บัลลังก์เสน่หา

    พันไว้ด้วยไฟเสน่หา 2


    หยางเสียลุกเดินโซเซออกจากกระโจมด้วยความรู้สึกโหวงเหวงในอก เดือนเต็มดวงส่องแสงนวลงดงามยิ่งนักแต่หัวใจนางตอนนี้ช่างหม่นหมองและแหว่งเว้าสิ้นดีที่ท่านแม่ทัพทรงจูบแก้มนางคืนนี้ก็คงเพราะทรงมีความรู้สึกหวั่นไหวต่อรูปกายที่แสร้งเป็นชายของนางถ้านางบอกพระองค์ว่าข้ารับใช้นามหยางเสียคนนี้เป็นหญิงเล่าพระองค์ยังจะทรงทำเช่นนั้นหรือไม่

            ฝืนเดินได้ชั่วครู่หยางเสียลงไปนั่งกองกับพื้นดิน นางพยายามพยุงตัวเองไปใต้ต้นไม้เพื่อหาที่พิงความรู้สึกพะอืดพะอมกำลังดันอาหารมื้อค่ำของนางขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ ในที่สุดหญิงสาวก็ฝืนกลั้นเอาไว้ไม่ไหวจึงอาเจียนออกมาจนคอโก่งตัวงอตอนนี้ขอแค่พาตัวเองกลับไปกระโจมที่พักให้ได้ ขอแค่ได้หลับตาลง ขอแค่ได้ลืมทุกสิ่ง

            พรุ่งนี้...วันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไรก็แล้วแต่สวรรค์เบื้องบนเถิด

            ปวดหัว...ปวดหัวเหลือเกินแล้ว น้ำตาค่อยๆ รื้นขึ้นจนนางรู้สึกร้อนผ่าวที่ดวงตา

            หยางเสียใช้เล็บเกาะเกี่ยวเปลือกของลำต้นที่แห้งแตกเพื่อใช้เป็นหลักยึดพยุงตัว ก่อนจะพยายามทรงตัวออกเดินแต่ร่างบางนั้นโงนเงนจนล้มคว่ำลงไม่เป็นท่าแม่ทัพใหญ่ของเจิ้งถงทรงสังเกตเห็นความผิดปรกติของหญิงสาวอยู่ที่ใต้ต้นไม้นั้นจึงทรงปราดเข้ารับเจ้าของร่างน้อยที่กำลังจะล้มเข้าสู่อ้อมพาหาฉับไว

            “หยางเสีย เจ้าเป็นอะไร!” สุรเสียงร้อนรนยิ่งก่อนจะทรงขมวดพระขนงเมื่อพระนาสิกคุ้นกลิ่นน้ำเมาเจือในลมหายใจอุ่นของหญิงสาวแม้จะเบาบางมากก็ตามที 

            “เจ้า...เจ้าดื่มเหล้ารึ”

            “ข้าไม่...ไม่ เหอ...รองแม่ทัพ...เหอ” หยางเสียซบหน้าลงบนท่อนพระ-กรและทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงสู่อ้อมพระพาหาที่ประคองนางอยู่

            “ข้าขอ...อุ๊...” หญิงสาวอาเจียนอีกครั้งจนกระเด็นเปรอะฉลองพระองค์บางส่วนแต่องค์ชายฝาจจิ้งหาได้ทรงใส่พระทัยไม่

            เจ้าเซียวไห่นี่เล่นอะไรไม่เข้าเรื่องจริง!

            องค์ชายฝานจิ้งดำริพลางประคองร่างหยางเสียที่อยู่ในสภาพกึ่งไร้สติเข้าไปในกระโจมเมื่อถึงห้องสรง พระองค์ก็ทรงถอดเสื้อตัวนอกของนางและฉลองพระองค์ออกแล้วทรงคว้าผ้าชุบน้ำมาเช็ดใบหน้านวล ทรงตักน้ำใส่กระบวยและฝืนบังคับร่างที่เกือบไร้สติสัมปชัญญะให้ล้างปากล้างคอซึ่งไม่ง่ายเลยเพราะเจ้าร่างน้อยนั้นคอยแต่จะเบือนหน้าหนีตลอดเวลา

