ผ่านมาได้หนึ่งอาทิตย์เหตุการณ์ทุกอย่างกลับมาเป็ปกติและแน่นอนว่าการทดสอบก็กลับมาจัดตามปกติเช่นกัน ส่วนแผลของฮุ่ยิก็เกือบจะหายดีแล้ว ในเวลาเช้าผู้เข้ารับการทดสอบมารวมตัวกันที่พระตำหนักฝั่งขวาเพื่อรอเข้ารับการทดสอบที่จะมาถึง ฮุ่ยิมองซ้ายมองขวาทุกคนต่างยืนสงบรอเวลาที่ฮ่องเต้จะเสด็จมีแต่เพียงฮุ่ยิที่ไม่อยู่นิ่งเพราะความตื่นเต้นและความกังวล
“ฮ่องเต้เสด็จ!”
เสียงหนึ่งในขันทีะโขึ้นทุกคนต่างพร้อมใจกันทำความเคารพ ฮุ่ยิสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะก้มทำความเคารพตาม แอบชำเลืองมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่จะไม่ชัดมากเพราะฮุ่ยิยืนอยู่ด้านหลังสุด เห็นปลายกระโปรงสีแดงตัดดำจนเดินมาเรื่อยจนชายกระโปรงนั่นหยุดอยู่ที่เก้าอี้ด้านหน้า ทุกคนเงยหน้าขึ้นฮุ่ยิได้เห็นภาพตรงหน้าอย่างชัดเจน วันนี้เฉิงหานอยู่ในชุดชุดสีดำตัดแดงมีลายัสีทองปักอยู่แม้ลวดลายบนตัวไม่มากแต่เมื่ออีกคนใส่มันกลับดูมีราคาและโอ่อ่าไม่น้อย
เมื่อขันทีได้กล่าวเปิดและอธิบายการทดสอบจนเสร็จสิ้นผู้เข้าทดสอบทุกคนได้แบ่งออกยืนที่ด้านข้างเวที การทดสอบระบำได้เริ่มต้นขึ้นกฏกติกาในครั้งนี้แตกต่างไปจากเดิม ผู้ที่ผ่านเข้ารอบจะต้องมาจากการเลือกของฮ่องเต้และผู้ชมทุกคนภายในตำหนัก ฮุ่ยิกวาดสายตาสำรวจเหมือนว่าวันนี้ฮองเฮาจะไม่ได้เข้าร่วมแต่กลับเป็ซิงเยียนที่โผล่มาที่นี่แทน
ผู้เข้าร่วมเริ่มการทดสอบไปทีละคนฮุ่ยิยืนมองเพื่อศึกษาและเอาไปปรับใช้กับตัวเอง บอกตามตรงว่าเขาเองก็เป็กังวลเหมือนกันเพราะระหว่างที่หยุดยาวหนึ่งอาทิตย์เขาไม่ได้ทำการซ้อมเลยแม้แต่น้อยเพราะาเ็ที่ขา ว่าแล้วฮุ่ยิก็ก้มดูแผลตัวเองพลางกดดูเล็กน้อยเหมือนจะปวดนิดๆแต่ก็ไม่มากจนไม่สามารถเข้ารับการทดสอบได้
ผ่านไปหลายคนจนตอนนี้ถึงคราวของซูหนิง ซูหนิงเดินขึ้นเวทีก่อนจะโค้งคำนับไปหนึ่งครั้ง ฮุ่ยิพึ่งจะสังเกตว่าวันนี้ซูหนิงอยู่ในชุดสีชมพูขาวมันดูหวานเข้ากับใบหน้าของเขาแต่ไม่เข้ากับนิสัยเสียของเขาเลย
