ระหว่างทางกลับบ้าน
“ท่านยายๆในโลกนี้มีเทพเซียนอยู่ด้วยหรือไม่เ้าคะ”หยางเถาอวี้ชวนคุยด้วยหัวข้อที่นางเก็บกดมานาน
“มีหรือไม่ยายไม่รู้ได้ยินเขาเล่ากันว่าในโลกบำเพ็ญเซียนนี้ ผู้ฝึกพลังปราณที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ในระดับครึ่งเซียน”ยายจางตอบ
อ้อที่แท้โลกนี้เขาเรียกกันว่าโลกบำเพ็ญเซียนนั่นเอง
“ข้าว่าต้องมีเทพเซียนอยู่ด้วยสิเ้าคะท่านยายไม่งั้นจะสมชื่อโลกบำเพ็ญเซียนได้อย่างไร” หยางเถาอวี้สงสัย
“ฮ่าๆอวี้เอ๋อช่างคิดนัก” นานแล้วที่ยายจางไม่ได้หัวเราะนางรู้สึกว่าตนโชคดีที่มีหยางเถาอวี้มาอยู่ด้วย แม้อาจจะเป็แค่ชั่วระยะเวลาสั้นๆก่อนที่เด็กน้อยจะได้พบครอบครัว แต่ก็ช่วยคลายเหงาให้แก่นางได้ไม่น้อย
ไม่ถึงยามโหย่ว1 (17.00– 19.00 น.) ดีพวกนางก็เดินกลับมาถึงบ้าน
“เย็นนี้พวกเราเอาหัวมันมาเผากินกันเถอะ”ยายจางชักชวน
“ดีเ้าค่ะมันเผาหอมอร่อยนัก ข้าชอบเ้าค่ะ” หยางเถาอวี้ยิ้มรับสดใส
หลังจัดการอาหารเย็นเสร็จยายจางพาหยางเถาอวี้ไปช่วยกันตักน้ำที่ลำธารมาเติมจนเต็มตุ่ม ฝ่าฟืนไว้ใช้ แล้วจึงเป็เวลาชำระล้างร่างกายและพักผ่อนหยางเถาอวี้ชักชวนยายจางออกมานั่งคุยเล่นบนก้อนหินขนาดเขื่องหน้าบ้านหลังอาบน้ำเสร็จ
“ท่านยายเ้าคะแต่ละวันท่านยายทำอะไรบ้างเ้าคะ”
“ยายก็ทำกิจวัตรเฉกเช่นที่ชาวบ้านทั่วไปทำกันนั่นแหละตื่นเช้ามาหุงหาอาหาร สายๆ ขึ้นเขาไปหาผักหาของป่าตามกำลัง เข้าไปไม่ลึกหรอกยายกลัวว่าจะเจอพวกหมาป่าหมูป่าเข้า เชิงเขาฝั่งนี้ดีอยู่อย่าง ไม่เคยมีสัตว์อสูรเข้ามาป้วนเปี้ยนเพราะมีผาเหยียบเมฆาขวางกั้นอยู่ หน้าผาแห่งนี้สูงนับพันจั้งเชียวนะแต่มีสัตว์ป่าธรรมดาชุกชุมอยู่ไม่น้อยอาจเป็เพราะไม่ค่อยมีสัตว์อสูรออกมาจับพวกมันกิน บางวันโชคดีได้เจอสัตว์าเ็ก็ได้เนื้อสัตว์มาเป็ลาภปากบางวันก็ต้องอดมื้อกินมื้อ”
“ข้าเข้าใจแล้วต่อไปข้าจะช่วยท่านยายให้มากเ้าค่ะ” หยางเถาอวี้ประจบเอาใจ
“เด็กดี”ยายจางลูบหัวหยางเถาอวี้อย่างเอ็นดู “นี่ก็เริ่มค่ำแล้วพวกเราเข้าไปพักผ่อนในบ้านกันเถิด”
“เ้าค่ะท่านยาย”หยางเถาอวี้รับคำอย่างว่าง่ายพร้อมลุกขึ้นประคองยายจางเดินเข้าบ้าน