            “ไม่ใช่...ไม่ใช่” เสียงหญิงสาวพร่ำคำเดิมซ้ำๆดังสลับกับเสียงสะอื้นเบาๆ

            “ข้าปวด...” หยางเสียครางเสียงเครือไม่ได้สติอยู่ในอ้อมพระกรองค์ชายฝานจิ้งทรงช้อนร่างนางขึ้นก่อนจะทรงพานางออกจากห้องสรงไปที่แท่นบรรทมเมื่อทรงจัดให้หญิงสาวนอนอย่างสบายแล้ว ก็เอนพระวรกายลงเคียงข้างโดยใช้พระหัตถ์ข้างหนึ่งค้ำพระเศียรไว้พลางทอดพระเนตรดวงหน้าละไมที่ยังแดงระเรื่ออยู่ด้วยฤทธิ์ของน้ำจัณฑ์พลางถอนพระปัสสาสะเบาๆ เหล้านี่เป็นเหล้าท้องถิ่น ขึ้นชื่อว่ามีฤทธิ์แรงนักขนาดผู้ชายตัวโตๆ บางคนยังคอพับไปได้เลย ประสาอะไรกับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างนาง

            ผู้หญิง...หยางเสียของข้าเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆเท่านั้นเอง        

            องค์ชายฝานจิ้งทรงปล่อยพระดำริไปตามสายพระเนตรซึ่งกำลังจับอยู่ที่หญิงสาวพลางใช้พระหัตถ์ปัดปอยผมเปียกชื้นที่ระใบหน้านวลนั้นออกอย่างแผ่วเบา หยางเสียครางเสียงแผ่วทำให้ทรงเผลอมองริมฝีปากระเรื่อที่เผยอขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งพระทัย สุราทำให้หัวใจผู้ดื่มเต้นแรงและหายใจเร็วขึ้นกว่าปรกติแต่เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจถี่ของหญิงสาวแล้วพระองค์กลับพระทัยเต้นแรงขึ้นตามไปด้วย

            องค์ชายฝานจิ้งทรงเอื้อมพระหัตถ์ลูบผมยาวของหยางเสียที่แผ่สยายอยู่บนพระยี่ภู่ก่อนจะทรงโน้มพระพักตร์ลงใกล้ศีรษะของหญิงสาวเพื่อสูดกลิ่นหอมตามธรรมชาติจากนางหยางเสียงไม่เคยต้องทำสิ่งใดเลย นางไม่เคยมีจริตวาจายั่วยวนไม่เคยปรุงแต่งประทินผิวด้วยเครื่องหอมใดๆแค่นางเป็นอย่างที่เป็นอยู่เช่นนี้ก็ทำให้พระทัยดวงนี้หวั่นไหวไปกับความงามตามธรรมชาติของนางได้แล้ว  

            หญิงสาวผู้มีดวงตะวันเป็นชื่อนั้นได้กลายเป็นดั่งดวงตะวันในพระทัยขององค์ชายฝานจิ้งอย่างแท้จริงแล้วในเวลานี้หยางเสียขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะปรือตาขึ้นอย่างช้าๆเมื่อภาพที่ปรากฏตรงหน้าเป็นชายหนุ่มที่อยู่ในความคิดคำนึงของนางตลอดมาหญิงสาวจึงยิ้มน้อยๆก่อนจะเรียกหาผู้บันดาลความสุขและเป็นต้นเหตุแห่งความกลัดกลุ้มทั้งปวงด้วยเสียงแผ่วเบา

            “ท่านแม่ทัพ...” 

            เพียงสดับเสียงหวานที่เรียกหา เจ้าของวรกายสูงใหญ่ก็ทรงรู้สึกเหมือนพระทัยนั้นเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอุระสายตาของนาง เสียงของนาง คำเรียกหาของนางเข้าบีบรัดพระทัยจนสะท้านหวามไหว ความรู้สึกเสียดหวิวในพระอุระนั้นกลับมาอีกแล้วอยากให้ดวงตาคู่งามนี้เฝ้ามองหาแต่พระองค์ทุกเวลาอยากให้ปากนี้เรียกหาแต่พระนามของพระองค์ทุกค่ำคืน..