ซูนหนิงสะบัดพัดเริ่มวาดลวดลายการร่ายรำตามเพลงที่ถูกบรรเลงโดยนักดนตรีของวังหลวง ฮุ่ยิชะเง้อดูฝีมือการร่ายรำของซูหนิงไม่ใช่เล่นๆเลย แต่ก็ไม่ได้แปลกใจเสียเท่าไหร่เพราะเขาเป็อัลฟ่า โอเมก้าที่เกิดในตระกูลดังแน่นอนว่าการร่ายรำก็ต้องถูกสั่งสอนมาอย่างดี เสียงเพลงหยุดลงเป็อันว่าการแสดงเสร็จสิ้น ทุกคนต่างปรบมือก่อนที่ซูหนิงจะโค้งคำนับอีกครั้งและกลับมายืนที่เดิม
คราวนี้ถึงตาของฮุ่ยิ เขาสูดหายใจเข้าปอดเดินตรงเพื่อขึ้นเวทีแต่เหมือนโชคจะไม่ช่วยจู่ขาเรียวเกิดดันสะดุดพื้นที่ต่างระดับหน้าทิ่มกับพื้นแต่โชคดีที่ใช้แขนยันพื้นได้ทัน เสียงเงียบทั้งห้องก่อนจะค่อยตามมาด้วยเสียงหัวเราะ
ให้ตายเถอะช่างน่าอายเสียเหลือเกิน
“เจ็บ”
ฮุ่ยิเอ่ยด้วยเสียงที่เบาหวิวก่อนจะยันตัวลุกขึ้นปัดชายกระโปรงเล็กน้อย เสียงหัวเราะยังคงไม่หยุดตามด้วยเสียงนินทาต่างๆนาๆฮุ่ยิบุ้ยปากก้มหน้าด้วยความเขินอาย เสียงทุบดังขึ้นทำให้ทุกคนต่างหันไปมองที่ต้นเสียง เป็ฮ่องเต้ที่เป็คนทำ
“ข้าไม่ได้มีเวลาว่างมานั่งฟังพวกเ้าหัวเราะกันหรอกนะ”
ทุกคนในห้องต่างพากันเงียบกริบไม่มีใครกล้าเปล่งเสียงออกมาแม้แต่น้อย ฮุ่ยิตั้งหลังตรงก่อนจะเดินขึ้นเวที สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเตรียมพร้อม
เอาล่ะฮุ่ยิสู้ตาย
ทันทีที่ทุกอย่างเงียบสนิทเสียงเพลงเริ่มบรรเลงขึ้น ฮุ่ยิเริ่มกวาดขาวาดลวดลายร่ายรำแม้เขาจะไม่ได้ซ้อมแต่อาศัยจินตนาการจากในหัวเพื่อเป็ตัวนำทางในการร่ายรำนี้ ทันทีที่ฮุ่ยิเริ่มร่ายรำสายตาของทุกคนต่างจดจ้องไปยังเวที เปลี่ยนจากเสียงนินทากลายเสียงชื่นชมใครจะคิดว่าโอเมก้าหนุ่มธรรมดากลับร่ายรำได้ดีจนน่าใ ท่าทางทุกอย่างรวมถึงชุดสีฟ้าที่ใส่เหมือนกับหงส์ฟ้าที่แหวกว่ายบนอากาศ ชายกระโปรงพริ้วไหวทุกอย่างเหมือนภาพวาดที่ค่อยๆขยับเคลื่อนอย่างช้าแต่งดงาม ไม่นานเสียงดนตรีก็หยุดลงพร้อมกับฮุ่ยิที่ค่อยชะลอร่างกายให้หยุดนิ่ง ฮุ่ยิโค้งคำนับก่อนจะตามด้วยเสียงปรับมือที่ดังไปทั่วห้องก่อนจะเดินลงเวทีไป
อ้ายฉิงแทรกตัวเข้าไปหาฮุ่ยิพร้อมกับเอ่ยชมเพื่อนไม่หยุด
“ฮุ่ยิเ้าเต้นดีมาก นี่ถ้าข้าไม่รู้ว่าเ้าาเ็อาจจะคิดว่าเ้าไปแอบซุ่มซ้อมเสียแล้ว”
“ข้าก็แค่ทำมันให้ดีที่สุดเท่านั้น ทำตามสิ่งที่คิดอยู่ในหัวแล้วปล่อยทุกอย่างให้เป็ไปตามธรรมชาติก็เท่านั้นเอง”
