ลูกน้องเก้านายที่ถูกจัดสรรมาให้หยางเจาก็เป็ทหารใหม่ที่ถูกเกณฑ์มาเป็การชั่วคราวเช่นกัน
ยุทโธปกรณ์ของพวกเขาเป็เพียงดาบหัวแหวนคนละเล่ม ไม่มีชุดเกราะ ฝึกฝนมาเพียงสองวันก็ต้องเข้าสู่สนามรบเสียแล้ว
ทหารเก้านายนั้นยืนตัวโอนเอนอยู่ตรงหน้าหยางเจา ยืนเกร็งด้วยความหวาดกลัวต่อสนามรบ
"ตื่นเต้นใช่หรือไม่?" หยางเจาถาม
พวกเขาพยักหน้าเล็กน้อย
หยางเจาจึงกล่าวว่า "พวกเ้าทุกคนล้วนเป็คนเมืองเยี่ยเฉิง ลองคิดดูว่าหากเมืองเยี่ยเฉิงแตกพ่าย ครอบครัวและคนรักของพวกเ้าจะยังมีโอกาสรอดชีวิตไหม?"
"การป้องกันเมือง ไม่ใช่แค่ป้องกันเมืองเยี่ยเฉิง แต่คือการปกป้องบ้านของพวกเ้า"
"พวกเ้ากำลังต่อสู้เพื่อครอบครัว"
"เข้าใจหรือไม่!?" เขาถามเสียงดัง
ทหารทั้งเก้านี้ขวัญกำลังใจยังไม่พอ ความฮึกเหิมยังไม่มาก
เมื่อได้ยินคำถามของหยางเจา พวกเขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ชายร่างกำยำคนหนึ่งตรงกลางจะตอบขึ้นมาว่า "เข้าใจแล้วขอรับ!"
เสียงของเขาดังกังวาน
"ดีมาก เ้าชื่ออะไร?"
"ผู้น้อยมีนามว่าฟางรุ่ย เป็หัวหน้าหมู่ขอรับ!"
"คนอื่นล่ะ เป็ใบ้กันหมดแล้วหรือ?" หยางเจามองทหารอีกแปดคนที่เหลือแล้วตะคอกถาม "เข้าใจหรือไม่!"
"เข้าใจแล้วขอรับ!" ในที่สุดพวกเขาก็เปล่งเสียงกู่ร้อง
"หากพวกฏโพกผ้าเหลืองบุกมาอีก ขอแค่พวกเ้าติดตามข้าให้ดี แม้ข้าไม่อาจรับประกันว่าทุกคนจะรอดชีวิต แต่ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้พวกเ้ารอด"
หยางเจาเน้นย้ำ "นี่คือหน้าที่ของข้าในฐานะนายสิบ!"
"รับทราบ!" ฟางรุ่ยและคนอื่น ๆ ตอบรับพร้อมกัน
เมื่อครู่พวกเขาทุกคนต่างเห็นแล้วว่าหยางเจาสังหารศัตรูดุดันเพียงใด ติดตามนายสิบคนนี้ไว้ ชีวิตน่าจะปลอดภัยขึ้น
พอปลุกใจเสร็จ หยางเจาก็ปล่อยให้พวกเขาพักผ่อน สายตากวาดมองไปโดยรอบก็พบธนูคันหนึ่งวางอยู่ข้างศพพลธนู พร้อมลูกธนูอีกสิบกว่าดอกที่ตกกระจายอยู่
ศพของศัตรูถูกทหารบนกำแพงเมืองโยนลงไปเบื้องล่างแล้ว ส่วนศพทหารป้องกันเมืองก็มีคนมาเคลื่อนย้ายไปจัดการ ธนูดังกล่าวจึงกลายเป็ของไร้เ้าของ ในความวุ่นวายจึงยังไม่มีใครเก็บรวบรวม