            “หยางเสีย...เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าข้าต้องฝืนบังคับใจตัวเองมากแค่ไหนยามเจ้าอยู่ใกล้” องค์ชายฝานจิ้งทรงจรดพระโอษฐ์เข้ากระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูของหญิงสาวก่อนที่จะทรงค่อยๆขยับเลื่อนพระวรกายขึ้นทาบทับบนร่างบอบบาง

            ริมฝีปากอิ่มเรื่อสีชมพูหวานราวกลีบเหมยที่เผยออยู่นั้นคล้ายจะเชิญชวนให้ภู่ภมรลงเคลียเคล้ากับเกสรและดูดกลืนลิ้มรสน้ำหวานที่อยู่ภายในเจ้าเหมยน้อยดอกนี้ไม่จำเป็นต้องหว่านเล่ห์กลเพื่อดึงดูดพญาภมรตัวนี้ก็พร้อมจะมอบจุมพิตหวานบนกลีบผกางามนุ่มนวลนั้นตลอดไป แลเหมือนเจ้าดอกไม้จะรู้ตัวดวงหน้านั้นเบือนบิดไปอีกทาง หลบลี้การรุกล้ำของพญาผึ้งจอมอหังการปลายนาสิกโด่งจึงเปลี่ยนมาคลอเคลียสูดดมกลิ่นหอมจากแก้มนวลละมุนที่หันขึ้นมาท้าทายสายพระเนตรก่อนจะทรงปล่อยลมหายใจอุ่นให้ไล้แผ่วพลิ้วยังแก้มนวลนิ่มหมายทรงหยอกเย้าหยางเสียขยับหน้าหนีอีกครา พระนาสิกจึงเลื่อนไล้ลงมายังซอกคอขาวเนียนละเอียดพระหัตถ์ใหญ่เลื่อนกระตุกสายผูกเสื้อของร่างนาง เผยให้เห็นช่วงไหล่ลาดเปล่งปลั่งด้วยเลือดฝาดของวัยสาวกลิ่นกรุ่นหอมกำจายจากร่างนางชวนให้พระทัยพุ่งเพริดเป็นทวี

            องค์ชายฝานจิ้งทรงสอดพระพาหาเข้ากอดรัดใต้ร่างน้อยเหนือเนินอกที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าแถบหลายชั้นปรากฏจี้หยกสีขาวนวลเนียนจนแทบกลืนเป็นเนื้อเดียวกับเจ้าของพระโอษฐ์อุ่นจรดประทับจุมพิตลงบนจี้หยกนั้นเนิ่นนาน หวังส่งความสิเน่หาในพระทัยให้ผ่านรอยประทับลงยังเรือนกายอุ่นนิ่มข้างใต้วรกาย

            เจ้าของดวงพักตร์คมทรงถอนพระโอษฐ์ขึ้นจากจี้หยกเพื่อฝังจุมพิตร้อนแรงด้วยไฟปรารถนาซึ่งถูกจุดจนท่วมท้นหทัยลงที่ซอกคออุ่นเนียนยิ่ง    หยางเสียขยับหนีตามสัญชาตญาณแม้ยามหลับใหลไม่ได้สติมากเท่าไรพระองค์ก็ยิ่งทรงกอดกระหวัดรัดรึงและฝังพระโอษฐ์ร้อนลงลึกที่ผิวเนื้อนวลนั่น รอยประทับนี้จะจารึกไว้ว่านางเป็นผู้หญิงของพระองค์

            ...เป็นของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว!

            หากขณะที่ไฟสิเนหาของพระองค์กำลังลุกโชนอยู่นั้นหยดน้ำอุ่นก็ไหลมาต้องพระปรางองค์ชายฝานจิ้งจึงทรงเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรยังเจ้าของร่างน้อยใต้พระวรกายหยาดน้ำใสประหนึ่งฝนแรกของวสันต์ ไหลกลิ้งลงจากหางตาของหยางเสีย

            “ข้าไม่...ไม่ใช่ ท่านแม่ทัพ ขอโทษ...ข้าขอโทษ”ริมฝีปากอิ่มเอ่ยละเมอเพ้อถ้อยคำที่ดึงพระสติให้กลับคืน วาจาคนเมานั้นโบราณว่ามักออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ ถึงตอนนี้แล้วนางก็ยังมีใจนึกถึงพระองค์...