ผลการทดสอบได้ออกผลแล้วตามที่คาดฮุ่ยิผ่านการทดสอบ รวมทั้งอ้ายฉิงและซูหนิงด้วย แต่ก็ไม่นึกคิดว่าตัวเองจะได้เป็ลำดับต้นๆของการทดสอบอีกด้วย แต่ถึงกระนั้นคนที่ตกรอบก็เยอะเสียเหมือนกันเรียกได้ว่าเหลือผู้เข้าร่วมเพียงสิบกว่าชีวิตเสียด้วยซ้ำ
ตอนนี้เวลาเย็นหลังจากทานอาหารเสร็จสรรพฮุ่ยิเดินตรงไปยังโรงอาบน้ำใช้แน่นอนว่ามาถึงผู้เข้าร่วมหลายคนต่างทักเขากันให้แน่น แต่ที่น่าแปลกก็คงจะเป็ฉายาใหม่ที่ถูกตั้งขึ้นมาว่า ‘หงส์ฟ้า’ เอาจริงๆพอฟังแล้วมันก็จั๊กจี้ใจแบบแปลกๆแต่ก็ดีกว่าที่จะมาปองร้ายกันเสีย หลังจากอาบน้ำเสร็จฮุ่ยิเดินออกจากโรงอาบน้ำตรงไปยังที่พักระหว่างทางพลางมองดูฟ้าเหมือนวันนี้จะเห็นดาวด้วย
“วันนี้ดาวสวยนะ”
ฮุ่ยิหันมองตามเสียงเป็ฟางเหนียงที่มาหยุดยืนข้างๆ
“ยินดีที่ได้พบฝ่าา ข้าเสียมากเลยที่วันนี้ท่านไม่ได้มา”ฟางเหนียงยกยิ้มเล็กน้อยก
“ข้าติดประชุมกับขุนนางจากเมืองเห่อถังน่ะ เลยไม่ได้ไป”
สายลมเอื่อยพัดให้ความเย็นฟางเหนียงเอ่ยชวนฮุ่ยิให้ไปชมดาวด้วยกัน ที่ศาลาหนึ่งทางฝั่งเหนือของที่พักรอบๆมีสวนหย่อมและบ่อน้ำๆเล็กประดับ จะว่าไปั้แ่เขามาอยู่ที่นี่ที่ตรงนี้เขาไม่เคยมาเลยเสียด้วยซ้ำ มันทั้งสวยกว่าและสงบกว่า
“คืนอากาศเย็นนะ ดูท่าจะเข้าหน้าหนาวแล้ว”
“นั่นสิพ่ะย่ะค่ะ ดีนะที่พ่อข้าส่งผ้าคลุมมาให้เลยได้ใช้”
“ข้าได้ยินนะวันนี้ ว่าเ้าร่ายรำได้งดงามมาก”
ฮุ่ยิได้ยินถึงกับเขินขึ้นมาทันทียกมือเกาแก้มแก้เขินพลางเงยหน้ามองฟ้าเพื่อกลบเกลื่อน
“ข้ามิได้ร่ายรำงดงามขนาดนั้นหรอก ข้าก็แค่ทำให้ดีที่สุดก็เท่านั้น”
“งั้นรึ ข้ารู้สึกเสียดายมากที่มิได้ไปเชยชม เพราะเห็นเหล่าขันทีถึงกับเอ่ยปากว่าเ้าเหมือนกับหงสืฟ้าเลย”
พอได้ยินฉายานี่ฮุ่ยิถึงกับเขินจนไปไม่เป็ ฉายานี่อีกแล้วหรอ ั้แ่จบการทดสอบก็มีแต่คนเรียกเขาด้วยชื่อนี้กันทั้งนั้น
“ข้าไม่เข้าใจเสียจริงว่าทำไมถึงเรียกข้าด้วยชื่อนี้กันนะ”
“อาจจะเป็เพราะการร่ายรำของเ้ามันเหมือนกับหงส์ก็เป็ได้”
“ฮ่าๆๆ ข้าว่าน่าจะเป็เพราะชุดข้ามากกว่า”
“อย่างนั้นรึ”