คืนนั้นยายจางหลับไปอย่างรวดเร็วอาจจะเพราะความเคยชินหรืออาจจะเพราะความเหนื่อยล้าก็ตามหยางเถาอวี้จึงมีเวลาสงบเป็ส่วนตัวและเริ่มพิจารณาเื่ราวต่างๆการฝึกพลังปราณในโลกบำเพ็ญเซียนแห่งนี้ช่างน่าสนใจยิ่งนักจะต้องหาโอกาสเรียนรู้ฝึกฝนให้ได้ แต่สิ่งแรกที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคงเป็การพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็อยู่ให้ดีขึ้นกว่านี้ทั้งเพื่อตอบแทนยายจางและเพื่อตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อตนมาอาศัยอยู่ด้วยจะกลายเป็ภาระให้ยายจางไม่ได้เด็ดขาด
สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้มีอะไรบ้างหยางเถาอวี้ทบทวนสิ่งที่อยู่รอบตัว นางเห็นสมบัติล้ำค่าฟรีๆที่ธรรมชาติสรรค์สร้างให้มาบนผืนดินอุดมสมบูรณ์รอบตัวแห่งนี้ เท่าที่เห็นผ่านตาก็มีหลายอย่างไม่น้อยรู้สึกว่าตนโชคดีที่เคยติดตามพี่จ่อยออกไปตะลอนรอบหมู่บ้านมาไม่น้อย ความรู้ที่ได้จากความซุกซนผนวกกับสิ่งแวดล้อมของที่นี่คงนำมาเป็ต้นทุนให้แก่ชีวิตเบื้องต้นได้บ้าง
‘ทีเจวันสแกนพื้นที่รอบบริเวณนี้ได้อะไรมาบ้าง โดยเฉพาะในป่า’
‘ระยะทางจากชายป่าไปจนถึงสุดหน้าผาตามที่ยายจางเล่ายาวประมาณสองร้อยลี้ตามหน่วยวัดระยะทางของที่นี่ผมอนุมานและแยกแยะสัตว์ป่าทั่วไปจากสัตว์อสูรด้วยคลื่นพลังปราณที่เหมือนกับคลื่นพลังงานเข้มข้นในชั้นบรรยากาศตามที่เรารับทราบมาผมตั้งสมมุติฐานว่าสัตว์อสูรน่าจะเป็สัตว์ที่มีพลังลมปราณแบบนี้หนาแน่นในตัวแต่สัตว์ทั่วไปไม่มี ต้องพบตัวจริงก่อนถึงจะยืนยันข้อเท็จจริงได้ แต่ถ้าอิงตามทฤษฎีนี้กล่าวได้ว่าจากชายป่าไปจนถึงหน้าผาไม่พบสัตว์อสูรมีแต่สัตว์ป่าทั่วไปซึ่งชุกชุมไม่น้อย จากหน้าผาลงไปมีถ้ำใต้หน้าผาหลายแห่งและเริ่มพบสัตว์อสูรบ้างแล้วในป่าอุดมด้วยพืชผลไม้ที่กินได้กับสมุนไพรหลายอย่างอิงตามหนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทยจีนที่เราเก็บข้อมูลไว้’
‘มีข่าวดีอย่างหนึ่งคือผมน่าจะสะสมพลังงานจนพอจะบินระยะใกล้ๆได้ในอีกสามวันข้างหน้าครับ’
‘ระยะใกล้ๆ ที่ว่านี่มันเท่าไหร่เอาให้ละเอียด ถ้าเราจะสำรวจป่า ความปลอดภัยเป็เื่สำคัญ’