            องค์ชายฝานจิ้งทรงขบกรามแน่นจนขึ้นสันนี่อย่างไรกัน...พระองค์กำลังกระทำสิ่งใดอยู่พอรู้ว่านางเป็นสตรีก็หมายหักหาญจะเข้าครอบครองนางโดยง่ายพระองค์ยังทรงจดจำเสียงร้องอย่างเสียขวัญของนางตอนถูกพาไปขายได้ พรหมจรรย์นั้นเป็นสิ่งซึ่งสตรีหวงแหนที่สุด

            ฝานจิ้ง...เจ้าเป็นใครกัน! หาได้เป็นคนที่นางรักและยินยอมพร้อมมอบกายใจให้ถือตัวว่าเป็นเจ้าชีวิตก็จะฉกฉวยโอกาสฝืนบังคับน้ำใจนางมันจะต่างอะไรกับเจ้าเศรษฐีวิปริตนั่นเล่า ช่วยนางไว้แล้วกลับเป็นฝ่ายกระทำย่ำยีนางเสียเอง!

            ดวงเนตรรียาวฉายความเอื้ออาทรอย่างสุดซึ้งเลื่อนขึ้นมองยังใบหน้าซึ่งงดงามที่สุดในสายพระเนตรหยางเสียเป็นสตรีที่งามพิศ ต้องมองนานๆ ถึงจะสวย ยิ่งมอง...ก็ยิ่งสวยนางคงไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีความงดงามเพียงใดอีกทั้งยังมีน้ำจิตน้ำใจต่อคนรอบข้างอย่างไม่เลือกฐานะ แม้กระทั่งกับหวังหนานบ่อยครั้งที่ทรงเห็นว่าหากมีเวลาและไม่เหลือบ่ากว่าแรงจนเกินไป นางเป็นต้องรีบกุลีกุจอเข้าช่วยทันทีไม่ถือตนว่าเป็นคนสนิทของพระองค์ ไม่เคยยกตัวข่มคนด้อยกว่าเมื่อนางดีถึงอย่างนั้นแล้ว พระองค์จะทรงทำลายนางได้อย่างไรกัน

            “ข้าสิที่ต้องขอให้เจ้าอภัยให้ข้า”

            นิ้วพระหัตถ์คลึงเช็ดหยดน้ำตาแผ่วเบาพระเนตรคมที่แฝงความหวานลึกล้ำจดจ้องใบหน้าของหยางเสียอย่างกลัวว่าถ้าคลาดสายพระเนตรจากนางแม้เสี้ยววินาทีดวงหน้านี้...ร่างกายนี้จะดับสูญสลายไปในพริบตา

                        งามพิศ...งามแท้...พี่รัก

                      งามพักตร์...งามลักษณ์...พี่หลง

                      งามจิต...งามใจ...เจ้าโฉมยง

                      หมายรักคง...มั่นไว้...เพียงนาง

            พระโอษฐ์ประทับรอยบนริมปากอิ่มของหยางเสียอีกครา

            คืนนี้ข้าไม่ได้เมาแม้เพียงนิด ทั้งหมดที่ข้าทำลงไปก็เพราะข้ารักเจ้ารอยจูบนี้จะเป็นพันธสัญญาแห่งใจข้า ข้าจะทำทุกอย่างและเฝ้ารออย่างอดทนให้มีวันนั้นวันที่หัวใจเจ้าบอกว่ารักข้าเช่นกัน...

            องค์ชายฝานจิ้งดึงพระภูษาคลุมบรรทมขึ้นคลุมร่างของหยางเสียเตาไฟแผ่ไอร้อนให้ความอบอุ่นทั่วกระโจม แต่อ้อมพาหากลับไม่คลายจากการกอดกระชับเจ้าของร่างน้อยอย่างทะนุถนอมรักใคร่พระองค์ทรงประคองศีรษะของเจ้ายอดดวงใจซบแนบพระอุระ...แนบลงที่ตรงกลางพระหทัย 

    คล้ายกับเรื่องบัลลังก์เสน่หา ที่คุณอ่าน