ฟางเหนียงและฮุ่ยิพูดคุยสนทนากันอยู่ครู่นานจนรู้ตัวอีกทีก็ล่วงเลยมากว่าชั่วโมง ฟางเหนียงเอ่ยลาก่อนจะแยกตัวเพื่อกลับพระตำหนัก ฮุ่ยิมองฟ้านี่ก็ดึกแล้วเขาก็ควรจะกลับเข้าที่พักเพื่อพักผ่อนเหมือนกัน เดินกลับแยกไปทางที่พักสายตาเหลือบเห็นใครบางคนที่อยู่พิงอยู่ที่เสาตรงทางเดิน
“เ้าคุยกันช้านะ”
“ฮ่องเต้ ท่านมาทำอะไรที่ตรงนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ที่นี่คือวังของข้า ข้าจะเดินไปที่แห่งใดก็ได้มิใช่รึ”
“เอ่อ พ่ะย่ะค่ะ”
ฮุ่ยิตอบไปด้วยความงงไม่รู้ว่าฮ่องเต้กำลังหงุดหงิดหรือกำลังเล่นตลกฮุ่ยิตามไม่ทันเอาเสียเลย
“งั้นข้าขอตัวกลับที่พักก่อน…”
ฮุ่ยิเดินเลี่ยงเพื่อจะกลับที่พักแต่เฉิงหานชิงโอบเอวอีกคนได้ทัน ฮุ่ยิแน่นิ่งไปครู่ก่อนจะเงยหน้ามองอีกคนปริบตามมองพลางเป็เชิงถาม
“ข้าอยากคุยกับเ้า”
“ท่านมีอะไรกับข้าหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“วันก่อนเ้ายังเรียกข้าว่าเฉิงหานใยวันนี้ถึงเรียกห่างเหินกันล่ะ”
ได้ยินเช่นนั้นฮุ่ยิถึงกับชะงัก ในวันนั้นเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพูดมันออกไป ฮุ่ยิเม้มปากพลางเบนสายตามองไปทางอื่น เพียงเสี้ยววิอีกคนขยับเข้าใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจรดอยู่บนหัว
“ข้าอยากคุยกับเ้าเหมือนที่เ้าคุยฟางเหนียงบ้าง แต่ข้ารอเ้าเสียนานจนถึงเวลาที่เ้าจะต้องเข้านอนเสีย คงไม่มีโอกาสได้คุย”
พอได้ยินคำตอบฮุ่ยิถึงกับเงยหน้าคิ้วขมวดมองอีกคนด้วยสีหน้าที่ใ หมายความว่าตอนที่เขาคุยกับฟางเหนียงเฉิงหานก็ยืนรอเขาเป็ชั่วโมงเลยรึ
“ข้าขอโทษ ข้าเห็นเพียงว่าฮองเฮาไม่ได้มาดูข้าวันนี้เลยชวนคุยเพลิน”
เฉิงหานวางมือบนกลุ่มผมพลางยีมันเบาๆ
“ข้าไม่โกรธ เป็ข้าที่ผิดเองที่ไม่บอกเ้า ช่างเถอะ เ้าไปนอนเสียนี่มันก็ดึกมากแล้ว”
เฉิงหานเอ่ยเสร็จก็ละตัวออกไปทันที ฮุ่ยิหันไปเอ่ยบอกกับอีกคนเฉิงหานหยุดยืนฟังโดยที่ไม่ได้หันหน้ามา
“เฉิงหาน ราตรีสวัสดิ์”
“หึ ราตรีสวัสดิ์เช่นกัน หงส์ฟ้า”
เฉิงหานเดินละออกไปในจนออกนอกสายตาของฮุ่ยิ จนมาถึงพระตำหนักซิงเยียนมองสหายที่พึ่งกลับเข้ามาแอบเห็นว่าอีกคนยกยิ้มอย่างมีความสุข แม้จะสงสัยภายในใจแต่ก็พอจะรู้ว่าเพราะเหตุใดถึงสหายคนนี้ถึงได้ยิ้มแป้นแล้นได้ขนาดนี้ ไหวไหล่พลางส่ายหัวเล็กน้อย
“หึ คนอะไรปากแข็งเสียจริง”