‘เ้านายเติบโตขึ้นมากเลยนะครับกับคำถามนี้ผมดีใจครับ’
‘หุหุหุ กูซูสอนข้ามาดี เอ้ย ไม่ใช่....คนเรามันก็ต้องมีพัฒนาการกันบ้างสิ อย่ามัวชักช้าวัยรุ่นใจร้อน ว่ามาๆ’
‘ประโยคหลังผมคิดถึงคุณจ่อยเลยครับถอดแบบมาไม่น้อย’
‘ถ้าเป็พี่จ่อยจะพูดว่า ชักช้าเดี๋ยวพ่อศอกให้ซะเลยต่างหากชิส์ เร็วๆ เข้าว่ามา’
‘หากเปิดโหมดพลางตัวพร้อมบินผมสามารถบินได้ระยะทาง 300ลี้ พร้อมสำรองพลังงานสำหรับเปิดโหมดป้องกันตัวเป็เวลา 1 ชั่วโมง’
‘เข้าใจแล้ว สรุปว่าด้วยความเข้มข้นของพลังงานแสงในโลกบำเพ็ญเพียรนายต้องใช้เวลาสามวันในการสะสมพลังงานจึงสามารถบินได้ 300 ลี้ จากนั้นก็ต้องใช้เวลาชาร์จพลังงานต่ออัตราการชาร์จพลังงานอยู่ที่ 1วันต่อ 100 ลี้โดยประมาณสินะ เสียดายที่ทางสถาบันฯไม่ได้ติดตั้งอาวุธให้นาย ไม่งั้นคงได้ลุยกันแล้ว ขอบใจมากทีเจวัน’
‘ยินดีครับผม’
หยางเถาอวี้เริ่มร่างแผนการคร่าวๆในหัวและตั้งเป้าหมายว่าอีกสามวันข้างหน้าจะออกไปสำรวจป่าหมื่นอสูร
...
เช้าวันที่สองของการมาเยือนโลกบำเพ็ญเซียน
หยางเถาอวี้ตื่นค่อนข้างสายอาจเป็เพราะความอ่อนเพลียจากประสบการณ์ข้ามมิติลืมตาขึ้นมาก็เจอแสงอาทิตย์แยงตาแล้ว
“ท่านยายขออภัยเ้าค่ะที่ตื่นสาย” หยางเถาอวี้เดินออกไปที่ครัวยายจางต้มโจ๊กใสเสร็จแล้วและกำลังหาบน้ำมาเติมตุ่มใกล้เสร็จเรียบร้อย
“ไม่เป็ไรหรอกพักผ่อนให้เพียงพอย่อมเป็การดี เมื่อวานเ้าวิ่งหนีโจรร้ายมาถึงนี่คงอ่อนเพลียไม่น้อย”ยายจางปลอบใจ “มากินโจ๊กใสก่อนเถอะ ร้อนกำลังดีทีเดียว”
“เ้าค่ะท่านยาย”หยางเถาอวี้ยกหม้อดินเข้าไปวางบนโต๊ะ หยิบชามมาตักแบ่งโจ๊กและส่งให้ยายจางคราวนี้นางแย่งตักโจ๊กใสให้ยายจางเต็มชาม ที่เหลือจึงค่อยตักให้แก่ตนยายจางสังเกตเห็นแต่ไม่คัดค้านใดๆ นึกชื่นชมว่าหยางเถาอวี้รู้ความ เอาเถิดถ้อยทีถ้อยอาศัย มื้อนี้เ้ากินน้อย มื้อหน้าก็ค่อยกินมากหน่อยจะอยู่ด้วยกันไปอีกพักหนึ่ง หากมัวเกรงใจกันไปเกรงใจกันมาก็ห่างเหินกันเปล่าๆ
“ท่านยายกินโจ๊กเสร็จแล้วข้าขอตามท่านเข้าป่าไปด้วยได้ไหมเ้าคะ”
“ได้สิหากเ้าอยากไปด้วยแต่ผิวพรรณเ้าดีเยี่ยงนี้ จะเคยชินกับความลำบากหรือไม่ เดินป่าเหนื่อยไม่น้อยนะ”ยายเจียงเอ่ยเตือน
