เซียวจิ่งหยวนงงเป็ไก่ตาแตก ตัวแข็งทื่อเป็หุ่นไล่กา สับสนไปหมด
เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าตนเองจะโชคดีกลายเป็สัตว์สงวนเหมือนหมีแพนด้าเพียงแต่เขากลับไม่นึกดีใจ เพราะรู้ดีว่าร่างกายของตนนี้จะนำพาภัยพิบัติมาสู่ตนได้ง่ายๆ
เขามีข้อสันนิษฐาน ว่าการที่คนที่มีร่างกายเจี๋ยอิ่นมีน้อยลงเรื่อยๆนั้นเป็เพราะใน่หลายพันปีที่ผ่านมาถูกเหล่านักพรตลากไปป้องกันทัณฑ์์แทนตนเองแล้วจบชีวิตลง
ตายไปเยอะขนาดนี้ก็ต้องกลายเป็สิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธ์อยู่แล้ว
และที่สำคัญที่สุด มิติเวลาของฝั่งนี้ก็ไม่น่าจะมีกฎหมายคุ้มครองสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์...
เมื่อคิดว่าสักวันเขาอาจจะถูกคนลากไปเป็โล่เนื้อป้องกันทัณฑ์์เซียวจิ่งหยวนก็กลัวจนตัวสั่น ขนพองสยองเกล้า มือเย็นเยียบ
“ยังดีที่ยังไม่มีผู้ใดรู้”
พักใหญ่เซียวจิ่งหยวนก็ตบอกตนเบาๆ โชคดีที่เขาเจียมเนื้อเจียมตัวมาเป็สิบปีถึงอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้
“เดี๋ยวสิมีบางอย่างไม่ถูกต้อง”
เซียวจิ่งหยวนหยิบตำราไม้ไผ่ขึ้นมาทบทวนศึกษาเนื้อหาข้างในซ้ำไปซ้ำมาแต่เขาอ่านอย่างละเอียดก็แล้ว ทั้งยังท่องเนื้อหาได้จนขึ้นใจก็ยังไม่พบคำตอบ
ต้องรู้ก่อนว่าผู้ที่ดึงดูดทัณฑ์เหมือนจะเป็การช่วยคนอื่นทำร้ายตนเองแต่สำหรับเขาแม้จะป้องกันทัณฑ์์ให้กับคนอื่นก็จริง แต่เหมือนเขาก็ได้รับประโยชน์บางอย่างจากมันด้วย
แต่เื่อย่างที่ว่าคนดีเทพเ้าคุ้มครองแบบนี้เหมือนจะไม่ได้บันทึกไว้ในตำราไม่รู้ว่าโดนมองข้ามไปหรือโดนดัดแปลงกันแน่
เซียวจิ่งหยวนตกอยู่ในภวังค์ หากช่วยผู้อื่นแล้วตนพลอยได้ประโยชน์ไปด้วยก็ใช่ว่าจะไม่ช่วยแต่ปัญหาคือเขาไม่มั่นใจว่านี่เป็เพียงเื่บังเอิญหรือเพราะการเดินทางข้ามมิติทำให้ร่างกายของเขามีพลังอันน่าอัศจรรย์เช่นนี้
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เขาไม่กล้าเอาชีวิตของตนเองมาเดิมพัน
ถ้าเดิมพันถูกก็ดีไป แต่ถ้าผิด...ชีวิตน้อยๆ คงได้จบเห่ สลายกลายเป็เถ้าธุลีอย่างน่าอดสู
แต่เมื่อนึกถึงความเป็ไปได้ใจของเขาก็กระสับกระส่ายอยากจะพิสูจน์หากผลลัพธ์ออกมาถูกต้องอย่างที่เขาคาดคิดไว้ก็ไม่จำเป็ต้องพูดถึงประโยชน์ให้มากความเขาจะต้องกลายเป็คนเนื้อหอมในโลกของการบำเพ็ญตบะอย่างแน่นอน
และแน่นอนว่าผลที่ตามมาของความเนื้อหอมนั้นก็เป็สิ่งที่ยากจะคาดเดา
ขณะที่เซียวจิ่งหยวนกำลังอิรุงตุงนังอยู่กับความคิดอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงกรอบแกรบลอยมาจากข้างนอกห้องเขารวบรวมสติ รีบวางตำราไม้ไผ่ลงแล้วออกไปจากห้องลับในทันที เมื่อเขามาถึงห้องนอนก็พบว่าฟางเส้าไป๋กำลังดิ้นรนลุกขึ้นนั่งอย่างสะลึมสะลือ
“เดี๋ยว อย่าขยับ...”
