พอคนสกุลเหวินทั้งสามเดินตึงตังออกมาจากห้องพักผู้ป่วยของเหวินเจียหลุน พวกเขาก็ต้องหน้าม้านเมื่อคนที่กำลังยืนอยู่หน้าห้องก็คือหลิวซือซือ
แต่ด้วยทิฐิที่สูงเสียดฟ้าพวกเขาก็เลือกที่จะเมิน แล้วก็เดินจากไปด้วยสีหน้าที่บึ้งตึงขึ้งโกรธ
หลิวซือซือแจ้งชื่อกับทหารคุ้มกันสองคนที่หน้าประตู พวกเขาก็ปล่อยให้เธอเข้าไป
เหวินเจียหลุนที่เห็นว่าสหายรักพาลูกทูนหัวทั้งสองมาหาตามที่ได้พูดกันเมื่อเช้า ก็มีสีหน้าดีขึ้นทันตา “เธอคงได้ยินหมดแล้วใช่ไหมเสี่ยวซือซือ ครั้งนี้ฉันคงได้กลายเป็นลูกอกตัญญูจริงๆแล้วล่ะ”
“ไม่ถือว่าอกตัญญูหรอก นายก็แค่มองทุกอย่างให้เป็นกลางก็พอ ส่วนเจาชิงอีกสักหน่อยเธอก็คงจะตาสว่าง แต่เรื่องของเด็กในท้องก็คงจะทำให้เธอมีปัญหาไม่น้อย” หลิวซือซือเอ่ยเสียงเบากับสหายรัก เพราะผ่านเรื่องระหว่างความเป็นตายมาด้วยกัน เธอจึงมั่นใจว่าสหายรักจะไม่ถามซักไซ้ในความสามารถที่เธอมี จึงมีความกล้าที่จะพูดเรื่องนี้
เหวินเจียหลุนและโจวย่าลาอึ้งไปพักใหญ่ จึงหาเสียงตัวเองเจอ “เธอบอกว่าเจาชิงท้องอย่างนั้นเหรอเสี่ยวซือซือ” คำถามนี้ไม่เบาเลยสักนิด
“อืม น่าจะได้เกือบสองเดือนแล้วล่ะ” นี่ก็คือความพิเศษของสายตาที่ได้รับมาจากการผ่านบททดสอบของฐานระดับที่หนึ่ง ทำให้เธอมองเห็นภาพของตัวอ่อนที่อยู่ในมดลูกของเจาชิงและมันก็ขึ้นตัวอักษรและตัวเลขกำกับด้วย แม้ออกจะแปลกประหลาดไปหน่อย แต่เธอก็มั่นใจในความสามารถของตัวเอง
ปึง!
ประตูห้องพักผู้ป่วยถูกกระชากเปิดออกอีกครั้ง เป็นแม่เหวินและเจาชิงที่ลืมกระเป๋าและย้อนกลับมานั่นเอง “เธอว่าอะไรนะหลิวซือซือ! เธอเป็นแม่ม่ายผัวทิ้งก็แล้วไปเถอะ นี่คงไม่อยากทำการค้ากับเจาชิงจนกล้าป้ายสีเธอให้เจ้าใหญ่ของฉันฟังอย่างนั้นเหรอ เธอนี่มันเหมือนกับคนสกุลโจวไม่มีผิด มิน่าละถึงร่วมหัวจมท้ายกันได้ อย่าให้ฉันรู้นะว่าพวกเธอทำเรื่องร้ายแรงอย่างการเก็งกำไร”
หลิวซือซือมองแม่เหวินยิ้มๆ จากนั้นก็หันไปยิ้มเย็นให้เหวินเจาชิง “เธอพูดความจริงไปสิเจาชิง ดีกว่าให้พ่อแม่ของเธอรู้เรื่องในภายหลังนะ ถึงยังไงสามีทางพฤตินัยของเธอก็คงจะถูกจับไปยิงเป้าอยู่แล้ว ฮึ!” ถึงเธอจะกลายเป็นแม่ม่ายสามีทิ้งแต่ก็ยังได้แต่งงานจัดพิธีถูกต้องตามประเพณีนะ แล้วคนอื่นที่ทำเรื่องหุงข้าวสารให้กลายเป็นข้าวสุกไปแล้วเนี่ยจะต้องให้เรียกว่าอะไร!