“ได้แน่นอนเ้าค่ะท่านยายั้แ่มาถึงโลกนี้ เอ้ย ที่นี่ ข้ารู้สึกสดชื่นและพลังงานล้นตัวเลยเ้าค่ะไม่เหนื่อยแน่นอน” หยางเถาอวี้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆเื่นี้อาจเกี่ยวข้องกับพลังปราณที่เข้มข้น
“เช่นนั้นย่อมเป็เื่ดี”ยายจางยิ้ม แอบพึงใจที่จะมีเพื่อนเดินป่าไปด้วยกัน
ครั้นจัดการมื้อเช้าที่แสนเรียบง่ายเสร็จยายจางจึงเดินนำไปหยิบเอาตะกร้าสานไม้ไผ่ที่ภายในบรรจุเสียมไม้ขนาดเล็กและมีดตัดฟืนขึ้นสะพายหลังพรางชี้ไปยังตะกร้าไม้ไผ่อีกใบหนึ่ง“เ้าเอาใบนั้นติดตัวไปด้วยก็ดี เผื่อจะเก็บอะไรได้มากขึ้น ไหนๆ ก็ไปด้วยกันแล้ว”
“ท่านยายเ้าคะท่านมีมีดอีกสักเล่มไหมเ้าคะ ข้าจะได้พกไปด้วย”หยางเถาอวี้อยากได้มีดอีกเล่มเพื่อทำตามแผนการในใจจะได้ไม่ต้องแบ่งกันใช้กับยายจาง
“มีสิอยู่ที่กองฟืนข้างครัวนั่นไง”
เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้วทั้งสองก็เริ่มออกเดินทางหยางเถาอวี้รู้สึกตื่นเต้นเหมือนตัวเองกำลังจะออกไปช๊อปปิ้งอย่างไรอย่างนั้น ที่ผ่านมาตลอดสองโลกนับได้ว่านางอยู่ในสังคมเมือง สังคมที่มีความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์มาโดยตลอดไม่เคยใกล้ชิดธรรมชาติถึงขั้นอยู่กับป่าเขา ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วจึงไม่เคยัักับเภทภัยเช่นความดุร้ายของสัตว์ป่าอย่างแท้จริงในใจจึงปราศจากซึ่งความหวาดกลัวใดๆ
“ท่านยายเ้าคะแถวนี้มีป่าไผ่หรือไม่เ้าคะ” ถึงแม้ทีเจวันจะบอกพิกัดไว้แล้วแต่หากหยางเถาอวี้จะเดินดุ่มๆ ไปทีเดียวก็ใช่ที่
“มีสิเ้าถามทำไมหรือ”
“ข้าอยากได้ลำไผ่เ้าค่ะ”
“เช่นนั้นหรือไปทางนี้แน่ะ ตามข้ามา ระวังอย่าหลงล่ะอวี้เอ๋อ” แม้มีความสงสัยอยู่บ้างแต่ยายจางก็มิได้เอ่ยถามเพิ่มเติม ประเดี๋ยวก็คงได้เห็นคำตอบเอง
เมื่อมาถึงบริเวณป่าไผ่หยางเถาอวี้ตาโตทันทีเพราะนางเห็นเห็ดโคนป่าขึ้นอยู่ในบริเวณใต้กอไผ่เต็มไปหมดเป้าหมายจากเดิมที่คิดจะมาตัดต้นไผ่เริ่มหันเหไปทันควัน
“ท่านยายๆเห็ดโคนป่าเต็มไปหมดเลยเ้าคะ”