เซียวจิ่งหยวนรีบเข้าไปประคองแล้วรินน้ำอุ่นให้เขาชามหนึ่ง
เป็ดังคาด ฟางเส้าไป๋กระหายน้ำมากเขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วรีบดื่มน้ำราวกับวาฬกลืนเหยื่อ น้ำชามั์แห้งเหือดไปในพริบตา
“ฮ้า...”
ฟางเส้าไป๋ดื่มน้ำเสร็จก็ถอนหายใจยาว สติก็ค่อยๆกลับมา ทว่ายังคงมึนงงอยู่บ้างเล็กน้อย “อาหยวน เหตุใดข้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
“เ้าถูกพิษน่ะ คล้ายกับโดนแมลงพิษอะไรสักอย่างกัด”ว่าแล้วเซียวจิ่งหยวนก็ถอนหายใจเบาๆ พลางกล่าวว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะเ้าดวงแข็ง เกรงว่าคงได้กลับบ้านเก่าไปแล้ว”
ก่อนหน้านี้เขาเคยบอกแล้ว ว่าด้วยคุณสมบัติของฟางเส้าไป๋หากอยากเข้าสำนักเซียนก็คงไม่ใช่ปัญหา
นี่ไม่ใช่การยกยอ แต่เป็ข้อเท็จจริง เพราะเซียวจิ่งหยวนรู้ดีว่าร่างกายของฟางเส้าไป๋นั้นผิดแผกจากคนทั่วไป
เมื่อสิบปีก่อนตอนที่พ่อแม่ของฟางเส้าไป๋จากไปด้วยภัยน้ำท่วมเขาอยู่ในกลุ่มผู้ประสบภัยกับเซียวจิ่งหยวนด้วยความโศกเศร้า ตอนนั้นเด็กสองคนทั้งโดดเดี่ยวลำบากยากแค้น และไร้ที่พึ่งพิง ประกอบกับประชาชนผู้ประสบภัยนั้นดูแลตนเองยังไม่ได้จะเอาอะไรมาดูแลเด็กอย่างพวกเขา ทำให้พวกเขาอดมื้อกินมื้อ ต้องเก็บผลไม้ป่าและกัดกินพืชหัวเพื่อประทังชีวิต
กระทั่งวันหนึ่งฟางเส้าไป๋ได้กินพืชหัวบางอย่างเข้าไปหลังจากนั้นร่างกายก็บวมเป่ง เ็ปรวดร้าวจนพูดไม่ออก ตอนนั้นทุกคนรอบตัวต่างก็คิดว่าเขากินพืชหัวมีพิษอะไรสักอย่างเข้าไปเกรงว่าจะทนพิษได้ไม่นาน
แม้หลายคนจะโศกเศร้าแต่ก็จนปัญญาที่จะช่วย แถมยังไม่มีเงินทองเพียงพอจะเชิญหมอมารักษาฟางเส้าไป๋สุดท้ายแล้วก็เดินทางจากทั้งสองไปมีเพียงแค่เซียวจิ่งหยวนเท่านั้นที่เห็นท่าทางเ็ปของฟางเส้าไป๋แล้วเกิดเห็นอกเห็นใจจึงตัดสินใจแบกฟางเส้าไป๋ไว้บนหลัง ค่อยๆ เดินตามกลุ่มผู้ลี้ภัยกลุ่มใหญ่ที่ทิ้งพวกเขาไว้ข้างหลังอย่างไม่เหลียวแลเดินๆ หยุดๆ เป็่ๆ รวมแล้วก็ดูแลฟางเส้าไป๋ไปถึงเจ็ดวัน