เหวินเจาชิงหน้าซีดตัวสั่น น้ำตาเริ่มไหลอีกครั้ง “ฉันไม่ได้ทำ! ฉันไม่ได้ท้อง! เขาบอกว่าจะรับผิดชอบฉัน พวกเรากำลังจะแต่งงานกันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า!!”
แม่เหวินฟังคำพูดของลูกสาวแล้วก็เหมือนกับโดนฟ้าผ่ากลางใจ มือที่กุมข้อมือลูกสาวเอาไว้หมดแรงเอาดื้อๆ “เจาชิง บอกแม่มาเธอมีอะไรกับไหลเถี่ยแล้วอย่างนั้นเหรอ!!”
“แม่! แม่จะถามเรื่องนี้ทำไม ถึงยังไงพวกเราก็ต้องแต่งงานกันอยู่แล้ว แต่เป็นพี่ใหญ่ต่างหากที่ทำให้งานแต่งของฉันพังไม่เป็นท่า”
“ไม่มีลูกชายหรือพี่ใหญ่ของคนสกุลเหวินในห้องนี้ มีแต่คู่หมั้นของฉันเท่านั้น เชิญพวกคุณออกไปได้แล้ว!”
“เธอ!” แม่เหวินชี้หน้าโจวย่าลาด้วยความโกรธเกรี้ยว “ฉันจะกลับไปถอนหมั้นกับคนสกุลโจวเดี๋ยวนี้แหละ ดูสิว่าเธอยังจะลอยหน้าลอยตาพูดได้อีกไหม”
“เชิญเลยค่ะ อยากทำอะไรก็เชิญเลย”
แม่เหวินมองไปยังลูกชายอย่างเหวินเจียหลุน ก็เห็นว่าในสายตาของเขามีแค่ผู้หญิงหน้าด้านอย่างโจวย่าลาและหลิวซือซือ มันไม่ได้มีเธอและเจาชิงที่เป็นคนแซ่เดียวกันอยู่ในสายตาสักนิดเดียว
“ดี! แค่ลูกอกตัญญูคนเดียวสกุลเหวินไม่มีเขาก็ไม่มีปัญหา ฉันยังมีลูกชายคนเล็กที่เชื่อฟังอยู่ทั้งคน พวกเรากลับเจาชิง!”
หลิวซือซือได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ พร้อมกับเตือนลูกชายลูกสาว “อย่าเลียนแบบพฤติกรรมไม่ดีล่ะเสี่ยวเหว่ย เสี่ยวซือเย่”
สองแฝดถึงกับสะดุ้งเพราะพวกเขาจดจำทุกเหตุการณ์เมื่อครู่เอาไว้หมดแล้ว มันสนุกมากทีเดียวเหมือนอะไรนะ อ้อ เหมือนงิ้วฉากหนึ่ง
“นายเองก็พักเสียหน่อยเถอะเจียหลุน เฮ้อ! เสียงของแต่ละคนนี่แว้ดๆๆ เหมือนหูฉันจะตึงไปแล้วนะ” หลิวซือซือเอ่ยขึ้นมา เพื่อคลี่คลายสถานการณ์และมันก็ได้ผล
โจวย่าลาถลึงตาให้คู่หมั้นหนุ่ม “คนไปแล้วปล่อยมือสิ! อย่าทำตัวรุ่มร่าม เสี่ยวเหว่ยกับเสี่ยวซือเย่กำลังอยู่ในวัยที่จดจำนะ”
เหวินเจียหลุนรีบปล่อยมือคู่หมั้นคนสวยทันที ก่อนจะหันไปทางสองแฝด “เมื่อวานตั้งใจจะไปพบพวกเธอสองคน อุตส่าห์ถือขนมกล่องเบ้อเริ่มเดินขึ้นเขาไป แต่น่าเสียดายที่กล่องขนมถูกคนชั่วแย่งไป วันหลังพ่อทูนหัวจะไปหาซื้อมาให้พวกเธอใหม่นะ”
สองพี่น้องพอได้ยินว่ากล่องขนมของพวกเขาถูกคนชั่วแย่งไป ก็เริ่มเบะปากเตรียมตัวร้องไห้
หลิวซือซือได้แต่ยกมือขึ้นคลึงขมับ “เดี๋ยวแม่พาไปเลือกซื้อที่ห้างสรรพสินค้าที่คุณน้าเสี่ยวซูทำงานดีไหมจ๊ะ”
สองแฝดรีบเปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็ว “หนูอยากได้ตุ๊กตาด้วยค่ะแม่” เสี่ยวซือเย่เห็นเป็นโอกาสเหมาะรีบเอ่ยขอสิ่งที่อยากได้ทันที
มองลูกสาวที่ยังคงมีน้ำตาคลอหน่วยแล้ว หลิวซือซือได้แต่ทอดถอนใจ นับวันก็ยิ่งแสบทั้งสองคน แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ ไม่ว่าจะเป็นตัวเธอหรือหลิวซือซือคนเก่าล้วนมีนิสัยที่คล้ายคลึงกัน ตัวเธอเองแม้จะมีอายุมากแล้วแต่เมื่อมาอยู่ในร่างกายนี้ ก็ยังควบคุมอารมณ์ความรู้สึกเหมือนคนที่อายุมากแล้วไม่ได้
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาของเล่นคนละหนึ่งชิ้น มากกว่านี้ไม่ได้”
“ขอบคุณค่ะแม่” คราวนี้เด็กน้อยยิ้มแป้นไม่มีร่องรอยแห่งความเศร้าเสียใจแม้แต่น้อย
โจวย่าลาที่มองสามแม่ลูกเจรจากันอยู่ถึงกับหลุดขำออกมา “เจียหลุนคุณดูพวกเขาสิคะ ช่างเจรจาจริงๆ”
“อืม ผมก็อยากได้ลูกสาวลูกชายเหมือนเสี่ยวเหว่ยกับเสี่ยวซือเย่เหมือนกัน คุณเห็นด้วยไหมย่าลา”
คราวนี้กลายเป็นโจวย่าลาที่ใบหน้าแดงก่ำ คิดจะบิดเอวเขาแต่ก็พบว่ามันถูกพันเอาไว้ด้วยผ้าพันแผลเต็มไปหมด “พูดอะไรของคุณ ก็บอกไปแล้วว่าพวกเขากำลังจดจำและเรียนรู้”
“หึหึ พวกเขาฉลาดรู้ว่าอะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูดอยู่แล้วล่ะ มานี่มาคุณเองก็ควรต้องพักสักหน่อยนะ” มือใหญ่ตบลงไปบนพื้นที่ว่างข้างตัว
“จะบ้าเหรอ! จะให้ฉันขึ้นไปนอนบนเตียงกับคุณได้ยังไง อายเสี่ยวซือซือตายเลย”
เหวินเจียหลุนตีหน้าขรึมและหันไปทางสหายรัก “เสี่ยวซือซือ เธอพาเสี่ยวเหว่ยกับเสี่ยวซือเย่ไปซื้อขนมตอนนี้ดีไหมสหายรัก”
“เหอะๆ ข้ามแม่น้ำได้แล้วก็คิดจะรื้อสะพานทิ้งทันทีเลยสินะ เอาเถอะๆฉันคนนี้ทั้งสวยและใจดีมาก พวกเราก็ไปกันเถอะเด็กๆ”
“พ่อทูนหัวนอนดีๆนะครับ” เสี่ยวเหว่ยกำชับพ่อทูนหัวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ใช่ๆ นอนดีๆห้ามขยับ ห้ามทำอะไรไม่ดีด้วย” เสี่ยวซือเย่ก็เอ่ยเสริมคำเตือนของพี่ใหญ่ด้วยอีกคน เมื่อเอ่ยจบแล้วก็ยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ให้พ่อทูนหัวอย่างลับๆ โดยที่คุณแม่ของเธอไม่เห็น แล้วก็รีบเดินไปรอที่ประตูห้องพร้อมกับพี่ชาย
เหวินเจียหลุนไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี คงคิดจะเอาคืนที่เขาพูดว่าพวกเขารู้ว่าอะไรควรพูดหรือไม่ควรพูดแน่ๆ เด็กแสบนี่!
