหมียวเหมี่ยวนิ่งงัน บุรุษผู้นี้เหตุใดถึงน่าหงุดหงิดเช่นนี้ อยู่ดี ๆ มาฟาดงวงฟาดงาใส่นางเพราะเหตุใดกัน?
“เช่นนั้น...ก็รบกวนเจ้าแล้ว”
“อืม...”
ม่อเสวียนหมิงกระชับอ้อมแขนให้เฉินเหมียวเหมี่ยวมาอยู่ตรงหน้าของตนเอง ก่อนจะยกมือขึ้นเปิดหน้ากากทองออก...