ตอนนั้นเซียวจิ่งหยวนยังเป็เด็กการดูแลเด็กวัยเดียวกันที่ขนาดตัวเท่ากันจะยากลำบากเพียงไหนก็พอจะจินตนาการได้
หลังจากนั้นเจ็ดวันอาการปวดบวมทั้งหมดของฟางเส้าไป๋ก็หายเป็ปลิดทิ้ง ไม่เพียงเท่านั้นร่างกายของเขายังแข็งแรงขึ้นมากตัวเบาและว่องไวจนไล่กวดกวางได้ จับนกที่กำลังบินด้วยมือเปล่าทันอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
เซียวจิ่งหยวนได้รู้จากปากของนักพรตเฒ่าในภายหลังว่าแท้ที่จริงแล้วฟางเส้าไป๋ไม่ได้รับพลังนี้ด้วยความบังเอิญพืชหัวที่เขากินน่าจะเป็พืชหายากบางอย่างที่สามารถเพิ่มพละกำลังให้ร่างกายความเ็ปตลอดระยะเวลาเจ็ดวันนั้นเป็เพราะฤทธิ์ยาที่ได้รับอีกทั้งฟางเส้าไป๋ก็ไม่รู้วิธีจัดการ ทำได้เพียงปล่อยให้ร่างกายดูดซับไปตามธรรมชาติ
ั้แ่นั้นเป็ต้นมา ฟางเส้าไป๋นับว่าได้ถอดรกเปลี่ยนกระดูกราวกับได้เกิดใหม่รากฐานร่างกายแตกต่างจากคนทั่วไป หาก้าเข้าสำนักเซียนก็ไม่ยากเย็นอะไร
อาจเป็เพราะร่างกายนี้ เขาที่ถูกแมลงมีพิษกัดถึงแค่เป็ลมหมดสติแต่ไม่ตายและยื้อจนเขานำสมุนไพรกลับมารักษาได้ทัน
ที่จริงเซียวจิ่งหยวนก็แปลกใจ ตอนนั้นนักพรตเฒ่าก็รู้จักฟางเส้าไป๋และรู้ว่ารากฐานร่างกายของฟางเส้าไป๋ไม่ธรรมดา จัดได้ว่าเป็ผู้มีพร์ล้ำค่าเหตุใดถึงเลือกรับตนเองเป็ศิษย์แทนที่จะรับฟางเส้าไป๋ แต่ไม่คิดว่านักพรตเฒ่าจะบอกว่าเมื่อเทียบกับฟางเส้าไป๋ที่มีรากฐานร่างกายแข็งแกร่งแล้วเขาให้ความสำคัญกับรากฐานทางปัญญามากกว่า
รากฐานทางปัญญาและรากฐานร่างกายแตกต่างกันอย่างไร
ตอนนั้นเซียวจิ่งหยวนแปลกใจจึงถามนักพรตเฒ่าแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบชัดเจน
เซียวจิ่งหยวนเข้าใจด้วยตนเองในภายหลังว่ารากฐานร่างกายน่าจะหมายถึงพร์ คนที่มีพร์ในการฝึกฝนและมีร่างกายแข็งแรงย่อมฝึกได้ง่ายกว่าคนไม่มี
ส่วนรากฐานทางปัญญาน่าจะเป็ความสามารถในการรู้แจ้งท้ายที่สุดคนโง่ก็ไม่อาจบรรลุถึงความลึกล้ำของเคล็ดวิชาไม่สามารถรู้ซึ้งถึงแก่นสารที่แท้จริง