หลิวซือซือเอ่ยกำชับสหายรักอีกหลายประโยค ก่อนจะมอบขวดกระเบื้องให้เขา “กินก่อนนอนวันละหนึ่งเม็ดนะ ถ้าหมดแล้วฉันจะไปหาซื้อมาให้นายอีก”
“ได้ๆๆ ให้เธอซื้อมาให้ฉันอีก” ดูอย่างไรก็รู้ว่าเป็นของดีที่หาซื้อไม่ได้ แต่ถ้าเธอไม่อยากจะพูดเขาก็จะไม่ถาม ตอนนี้เขาก็เริ่มจะเข้าใจความรู้สึกของคนที่อยู่รอบตัวเธอแล้ว พวกเขารู้เรื่องราวมากมายแต่ก็ไม่คิดจะพูดขึ้นมา เป็นอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ดีมากแล้วไม่ใช่เหรอ
เหตุการณ์หลังจากนั้นคนสกุลเกาที่ร่วมกันรุมทำร้ายเหวินเจียหลุนทั้งหมดก็ถูกส่งตัวเข้าคุก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกเขาจะไม่มีโอกาสได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันข้างนอก
พ่อเหวินและแม่เหวินเดินทางไปบ้านสกุลโจว พูดเรื่องถอนหมั้นขึ้นมา นี่ทำให้คนสกุลโจวโมโหยกใหญ่แต่ให้ตายอย่างไรพวกเขาก็ไม่ยอมปล่อยเหวินเจียหลุน และก็พูดว่ายินดีต้อนรับเหวินเจียหลุนแต่คนอื่นพวกเขาไม่ยินดีจะนับญาติด้วย
ทั้งยังได้บอกอีกว่าเหวินเจียหลุนก็คือลูกเขยของพวกเขา เรื่องนี้ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด
พ่อเหวินกับแม่เหวินเมื่อไม่อาจจัดการเรื่องลูกชายคนโตได้ ทั้งยังได้เอ่ยตัดขาดจากเขาไปแล้ว ดังนั้นสิ่งที่คนทั้งสองทำในเวลาต่อมาก็คือพาเหวินเจาชิงไปตรวจที่โรงพยาบาล
และพวกเขาก็ได้รู้ว่าเหวินเจาชิงท้องจริงๆ เกือบสองเดือนเหมือนที่หลิวซือซือพูดเอาไว้
วิธีแก้ปัญหาของพวกเขาก็คือให้เหวินเจาชิงแต่งงานกับพ่อค้าในเมืองคนหนึ่ง ซึ่งอีกฝ่ายมีอายุเกือบสามสิบปีแล้วและก็หน้าตาธรรมดามากๆ เรื่องจึงจบลงเช่นนี้
แต่ใครจะรู้ล่ะหลังจากคืนเข้าหอผ่านไปเรื่องจะไม่จบอย่างมีความสุขเหมือนที่พ่อเหวินแม่เหวินคาดหวัง
เจ้าบ่าวหมาดๆนำตัวเจ้าสาวมาส่ง ทั้งยังประจานว่าอีกฝ่ายไม่ใช่หญิงสาวบริสุทธิ์ ความจริงนี้ทำให้ชาวบ้านชี้หน้าประณามเหวินเจาชิงจนเธอคิดจะไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตายให้ได้