หยางเจาหยิบขึ้นมาทดลองน้าวสาย
น้ำหนักคันธนูนี้ไม่ถึงหนึ่งสือ*[1] เขาน้าวสายได้อย่างสบาย ๆ จึงเก็บไว้กับตัวเพื่อรอดูว่าจะทดสอบวิชาธนูได้ดีเพียงใด
การป้องกันเมือง นอกจากทุ่มไม้ ก้อนหิน หรือสาดน้ำร้อนแล้ว ธนูถือเป็อาวุธสำคัญ
'จากนี้คงต้องทำศึกยืดเยื้อกับกองฏโพกผ้าเหลืองอีกหลายระลอก หากอยากรอดในสมรภูมิเมืองเยี่ยเฉิง อย่างแรกต้องทำตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น'
หยางเจาหวนนึกถึงประวัติศาสตร์
กองฏโพกผ้าเหลืองเข้าโจมตีแคว้นจี้โจว สุดท้ายแล้วโลติด*[2]จะนำทัพมาช่วย
ขอแค่ต้านทานจนถึงเวลาที่กองหนุนของโลติดเดินทางมาถึง พวกเขาก็จะได้รับชัยชนะ แต่ไม่มีใครรู้ว่าโลติดจะยกทัพมาถึงเมื่อไหร่ ทหารป้องกันเมืองสามหมื่นกว่านายทำได้เพียงกัดฟันต้านทานให้ถึงที่สุด
'แข็งแกร่งขึ้น และรอดชีวิต!'
หยางเจาคิดในใจ ไม่เพียงแค่ต้องรอดในเมืองเยี่ยเฉิง แต่ในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นอันวุ่นวายนี้ เขาต้องแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อมีชีวิตรอดต่อไป
ทหารบนประตูเฟิ่งหยางพักผ่อนได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม
ตึง ตึง ตึง!
เสียงกลองศึกดังขึ้นอีกครั้ง
เหล่าทหารตัวกระเด้งขึ้นพร้อมกัน ชะโงกหน้ามองใต้กำแพงเมือง เห็นกองฏโพกผ้าเหลืองยกพลมาโจมตีอีกระลอก
"ฟ้าครามสิ้นแล้ว ฟ้าเหลืองขึ้นแทน ปีเจียจื่อเวียนมา ใต้ฟ้ารุ่งเรือง!"
ศัตรูบุกเข้ามาอย่างดุดัน ดูจากกระบวนทัพใต้กำแพง มีทหารอีกกว่าหมื่นนายมาร่วมโจมตี ในขณะนี้ทหารป้องกันที่ประตูเฟิ่งหยางเหลือไม่ถึงสี่พันนาย ทำให้หยางเจารู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล
"ทุกคนหยิบอาวุธ เตรียมพร้อมต่อสู้!" หยางเจาะโสั่งฟางรุ่ยและคนอื่น ๆ
หลินผู่ผู้รับผิดชอบประตูเฟิ่งหยาง ระดมทหารที่เหลืออีกกว่าสามพันนาย นำอุปกรณ์ป้องกันเมืองทุ่มใส่บันไดลิงของศัตรู
หยางเจาน้าวสายธนูบรรจุลูกศร
สายตาจับจ้อง! ใจจดจ่อ! มือประสาน!
