เมื่อลั่วอู่หลินออกจากหอการค้าไป ชายหญิงรวมสิบคนก็ปรากฏตัวขึ้นด้านในห้องต้อนรับนั้นและคุกเข่าลงหนึ่งข้างให้กับหญิงงามผู้เป็นาย อีกทั้งด้านหลังของนางยังมีชายชราหนึ่งคนแผ่กลิ่นอายทรงพลังเหนือกว่าแรงกดดันของลั่วอู่หลินราวฟ้ากับเหว
"ท่านพ่อบ้านฮั่วิ ท่านว่าชายคนนี้เป็อย่างไร"นางกล่าวถามชายชราด้านหลังพลันเอ่ยปากตอบในทันที
"ซ่อนไว้ลึกมาก การที่จักรพรรดิขั้นหนึ่งจะต้านทานแรงกดดันพลังระดับจักรพรรดิขั้นห้าได้นั้นก็ถือว่าน่ากลัวอยู่แล้ว แต่ที่ทำให้ข้าตกตะลึงคือแววตาที่เป็ประกายสีม่วงของเขา จากที่ข้าสังเกตุในระหว่างที่พวกท่านคุยกันข้าเผลอไปสบตาคู่นั้นเข้าผลปรากฏว่าตกอยู่ในภาพมายาเพียงเสี้ยวพริบตา นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาตรวจจับทุกคนในห้องนี้ได้ทั้งหมดแต่ยังคงวางท่านิ่งเฉยราวกับไม่รู้เื่ไม่รู้ราว"พ่อบ้านฮั่งิกล่าว
"หุหุ แม้แต่ระดับท่านพ่อบ้านยังโดนดวงตานั้นทำให้ตกอยู่ในภาพลวงตา ช่างเป็คนที่มีปริศนารอบด้านเสียจริง หลายร้อยปีแล้วที่ไม่มีใครปฏิเสธข้าเช่นนี้ คนอย่างฮั่วฟางหรงไม่ยอมให้ใครปฏิเสธได้ง่ายๆ พ่อบ้านฮั่วิเอาเปลวเพลิงนี้ไปเป็รางวัลในการแข่งขันปรุงโอสถของนักปรุงโอสถฝึกหัดในตระกูล ส่วนสมุนไพรก็เอาไปเป็รางวัลให้กับรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นก็แล้วกัน ข้าจะขออยู่ประจำการที่นี่สักพัก"ฮั่วฟางหรงกล่าว
"เอ่อ......จะดีหรือขอรับคุณหนู หากเป็เช่นนี้เกรงว่านายท่านอาจจะ......."ฮั่วิมีท่าทีลังเล แต่กลับถูกตอบกลับด้วยแววตาอันคมกล้าของหญิงงามทำให้เขาไม่กล้าตั้งคำถามอีกต่อไป
ตัดกลับมาทางลั่วอู่หลินเมื่อกลับมายังตำหนักของตนเองเขาก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะชายหนุ่มรู้ถึงการมีอยู่ของระดับที่เหนือกว่าจักรพรรดิด้านในขุมกำลังนั้น บอกตามตรงหากว่าคนๆนั้นลงมือกับเขาตัวชายหนุ่มไม่มีทางหนีรอดได้อย่างแน่นอนหรือแม้แต่ท่านตาของเขาก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้
"ให้ตายเถอะ หอประมูลนี้มาจากไหนกันทำไมถึงได้มีตัวตนที่ทรงพลังขนาดนั้นอยู่ด้วย"ลั่วอู่หลินบ่นอุบอิบด้วยในใจเต็มไปด้วยความสงสัย
"หุหุ สำหรับเื่นี้ข้าเองก็พอมีข้อมูลอยู่บ้างจะฟังหรือไม่"ไฉ่เยว่เอ๋อร์ออกมาแล้วกล่าวถามแกมหยอกเย้า
"ว่ามาเลยพี่สาว"
"จากที่ข้าสังเกตุการณ์จากในตัวเ้า ชายที่อยู่ด้านหลังน่าจะอยู่ระดับเซียนนั่นหมายความว่าเ้าตัดพิภพระดับกลางและระดับสูงไปได้เลย ก็จะเหลือแค่แดนเซียนและแดน์เท่านั้น แต่ข้าค่อนข้างมั่นใจว่าเป็แดนเซียน"
"หืม เพราะเหตุใด??"