แต่มีหรือที่ผู้ชายคนนั้นจะยอมให้เธอสมหวัง ไม่เพียงเขาจะพาญาติพี่น้องมาโพนทะนาเหวินเจาชิง ยังได้พาคนมาขนสินสอดทั้งหมดกลับบ้านไปด้วย
คราวนี้พ่อเหวินกับแม่เหวินหมดแรงจะคิดแผนการเพื่อลูกสาวแล้วจริงๆ และมันก็ทำให้พวกเขาคิดถึงเหวินเจียหลุนที่พวกเขามองข้ามมาโดยตลอด
จึงได้เดินทางไปพบลูกชายที่โรงพยาบาลอีกครั้ง แต่ปรากฏว่าเขาไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว สอบถามก็ไม่ได้ความกระจ่างชัดอะไร สองสามีภรรยาจึงได้เดินทางกลับบ้านอย่างสิ้นหวัง
วันเวลาผ่านไปอย่างช้าๆ หลิวซือซือยังคงใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับลูกชายลูกสาวท่ามกลางญาติพี่น้องและผู้อาวุโสเหอที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเธอมากขึ้นในทุกวัน
อย่างเช่นตอนนี้ที่เธอต้องการจะขุดบ่อเพื่อเลี้ยงปลา ผู้อาวุโสเหอก็เกณฑ์ลูกน้องยศสูงมาช่วยเธอขุดบ่อ โดยมีสองแฝดคอยยืนอยู่ข้างๆ ส่วนคอกไก่และรั้วนั้นพี่สี่ได้พูดเอาไว้แล้วว่าเขาจะจัดการ
ไม่เพียงเท่านั้นญาติผู้พี่อย่างคนสกุลหยางก็มาช่วยด้วย ทั้งพวกเขายังได้ขอดินที่ขุดขึ้นมา เพราะจะได้เอาไปสร้างบ้านดินนั่นเอง เรื่องนี้เธอไม่มีปัญหาอยู่แล้ว คนมาช่วยเยอะเท่าไหร่งานก็จะได้เสร็จเร็วขึ้นเท่านั้น
แต่ขณะที่หลิวซือซือกำลังดูการขุดบ่อเลี้ยงปลาอยู่นั้น ป้าเหมยก็ได้วิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากประตูเล็กหลังบ้านของพี่สี่
“เสี่ยวซือซือ พี่สะใภ้สี่ของเธอเจ็บท้องคลอดแล้ว รีบไปตามหมอตำแยมาเร็วเข้า”
ทุกคนที่ได้ยินล้วนรีบวางงานในมือลงอย่างรวดเร็ว “พี่สะใภ้สี่เจ็บท้องคลอดแล้วๆ” หลิวซือซือทวนคำพูดอย่างงุนงง ก่อนจะหัวเราะออกมา แล้วเอ่ยสั่งการ “พี่เฉิง! พี่ไปตามหมอตำแยนะคะ ส่วนพี่ไห่รีบวิ่งไปตามพี่สี่กับพ่อแม่ของฉันที่แปลงนา ส่วนฉันจะไปช่วยก่อไฟต้มน้ำรอหมอตำแย” เธอจัดแจงหน้าที่ให้ญาติผู้พี่ทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว
“แล้วตาแก่อย่างฉันล่ะเสี่ยวซือซือ”