เขารวบรวมสมาธิ เล็งเป้าไปยังนายสิบของพวกฏโพกผ้าเหลืองที่วิ่งปรี่เข้ามา แล้วปล่อยลูกศรออกไปทันที
นายสิบคนนั้นล้มฟุบลงตามเสียงลูกศร
ฟางรุ่ยและคนอื่น ๆ หันมามองด้วยแววตาเลื่อมใสระคนชื่นชม นายสิบไม่เพียงใช้ดาบสังหารศัตรูดุดัน แต่วิชาธนูก็ยังแม่นยำถึงเพียงนี้
หยางเจาเมินสายตาชื่นชม เขาน้าวสายธนูยิงออกไปอีกดอก ทว่าวิชาธนูระดับเริ่มต้น ขั้นกลาง ยังขาดความแม่นยำไปบ้าง ระยะทางที่ไกลขึ้นทำให้อัตราเข้าเป้าลดลง
เขาจึงไม่เล็งสังหารศัตรูที่อยู่ห่างไกล แต่หันมายิงทหารโพกผ้าเหลืองทั่วไปที่กำลังปีนบันไดลิงแทน
ศัตรูที่ปีนเข้ามาอยู่ในระยะใกล้ แทบจะเข้าเป้าทุกดอก
หลินผู่ที่บัญชาการอยู่ห่างออกไปเห็นเข้าก็ตกตะลึง ไม่นึกว่าวิชาธนูของหยางเจาจะยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ เกือบจะเทียบเท่าค่ายเซ่อเชิงในทัพเหนือห้าค่าย*[3] ความสามารถโดยรวมเหนือกว่าทหารทั่วไปมากนัก
ผู้มีความสามารถดุดันเช่นนี้ เขาเห็นว่าควรเสนอชื่อให้เลื่อนขั้นและตบรางวัลล่วงหน้า
ยามนี้ทหารคุมเมืองที่เก่งกาจมีไม่มาก หยางเจาถือเป็ผู้มีความสามารถและมีภาวะผู้นำ ชัยชนะเมื่อครู่ที่ขับไล่ศัตรูไปได้ ต้องยกความดีความชอบให้หยางเจาที่ปลุกขวัญทหารคนอื่น ๆ
หากเลื่อนตำแหน่งให้หยางเจา แรงกดดันของทหารป้องกันเมืองก็น่าจะลดลงไม่น้อย
หยางเจายังคงเดินหน้ายิงสังหารศัตรู
ลูกธนูสิบกว่าดอกถูกยิงออกไปจนหมดในเวลาไม่นาน
"นายสิบ พวกโจรแมลงเม่าปีนขึ้นมาแล้วขอรับ!" พลทหารนายหนึ่งกล่าวด้วยความตื่นตระหนก
"กลัวอะไร ฟันมันเสีย!" หยางเจาโยนธนูทิ้ง ชักดาบหัวแหวนออกมาแล้วตวัดฟันใส่ศัตรู
"ฆ่า!" ฟางรุ่ยไม่ยอมแพ้ ติดตามหยางเจาไปติด ๆ แทงศัตรูสิ้นใจไปหนึ่งนาย
ทหารอีกแปดนายที่เหลือเห็นดังนั้น ความตื่นเต้นก็ถูกแทนที่ด้วยความฮึกเหิม
คราวนี้ศัตรูบุกโจมตีหนักขึ้น ทหารโพกผ้าเหลืองปีนขึ้นมาบนกำแพงเมืองไม่ขาดสาย
นายสิบคนอื่น ๆ เห็นหยางเจายังคงดุดัน จึงรีบนำทหารติดตามหยางเจาเข้าห้ำหั่น กำแพงเมืองฝั่งนี้ถือว่ารักษาไว้ได้ แต่กำแพงเมืองด้านอื่น ๆ กลับถูกศัตรูบุกฝ่าเข้ามาได้หลายจุด
ทหารโพกผ้าเหลืองนับไม่ถ้วนปีนผ่านบันไดลิงขึ้นมา
หลินผู่ยากจะต้านทานไหว เมื่อเห็นสถานการณ์ฝั่งหยางเจาดูดีกว่า จึงร้องขอความช่วยเหลือ "หยางเจา เ้าพาคนมาช่วยข้าที!"
หยางเจาหันไปบอกนายทหารนายอื่น "พวกเ้าอยู่ที่นี่ รักษาแนวป้องกันไว้ ข้าจะไปช่วยท่านซือหม่า!"