“อวี้เอ๋อรู้จักหรือยายและพวกชาวบ้านไม่มีความรู้เื่เห็ด พวกเราไม่กล้าเก็บกินสุ่มสี่สุ่มห้าเกรงจะเป็เห็ดพิษ เคยมีชาวบ้านเก็บไปกินแล้วถูกพิษจนตายทีเดียวนะ”ยายจางทำหน้าลังเล
“กินได้แน่นอนเ้าค่ะข้ารู้จักดีและเคยเก็บกิน”หยางเถาอวี้นึกถึงกอไผ่ชายทุ่งนาที่พี่จ่อยเคยพาไปเก็บหน่อไม้และเห็ดต่างๆรวมถึงเห็ดโคนป่าเป็ประจำ
“งั้นเราก็โชคดีน่ะสิแถวนี้มีเห็ดโคนเยอะแยะไปหมด”
“ใช่เ้าค่ะมีหน่อไม้อวบๆ อีกหลายหน่อด้วย”
“หน่อไผ่เช่นนั้นก็กินได้ด้วยหรือ”
“ได้สิเ้าคะอร่อยมากๆ ด้วย” หยางเถาอวี้ยืนยันชักเข้าใจแล้วว่าทำไมในนิยายข้ามภพข้ามชาติที่เคยอ่านจากโลกมนุษย์ถึงชอบเริ่มต้นเื่จากการเก็บเห็ดเก็บหน่อไม้ก็ที่นี่เต็มไปด้วยป่าไผ่ ขาดก็แต่ยังไม่เจอหมีแพนด้าเท่านั้นแหละนางคาดเดาว่าโลกแห่งนี้คงเน้นการฝึกพลังปราณกระมัง จึงไม่ใส่ใจที่จะพัฒนาค้นคว้าวิทยาการด้านอื่นเช่นด้านอาหารมากนักนางมารู้ทีหลังว่าโลกนี้ผู้คนรู้จักแต่การทำอาหารอย่างง่ายจากธัญพืช อยู่ง่ายกินง่ายเน้นผักสวนครัวทั่วไป เนื้อสัตว์ การปรุงอาหารรู้จักแต่การต้มการย่างเป็หลักอาหารรสชาติจืดชืด วิทยาการการถนอมอาหารก็ยังมีไม่มาก
“ท่านยายเก็บเห็ดนะเ้าคะข้าจะไปขุดหน่อไม้และตัดลำไผ่ก่อน”
“ได้สิอวี้เอ๋อ”
เมื่อหยางเถาอวี้สังเกตดีแล้วว่าบริเวณนี้มีแต่เห็ดโคนป่าไม่มีเห็ดพิษอื่นใดปะปน จึงวางใจให้ยายจางเก็บเห็ดไปคนเดียวด้วยเห็นว่าเป็สิ่งที่เบาแรงกว่าตนเองจึงผละไปขุดหน่อไผ่ขาวอวบมาได้สามหน่อใหญ่จากนั้นจึงลงมือตัดต้นไผ่ออกมาเป็ลำๆ แต่ละลำกะขนาดความยาวราวหนึ่งหมี่เศษตัดได้สี่ห้าลำก็เริ่มเมื่อยมือ จึงคิดว่าวันนี้เอาเท่านี้ก่อน
“เ้านำโชคมาให้ยายนะอวี้เอ๋อวันนี้คงไม่ต้องห่วงเื่อาหารไปอีกมื้อ” ยายจางเอ่ยขึ้นหลังจากที่เก็บเห็ดโคนป่ามาได้ครึ่งตะกร้าไม่รู้ว่าอวี้เอ๋อจะเอามันไปทำอาหารอะไรแต่ปริมาณเท่านี้คิดว่ากินกันสองคนคงเพียงพอ
“ท่านยายก็นำโชคมาให้อวี้เอ๋อเช่นกันเ้าค่ะ”ว่าแล้วก็ยิ้มแก้มใสให้กำลังใจยายจาง ต่างคนต่างจึงเต็มไปด้วยรอยยิ้มเปื้อนใบหน้า
“เช่นนั้นพวกเรากลับกันดีหรือไม่เ้าคะ”หยางเถาอวี้ผ่าลำไผ่ส่วนหนึ่งออกมาและเหลาจนเล็กบางเป็เส้นตอกจากนั้นจึงใช้มัดลำไผ่เพื่อให้แบกได้สะดวกขึ้นเตรียมตัวเสร็จจึงหันไปเอ่ยชักชวนยายจางกลับบ้าน