“ผู้อาวุโสเหอช่วยดูแลสองแฝดให้ฉันได้ไหมคะ ฉันจะไปช่วยงานอยู่ที่บ้านของพี่สี่ ส่วนอาหารฉันก็ทำเตรียมเอาไว้แล้วค่ะ อยู่ในห้องครัวไปยกออกมาได้เลย” เธอเอ่ยรัวเร็วเท้าเล็กๆนั่นก็รีบเดินกลับเข้าบ้านเพื่อเตรียมของหลายๆอย่าง
สองแฝดเองก็อยากจะเห็นหน้าน้องชายเหมือนกัน แต่ก็รู้ว่าช่วงเวลานี้กำลังคับขัน พวกเขาจึงรออยู่กับคุณตาเหอของพวกเขา “แม่ใจเย็นๆนะครับ” เสี่ยวเหว่ยร้องไล่หลังกำชับผู้เป็นแม่ออกไป
“ได้ๆๆ แม่จะใจเย็น เสี่ยวเหว่ยช่วยผู้อาวุโสเหอดูแลเสี่ยวซือเย่ให้ดีนะจ๊ะ ถ้าป้าสะใภ้สี่คลอดแล้วแม่จะมารับลูกสองคนไปดูน้องชาย” ว่าพลางเธอก็หยิบของลงในตะกร้าใบเล็กอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็สะพายขึ้นบ่ารีบเดินออกจากบ้าน
สองแฝดเดินจูงคุณตาให้มานั่งพักอยู่ในห้องโถงเล็ก แล้วก็เอ่ยขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ
“ผมเตรียมของขวัญให้น้องชายแล้ว แต่ไม่รู้ว่าน้องชายจะชอบไหม” เด็กน้อยเสี่ยวเหว่ยเอ่ยออกมาอย่างจริงจัง
ผู้อาวุโสเหอเลิกคิ้วอย่างสงสัยแม้จะรู้ว่าสองแฝดฉลาดเกินเด็กวัยเดียวกัน และมีพัฒนาการที่ยากจะอธิบายได้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาได้ยินว่าเด็กทารกคนหนึ่งเอ่ยว่าได้เตรียมของขวัญให้ทารกน้อยที่ยังไม่ได้เกิดด้วยซ้ำ
แต่ผู้เฒ่าเหอก็ไม่คิดจะตัดรอนน้ำใจของเด็กน้อย จึงได้ถามว่า “เอามาให้ตาดูสิเสี่ยวเหว่ย บางทีตาจะได้ช่วยดูว่ามันเหมาะหรือเปล่า”
เสี่ยวเหว่ยรีบล้วงเอาของบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง “นี่ครับคุณตา”
ผู้อาวุโสเหอมองก้อนดินเหนียวที่ปั้นเป็นรูปร่างของสุนัขตัวเล็กน่ารักแล้วก็ต้องหัวเราะออกมา “น้องชายอาจจะชอบก็ได้ แต่ตอนนี้เขายังไม่คลอดออกมาเลย อีกอย่างถ้าเกิดออกมาแล้วก็ยังเล่นไม่ได้อยู่ดี ต้องรอให้เขามีอายุได้หลายๆเดือนก่อน”
เสี่ยวซือเย่ก็พยักหน้าเห็นด้วย “เหมือนหนูกับพี่ใหญ่ ที่เอาแต่กินๆนอนๆตั้งหลายเดือน น่าเบื่อมากๆเลยค่ะคุณตา”