"ที่แดน์ คนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นั่นมักจะเป็ลูกหลานของเทพและนั่นหมายความว่าพวกเขาจะมีดวงจิตศาสตราเทวะหรือไม่ก็ดวงจิตอสูรเทวะประจำกายและประจำตระกูล แต่การปะทะของเ้ากับนางในตอนเจอครั้งแรกนั้นลมปราณของนางไม่มีการคงอยู่ของทั้งสองอย่างนี้อยู่เลย นั่นหมายความว่านางไม่ใช่ลูกหลานของเทพ"ไฉ่เยว่เอ๋อร์กล่าวอธิบาย
"เป็เช่นนี้นี่เอง ขอบคุณพี่สาวที่ไขความกระจ่าง"ลั่วอู่หลินกล่าว เมื่อเข้าใจทุกอย่างจนถ่องแท้ลั่วอู่หลินได้เริ่มดำเนินการต่อไปในทันที เขานำเงินที่ได้ทั้งหมดไปเก็บไว้ด้านในหอคอยมหาสมบัติก่อนที่จะเดินออกไปเพื่อที่จะไปหาท่านยาย
เมื่อชายหนุ่มเดินไปถึงยังตำหนักของสิ่งที่เห็นคือลู่ฟางหนิงที่กำลังระบำพัดอย่างงดงามให้กับท่านยายของตนและลู่ฟางเยว่ผู้เป็น้องสาวได้รับชม ชายหนุ่มเดินเข้าไปก่อนที่จะนั่งลงข้างกายผู้เป็ยาย
"เยว่เอ๋อ ว่าที่สามีของเ้ามาแล้วไปยกชาที่เ้าคิดค้นให้เขาหน่อยเป็อย่างไร"ลู่ฟางเยว่่ที่ได้ยินองค์ราชินีผู้เป็ท่านยายสามีกล่าวเช่นนั้นนางก็ค่อยๆลุกขึ้นโค้งตัวลงอย่างนอบน้อมเเละเดินออกไปด้านในของตำหนักเพื่อเตรียมชาสมุนไพรให้ลั่วอู่หลินในทันที
"เป็อย่างไรบ้างการเจรจาราบลื่นดีหรือไม่"เมื่อลู่ฟางเยว่ไปแล้วหลินอี้เฟยอดไม่ได้ที่จะไถ่ถามหลานชาย ซึ่งลั่วอู่หลินก็เล่าให้ท่านยายของเขาฟังอย่างละเอียดในทันทีโดยไม่ปิดบังใดๆ
"เป็เช่นนี้นี่เอง พวกเขาหมายตาอยากให้หลานเข้าขุมกำลังของเขาสินะ เื่นี้ก็พอเข้าใจได้ ว่าแต่หลานเถอะไม่สนใจคำขอของพวกเขาจริงๆงั้นหรือ"
ลั่วอู่หลินยกยิ้มบางพร้อมส่ายหัว "หากหลานจะออกไปข้าขอไปอย่างอิสระจะดีกว่า การอยู่ภายใต้คนอื่นไม่ใช่สิ่งที่หลานปรารถนาแม้แต่น้อย"
เมื่อจบสนทนามันก็เป็เวลาเดียวกับที่ระบำพัดของลู่ฟางหนิงจบลงพอดี ส่วนลู่ฟางเยว่เองก็เดินออกมาพร้อมกับกาน้ำชากาหนึ่งก่อนที่นางจะรินให้ว่าที่สามีของนาง
"หอมมาก ท่านคิดค้นขึ้นเองหรือ"ชายหนุ่มหันไปถาม ลู่ฟางเยว่ก็พลันพยักหน้าก่อนจะกล่าวตอบ "กะ ก็ ท่านชอบบ่นเวลาพวกข้าเอาสมุนไพรไปให้ท่านกินนี่ ข้าก็เลยนึกว่ามันไม่ถูกปาก วันนี้ว่างๆก็เลยลองคิดค้นดู"