ตอนนั้นเซียวจิ่งหยวนเป็เพียงเด็กแต่มีพฤติกรรมราวกับผู้ใหญ่อีกทั้งเมื่อเทียบความสามารถในการคิดอ่านและความละเอียดรอบคอบที่เหนือกว่าคนทั่วไปหลายร้อยคนแล้วเป็ธรรมดาที่รากฐานทางปัญญาของเขาจะโดดเด่นออกมา
รากฐานทางปัญญาและรากฐานร่างกายไม่ด้อยไปกว่ากันเพียงแต่เน้นกันไปคนละอย่าง
สำหรับนักพรตเฒ่า บางทีการรับศิษย์ฉลาดที่มีรากฐานทางปัญญาดีไว้สักคนอาจทำให้สืบต่อควันธูปได้ง่ายขึ้นก่อนที่สำนักจะล่มสลายซึ่งเซียวจิ่งหยวนก็ไม่ทำให้นักพรตเฒ่าผิดหวัง และจากโลกนี้ไปได้อย่างสงบ
เซียวจิ่งหยวนก็สงสัยอีก ในเมื่อนักพรตเฒ่ารู้ว่าฟางเส้าไป๋มีรากฐานร่างกายที่ดีอย่างนั้นแล้วตอนที่เลือกตนเองเป็ศิษย์สืบทอดสำนักเหตุใดถึงไม่รับฟางเส้าไป๋ไปด้วยเลยเล่า
นักพรตเฒ่าก็สัตย์ซื่อกล่าวตามตรง ว่าทำร้ายพร์ของคนคนเดียวก็เพียงพอแล้วหากทำลายพร์ของคนอื่นอีก เกรงว่ามโนธรรมสำนึกของนักพรตเฒ่าจะต้องถูกประนามและรู้สึกผิดเป็แน่แท้...
จากคำกล่าวนี้เซียวจิ่งหยวนก็ไม่รู้ว่านี่เป็โชคดีหรือโชคร้ายของตนเองกันแน่
“แมลงพิษ…ถูกกัด?” ในตอนที่เซียวจิ่งหยวนทอดถอนใจ ฟางเส้าไป๋ก็พึมพำด้วยความมึนงง “ตะขาบ ตะขาบพิษ...”
“ว่าอย่างไรนะ” เซียวจิ่งหยวนตั้งสติแล้วถามว่า“ตะขาบพิษงั้นหรือ เมื่อคืนเ้าไปเจออะไรมากันแน่เหตุใดถึงได้ถูกตะขาบพิษกัดจนาเ็ได้”
คำถามสองสามคำถามประดุจลูกปืนซัดเข้าใส่ฟางเส้าไป๋จนทำให้เขาเวียนศีรษะและต้องใช้เวลาสักพักถึงกลับมาเป็ปกติ
“เมื่อวาน...” ฟางเส้าไป๋มุ่นคิ้วค่อยๆนึก แล้วเอ่ยอย่างช้าๆ “เมื่อวานตอนที่ข้ากำลังกลับดันเจอไก่ฟ้าตัวหนึ่งอยู่บนถนนจึงคิดจะหิ้วกลับมาให้เหล่าพี่น้องขอทานทำเจี้ยวฮว่าจี [1]ตอนที่ตามจับก็วิ่งไปนอกเมืองโดยไม่รู้ตัวยิ่งวิ่งก็ยิ่งไกลจนมาถึงซากศาลเ้าร้างแห่งหนึ่งด้านนอกศาลาสือหลี่ถิง” ทันใดนั้น ความสิ้นหวังก็ปรากฏบนใบหน้าของฟางเส้าไป๋ “ไก่ฟ้าตัวนั้นวิ่งเข้าไปในศาลเ้า ข้าต้อนมันเข้ามุมกำแพง แต่ตอนที่เตรียมจะจับมัน...”