ผู้อาวุโสเหอหัวเราะร่วนอย่างชอบใจกับคำพูดของเด็กน้อยเสี่ยวซือเย่ ที่พูดราวกับว่าตัวเองโตเสียนักหนา แต่แท้จริงแล้วก็ยังอายุไม่ถึงหนึ่งปีด้วยซ้ำ ต้องเป็นปลายเดือนหน้าถึงจะมีอายุครบหนึ่งปี
เสี่ยวเหว่ยผิดหวังเล็กน้อย แต่เมื่อมองสุนัขที่เขาสร้างมากับมือก็ต้องเสริมกำลังใจให้ตัวเอง นี่คือสุนัขระวังภัยที่เขาคิดค้นขึ้นมาเป็นครั้งแรกเลยนะ รับรองมันจะช่วยดูแลน้องชายของพวกเขาทั้งวันทั้งคืนเลย
“ไม่เป็นไรครับคุณตา เอาไว้ในห้องนอนของน้องชายก็ได้ รอให้เขาโตอีกหน่อยก็น่าจะเล่นกับมันได้ครับ”
“อืม แล้วแต่เธอเถอะเสี่ยวเหว่ย” ผู้เฒ่าเหอไหนเลยจะขัดใจซาลาเปาน้อยขาวๆอวบๆ “พวกเราไปเก็บสตรอว์เบอร์รีกันดีกว่านะ”
“ดีค่ะคุณตา หนูชอบกินสตรอว์เบอร์รี” เสี่ยวซือเย่ถูกผู้อาวุโสเหอเปลี่ยนเรื่องได้อย่างรวดเร็ว
หลิวซือซือเร่งก่อไฟต้มน้ำร้อนอยู่ในห้องครัว พี่สะใภ้ก็ได้ป้าเหมยคอยช่วยดูแล เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดทำให้เธอหยิบจับอะไรไม่ถูกไปบ้าง
แต่ไม่นานก็เริ่มสงบใจลงได้ จึงได้นำเอาน้ำวิเศษออกมาหยดลงไปในน้ำต้ม และก็หยดลงไปในกระบอกน้ำที่เตรียมเอาไว้ให้จิบระหว่างเบ่งคลอด นี่จะช่วยทำให้มีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ไม่นานเธอก็เห็นแม่เฒ่าหลิวหมอตำแยของหมู่บ้าน เดินเข้ามาในบ้านด้วยท่าทีกระปลกกระเปลี้ย เพราะอายุมากแล้วแต่ต้องรีบเดินมาก็เลยทำให้เหนื่อยและแข้งขาก็ไม่ค่อยดี
เธอจึงรีบนำถ้วยน้ำไปให้อีกฝ่ายดื่ม “ย่าหลิวดื่มน้ำก่อนดีกว่านะคะจะได้หายเหนื่อย”
แม่เฒ่าหลิวก็รีบรับถ้วยน้ำไปดื่มทันที หลังจากดื่มน้ำไปแล้วก็รู้สึกได้เลยว่าหายเหนื่อยและมีกำลังวังชาขึ้นมา “ดีๆๆ เสี่ยวซือซือช่างรู้ความ ต้มน้ำร้อนเอาไว้มากๆนะ” ว่าแล้วก็เดินเข้าห้องคลอดไปทันที
หลิวซือซือมองหน้าพี่เฉิงแล้วก็ได้แต่ยิ้มแห้งอย่างจนใจ ยิ่งได้ยินเสียงร้องโอดโอยของพี่สะใภ้สี่ เธอก็ยิ่งไม่รู้จะพูดอะไร จึงได้เดินกลับเข้าห้องครัวเพื่อเร่งไฟให้น้ำเดือดเร็วๆ
ไม่นานหลิวฉุนเหลียงก็พุ่งหลาวเข้ามาในห้องโถงใหญ่ของบ้าน “เอินฉินๆๆ คุณเป็นยังไงบ้าง!”
