เมื่อเหิงเยว่ได้ยินเช่นนั้น ความสงสัยทั้งหลายก็เริ่มผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อนสตรีท่านนี้ที่อยู่ตรงหน้า แท้จริงแล้วนางเป็ใครกันแน่ ครั้งก่อนนางก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่จิวซื่อที่มีฉายาว่า ผู้สรรสร้างโอสถแห่ง์
ถึงนางจะเป็คนดังแต่ก็ยากที่จะได้เห็นใบหน้าคร่าตาเหตุเพราะทางสมาคมปรุงยาปิดบังมันเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกลอบทำร้ายหรือชิงตัวไปดังนั้นคนที่จะรู้จักใบหน้าของนางนั้นมีเพียงหมอยาระดับเชี่ยวชาญเท่านั้น
แม้นางจะปฏิเสธเหิงเยว่ที่ได้เห็นฝีมือการปรุงโอสถและฤทธิ์โอสถที่เขาได้ใช้มันบ่มเพาะเมื่อไม่นานนี้มันทำให้ค่อนข้างมันใจได้เลยว่านางมีความสามารถในด้านปรุงยาสูงมากเป็แน่
“พวกเรารู้จักกันงั้นหรือ”เขาถามมันออกไปเพราะความสงสัยที่มากเกินกว่าจะเก็บเอาไว้
“แล้วผลการวัดพลังปราณของเ้าเป็อย่างไรล่ะ”สตรีตรงหน้าเปลี่ยนเื่ในทันควัน โดยนางยังคงทิ้งความสงสัยนี้เอาไว้ให้คาใจ
เหิงเยว่ที่กำดวงจิตอสูรอยู่นานก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองกำลังจะวัดพลังปราณ เขาจึงโคจรพลังปราณและถ่ายมันลงไปในดวงจิตอสูรจนเกิดละอองสีน้ำตาลอ่อนที่มีความหนาแน่นสูงมาก
ความหนาแน่นที่เกิดขึ้นภายในดวงจิตอสูรหลังถูกถ่ายถอดพลังปราณเข้าไปสามารถแบ่งได้ห้าระดับตามความหนาแน่น ยิ่งมีความหนาแน่นของละอองปราณมากพลังปราณของมันผู้นั้นยิ่งมีระดับสูงขึ้นตาม
ซึ่งมันก็เป็ไปตามที่เหิงเยว่คาดเอาไว้หลังจากบ่มเพาะพลังปราณเสร็จเขาััได้ถึงพลังปราณที่ไหลเวียนในร่างนั้นมีมากขึ้น
“ก่อกำเนิดผืนปฐี ระดับหนึ่ง”มันเป็ไปตามที่สตรีตรงหน้าพูดเอาไว้ในตอนแรกไม่มีผิด ที่นางเดาเอาไว้ว่าเขาจะอยู่ในระดับหนึ่งถึงแม้มันจะเป็เื่เหลือเชื่อก็ตามแต่
“งั้นเ้าคงจะต้องใช้สิ่งนี้แล้วสินะ” ครั้งนี้แปลกไปจากการส่งของให้ในครั้งก่อนๆ เพราะปกตินางจะโยนสิ่งของที่้าให้แทนการยื่นเสมอ สำหรับครานี้นางยื่นดวงจิตอสูรสีน้ำตาลอ่อนมาให้
มันแตกต่างกับดวงจิตอสูรที่ใช้วัดระดับพลังปราณทั้งขนาดรูปทรงและสีของมัน
“ไม่คิดว่าท่านจะมีเตรียมเอาไว้แบบนี้”เหิงเยว่รับมันมาด้วยความแปลกใจที่เต็มเปี่ยม
“มันก็แค่ของเหลือใช้ อย่าได้คิดมากเลย”
“หากเป็เช่นนั้นข้าขอใช้มันเลยก็แล้วกัน”
ดวงจิตอสูรสีน้ำตาลอ่อนที่จิวซื่อยื่นมาให้นั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างว่าดวงจิตอสูรทะลวงระดับขั้น สาเหตุที่ต้องใช้มันนั้นก็เพราะผู้ฝึกยุทธทุกคนเมื่อบ่มเพาะพลังปราณมาจนถึงระดับหนึ่งจะยังไม่สามารถทะลวงระดับไปยังขั้นถัดไปได้ในทันที