“จู่ๆ ตะขาบสิบกว่าตัวก็พุ่งออกมาจากกองฟางเกาะบนตัวไก่ฟ้าและกัดมันจนตาย” เสียงของฟางเส้าไป๋ทุ้มต่ำลง“ตอนนั้นข้าใมากหลังจากนั้นก็เห็นว่าตะขาบพวกนั้นสีแดงเหลืองอ่อนๆทุกตัวกว้างประมาณหนึ่งนิ้วมือและยาวหลายชุ่น แมลงร้อยขาแบบนี้ไม่ว่าจะเอาไปทำยาหรือดองเหล้า ประสิทธิภาพก็น่าจะไม่เลว”
ฟางเส้าไป๋สีหน้าสำนึกผิด “ตอนนั้นข้าอยากจับตะขาบพวกนั้นมาให้เ้า คิดว่าพวกมันอาจมีประโยชน์แต่ตอนจับตะขาบกลับไม่ทันระวังเลยถูกกัดเข้า ตอนแรกข้าก็ไม่ได้ใส่ใจแต่ผ่านไปสักพักก็รู้สึกว่าทั่วตัวร้อนเหมือนจะะเิ รู้สึกมึนงง คิดว่ามันแปลกๆ ก็เลยรีบวิ่งกลับเมือง...”
ระหว่างที่เล่า ฟางเส้าไป๋ก็ยิ้มแหยๆ “หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นข้าก็จำไม่ได้แล้ว...แต่ดูเหมือนว่าเ้าจะช่วยข้าอีกแล้วนะ...”
“ถึงข้าไม่ช่วยเ้า เ้าก็คงไม่เป็อะไรหรอก” เซียวจิ่งหยวนยิ้มเล็กน้อย “ไม่แน่ว่าหากเ้าพักอีกสองวันเืในกายคงขจัดพิษตะขาบออกไปจนหมดก็ได้”
“มันทรมานนะ ข้าไม่อยากทน” ฟางเส้าไป๋ยิ้มแหยๆจากนั้นกัดฟันแล้วพูดว่า “แมลงสมควรตายพวกนั้นอย่าปล่อยพวกมันไปเด็ดขาดจะต้องจับพวกมันมาให้ได้ ใส่กระทะทอดในน้ำมัน...จากนั้นก็กินมันเสีย”
ใน่ที่ยากลำบากอย่าว่าแต่ตะขาบทอดเลย ตั๊กแตนทอดหรือแม้แต่ดักแด้พวกเขาก็กินมาแล้ว
ส่วนเื่รสชาติไม่ต้องพูดถึงเพราะผ่านฝีมือการปรุงของเซียวจิ่งหยวนมาแล้ว
“ตะกละ!”
เซียวจิ่งหยวนหมดคำจะพูดยื่นมือออกไปผลักฟางเส้าไป๋ให้ล้มตัวลงนอนบนเตียงต่อ พลางพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เ้ายังไม่หาย พักต่อเถอะ ข้าจะไปจัดยา...”
“โอ้” ฟางเส้าไป๋นอนลงอย่างว่าง่ายหลับตาแล้วพูดว่า “พรุ่งนี้ข้าจะต้องดีขึ้นให้ได้ถึงตอนนั้นเ้าก็ไปเป็เพื่อนข้า ไปจับตะขาบพวกนั้นกลับมาดองเหล้ากัน...”
“ได้ๆ นอนเถอะ”
เซียวจิ่งหยวนตอบไปส่งๆ ดับเทียนในห้องแล้วเดินออกไป
เวลานี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งแสงจันทร์อ่อนโยนราวสายน้ำ ส่องแสงสุกสกาว
เซียวจิ่งหยวนเดินมาถึงโถงใหญ่ก้มหน้าลงมองหนูตัวจิ๋วขนสีทองอ่อนในกระบุง ไม่รู้เพราะเหตุใดเ้าหนูตัวจิ๋วนี้ถึงสลบไสลไม่ยอมตื่นสักทีน่าเป็ห่วงจริงๆ ...
[1]เจี้ยวฮว่าจีหรือ ไก่ขอทาน เป็ไก่ยัดไส้ที่หุ้มด้วยดินเหนียวและใบบัว แล้วอบด้วยไฟอ่อนๆถือเป็ไก่อบสไตล์จีนชนิดหนึ่ง