“ฉุนเหลียงนายอย่าเข้าไป! ย่าหลิวกำลังทำคลอดให้เมียนายอยู่นะ สงบสติหน่อยเถอะเดี๋ยวสะใภ้สี่ก็ไม่มีสมาธิเบ่งคลอดหรอก” หยางไห่ที่วิ่งตามมารีบเอ่ยเตือนสติของญาติผู้น้อง
“ใช่แล้วค่ะพี่สี่ พี่ก็สงบใจสักหน่อยเถอะ มานี่มา มายกอ่างน้ำร้อนไปวางเอาไว้หน้าห้องคลอดให้ฉันหน่อยเร็ว” หลิวซือซือร้องเรียกพี่ชาย เธอเองก็ตื่นเต้นและรู้ดีว่าทุกคนล้วนตื่นเต้นกันทั้งหมด แต่ถ้ามัวแต่ตื่นเต้นและหยิบจับอะไรไม่ถูกมันก็จะทำให้การทำคลอดล่าช้าไปด้วย แบบนี้ไม่ส่งผลดีแน่นอน
“รีบไปสิเจ้าสี่ รีบไปยกอ่างน้ำร้อนมาวางเอาไว้ที่หน้าห้อง” เป็นเสียงของแม่หลิวที่รีบพูดเตือนลูกชายที่ไม่ได้เรื่องของเธอ
หลิวฉุนเหลียงเมื่อหันไปมองเห็นแม่และพ่อที่เพิ่งเดินมาถึง เขาก็เหมือนกับเจอที่พึ่ง ยามนี้จึงรีบเดินเข้าไปในห้องครัวแล้วก็ยกอ่างน้ำร้อนออกมา
หลิวซือซือเองเมื่อเห็นพ่อและแม่มาแล้ว เธอก็เหมือนเจอที่พึ่งพิง จิตใจจึงได้สงบลงได้อย่างแท้จริง
“พ่อกับแม่ดื่มน้ำก่อนนะคะ” เธอนำเอาถ้วยน้ำออกมาสำหรับทุกคน
พ่อหลิวและแม่หลิวดื่มน้ำเข้าไปก็ยิ้มให้ลูกสาว “ถ้าไม่ได้เสี่ยวซือซือคงไม่มีใครต้มน้ำร้อน แล้วนี่สองแฝดอยู่ที่ไหนเหรอ”
“อยู่กับผู้อาวุโสเหอที่บ้านค่ะแม่ วันนี้เริ่มขุดบ่อเลี้ยงปลากันแล้ว”
“อืม ดีแล้วล่ะเอาไว้เรื่องทางนี้เรียบร้อยดีแล้ว ค่อยไปพาพวกเขามา”
“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกันค่ะแม่”
อุแว้! อุแว้! อุแว้!
สองชั่วโมงผ่านไป ในที่สุดสะใภ้สี่หลิวก็คลอดลูกออกมาได้อย่างปลอดภัยทั้งแม่และลูก
หลิวซือซือที่นั่งเฝ้าหน้าเตาเร่งไฟต้มน้ำร้อนอยู่ ก็ทะลึ่งตัวลุกขึ้นอย่างตื่นเต้น แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะตักน้ำร้อนใส่อ่างน้ำติดมือไปด้วย
“ผู้หญิงหรือผู้ชายคะแม่!” หลิวซือซือร้องถามผู้เป็นแม่ที่ถืออ่างน้ำร้อนเข้าห้องทำคลอดไปก่อนเธอ
“ผู้ชายเสี่ยวซือซือ ไอ้หยา! เจ้าสี่แกจะเข้ามาในห้องนี้ทำไม ออกไปๆ เดี๋ยวแม่จะอุ้มหลานชายออกไปเอง ไปๆๆ”
“โธ่! แม่ครับผมก็อยากจะเห็นหน้าลูกหน้าเมียของผมนี่ครับ”
“ไม่ได้ๆ เสี่ยวซือซือมาลากพี่สี่ของลูกไปเร็วเข้า!”
หลิวซือซือรีบเปิดประตูห้องเข้าไป ยื่นอ่างน้ำร้อนให้ป้าเหมยแล้ว เธอก็รีบลากพี่ชายออกมาทันที “พี่สี่ออกมาเลย!! ถ้าหลานชายของฉันได้รับเชื้อโรคจากพี่ฉันเอาพี่ตายแน่! ไปอาบน้ำให้สะอาดค่อยมาอุ้มหลานชายของฉัน เข้าใจไหม!”
“เข้าใจแล้วๆ”