“ยังต้องหาฟืนอีกสักหน่อยไม่งั้นจะไม่พอใช้ เดินลึกเข้าไปอีกนิดจะเจอพวกไม้เนื้อแข็ง เหมาะสำหรับทำฟืน”ยายจางตอบ
“อ้องั้นก็ไปกันเถอะเ้าค่ะ”
“ท่านยายๆนั่นต้นพุทราป่าเ้าค่ะ กำลังออกผลเต็มไปหมดเลย”
“อะไรกันยายเดินป่าผ่านเส้นทางนี้หลายครั้งไม่ยักเคยเจอ อวี้เอ๋อเ้ามาพร้อมกับเทพแห่งโชคลาภจริงๆ”สองคนหัวเราะร่วนพร้อมกับช่วยกันเก็บผลพุทราป่าที่หล่นร่วนอยู่ตามพื้นและหากิ่งไม้ยาวมาสอยผลสุกได้ที่บนกิ่งสูงไม่นานก็เก็บพุทราป่าได้ครึ่งตะกร้า
“ท่านยายข้าเห็นอะไรขาวๆ แว๊บๆ แถวกอหญ้าตรงนั้น ท่านระวังตัวนะเ้าคะ”
“ไอ้หยากระต่ายป่าาเ็ มันคงเสียเืมากจึงขยับตัวไม่ได้อีกแล้ว ไม่นานคงขาดใจเ้าตาดีอีกแล้วนะอวี้เอ๋อ เย็นนี้พวกเราจะมีเนื้อกระต่ายกินกัน”ยายจางย่องเข้าไปดูที่กอหญ้าด้วยความระมัดระวังแต่พอเห็นสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในกอหญ้าชัดเจนก็อดที่จะอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้นไม่ได้รีบรวบขาหลังของมันขึ้นมา
หลังจากที่ตัดไม้ฟืนได้เพียงพอต่อความ้าแล้วทั้งสองจึงชวนกันเดินกลับบ้านอย่างมีความสุขหยางเถาอวี้รู้สึกว่าการช๊อปปิ้งในป่าได้รสชาติยิ่งกว่าการเข้าร้านสะดวกซื้อเป็ไหนๆ
กลับออกจากป่ามาถึงบ้านเป็เวลายามอู่2 ยายจางเริ่มทำความสะอาดกระต่ายป่าโชคร้ายตัวที่ได้มาส่วนอวี้เอ๋อเอ่ยขอปลีกตัวออกมาจากบริเวณที่เตรียมเนื้อกระต่ายป่าด้วยเหตุผลตามความสัจจริงว่าตนกลัวเืกลัวฉากแร่เนื้อถลกหนังตอนอยู่กับยายเอียดเคยเห็นฉากเชือดไก่ซึ่งเป็สิ่งที่ได้เห็นคาตาเป็ครั้งแรกถึงที่มาของเนื้อสัตว์หยางเถาอวี้ถึงกับงดกินเนื้อไปอีกพักใหญ่เลยทีเดียว
มื้อเที่ยงและเย็นวันนั้นทั้งสองมีอาหารเป็ตุ๋นเนื้อกระต่ายป่าใส่หน่อไม้สดหั่นเป็แผ่นบางกับเห็ดโคนป่าส่งกลิ่นหอมฉุยเสียดายที่เครื่องปรุงหลักมีแต่เกลือเท่านั้น เอาเถอะค่อยหาอย่างอื่นมาเพิ่มทีหลังก็ไม่สาย
................
ยามโหย่ว1(ยามระกา) คือเวลา 17.00 – 19.00 น.
ยามอู่(ยามมะเมีย) คือเวลา 11.00 – 13.00 น.