จากนั้นเขานำลูกน้องทั้งเก้านายพุ่งทะยานไปทางหลินผู่
"ฆ่า!" หยางเจาแผดเสียงคำราม
ยามนี้ระดับของระบบพุ่งขึ้นไปถึง lv10 แล้ว วิชาดาบถูกเขาเพิ่มแต้มจนอยู่ใน ระดับชำนาญ ขั้นกลาง
เขาถึงได้เข้าใจว่าการยกระดับทักษะ แบ่งออกเป็สามระดับใหญ่คือ ระดับเริ่มต้น ระดับชำนาญ และระดับเชี่ยวชาญ ซึ่งในแต่ละระดับใหญ่ยังมี ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสูง ย่อยลงไปอีก
หยางเจาที่ผ่านการอัปเลเวลและเพิ่มแต้มมีความแข็งแกร่งขึ้น ความเร็วในการตวัดดาบไวขึ้นมาก สังหารทหารโพกผ้าเหลืองไปได้อีกหลายนายจนสร้างความได้เปรียบ ทหารป้องกันเมืองคนอื่น ๆ ที่เห็นดังนั้นก็รีบติดตามสัตว์ประหลาดผู้นี้ไป พลิกสถานการณ์เสียเปรียบให้กลับคืนมา
พวกเขาสังหารศัตรูที่ปีนขึ้นมาบนกำแพงเมืองลงทีละคน
การศึก้าตัวอย่างที่ดีเพื่อปลุกขวัญกำลังใจ ซึ่งหยางเจาคือตัวอย่างที่ดีเยี่ยมคนนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
ผ่านไปอีกกว่าครึ่งชั่วยาม
แก๊ง!
ในกองฏโพกผ้าเหลือง สัญญาณถอยทัพดังขึ้นอีกครั้ง
ศัตรูถอยทัพเป็ครั้งที่สอง และเป็การล่าถอยไปโดยสิ้นเชิง ทหารโพกผ้าเหลืองที่เข้าโจมตีประตูเมืองทั้งสี่ด้านของเมืองเยี่ยเฉิงต่างพากันถอยร่นออกไป
ประตูเฟิ่งหยาง รักษาไว้ได้อีกครั้ง
หยางเจาหอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า มองหาที่นั่งพักผ่อน หันกลับไปมองฟางรุ่ยและคนอื่น ๆ
เก้านาย เหลือเพียงห้านาย
เสียชีวิตไปสี่นาย
เขาไม่มีความรู้สึกสงสารหรือโศกเศร้า การสู้รบเมื่อครู่รุนแรงถึงเพียงนี้ การตายในสนามรบถือเป็เื่ปกติ จึงกล่าวว่า "พักผ่อนให้ดี!"
ทว่า พักผ่อนได้ไม่นาน หยางเจายังไม่ทันเปิดระบบเพื่อเพิ่มแต้ม หลินผู่ก็เดินเข้ามาหาอีกครั้ง
"หยางเจา เมื่อครู่ข้าเสนอชื่อเ้าขึ้นไปเบื้องบน ท่านตูเว่ย*[4] ได้ฟังเื่ราวของเ้าแล้ว เลย้าพบตัวเ้า"
เขาดูตื่นเต้นราวกับตนเองได้ค้นพบแม่ทัพผู้เก่งกาจเข้าแล้ว จึงกล่าวต่ออีกว่า "โอกาสของเ้ามาถึงแล้ว!"
[1] หนึ่งสือมีน้ำหนักราว 30-60 กิโลกรัม
[2] โลติดหรือชื่อในภาษาจีนกลางคือหลูจื๋อ เป็นักปราชญ์ แม่ทัพ และขุนนางคนสำคัญในยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก นามรองคือจื่อกาน เป็ที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้กับเล่าปี่ (หลิวเป้ย) และกงซุนจ้าน
[3] ค่ายเซ่อเชิงเป็หนึ่งในกองกำลังของทัพเหนือห้าค่าย (เป่ยจวินอู่ยิง) ซึ่งเป็กองทหารอารักขาพระองค์ชั้นยอดแห่งเมืองหลวงราชสำนักฮั่น โดยค่ายเซ่อเชิงมีชื่อเสียงโดดเด่นด้านความเชี่ยวชาญและความแม่นยำในการยิงธนู
[4] ตูเว่ยเป็ตำแหน่งขุนนางทหารและผู้ตรวจการในระดับกลางถึงระดับสูงของจีนโบราณ เทียบได้กับตำแหน่งแม่ทัพ ผู้บังคับการทหาร หรือผู้ตรวจการ ทำหน้าที่บัญชาการกองกำลังรักษาการณ์ คุมทัพทหารม้า หรืองานเฉพาะกิจ