"ฮึฮึ ไม่คิดว่าท่านเองก็จะมีอารมณ์นี้เหมือนกัน ข้าชอบมากๆเลยละ ต่อไปคงต้องรบกวนท่านแล้วภรรยาสุดที่รักของข้า"ลู่ฟางเยว่หน้าแดงระเรื้อวิ่งไปหลบหลังพี่สาว ตัวนางไม่เก่งในการแสดงออกเช่นนี้เท่าไรนักจึงไม่แปลกที่จะเขินอาย ภาพนี้ทำให้หลินอี้เฟยรวมไปถึงลู่ฟางหนิงพี่สาวของนางหัวเราะอย่างขบขันยกใหญ่ ก่อนที่พวกนางจะนั่งพูดคุยกันอย่างเป็กันเองราวกับสามีภรรยาที่กำลังนั่งพูดคุยกับญาติผู้ใหญ่ก็ไม่ปาน
นับจากวันนั้นเป็ต้นมาลั่วอู่หลินใช้เวลาทั้งหมดในการจัดการเื่ต่างๆให้เรียบร้อยและอยู่แต่ในวังเพื่อเตรียมการสำหรับงานแต่งเท่านั้นไม่ได้ออกไปไหนแม้แต่น้อย
หลังจากที่เฝ้ารอมานานวันแต่งงานที่เฝ้ารอก็มาถึง ทั่งทั้งอาณาจักรถูกประดับไปด้วยโคมไฟสีแดงด้านในเมืองมีเทศกาลสังสรรค์กันไม่ขาดสาย
ส่วนในวังตอนนี้ลั่วอู่หลินสวมชุดมงคลสีแดงลายัสีทองหล่อเหลาและสูงส่งเอาเสียมากๆนั่งอยู่ด้านข้างบัลลังก์ ส่วนว่าที่ภรรยาทั้งสองนั้นก็อยู่ในชุดสีแดงเช่นเดียวกันแต่กลับประดับลวดลายของหงษ์เดินมาแต่ไกล
ท่ามกลางประจักษ์พยานมากมาย ไม่ว่าจะเป็องค์จักรพรรดิ องค์ราชีนี เหล่าเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง และรวมไปถึงองค์รัชทายาทจากดินแดนต่างๆที่มาร่วมแสดงความยินดี ลั่วอู่หลินลุกขึ้นและเดินไปรับเ้าสาวทั้งสองด้วยใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มอย่างเบิกบานใจก่อนจะพาพวกนางเดินมาหยุดตรงหน้าขององค์จักรพรรดิและองค์ราชินีที่ตอนนี้ก็รู้สึกปลื่มปิติไม่แพ้กัน
เมื่อพิธีการได้เริ่มขึ้นทั้งสามคำนับฟ้าดิน คำนับญาติผู้ใหญ่ และคำนับซึ่งกันและกัน สุดท้ายคือการให้พรขององค์จักรพรรดิและองค์ราชินี ซึ่งทุกๆอย่างเป็ไปได้อย่างราบรื่นไม่มีติดขัด
เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการ ทั้งลั่วอู่หลินและหญิงงามทั้งสองนางก็ถูกส่งตัวเข้าห้องหอในทันทีโดยไม่รอช้า ในเจ็ดวันนับจากนี้พวกเขาจะไม่ได้รับอนุญาติให้ออกจากตำหนักที่เป็ดังห้องหอโดยเด็ดขาด
หนึ่งชายสองหญิงงามในชุดแต่งงานสีแดงตอนนี้กำลังอยู่ร่วมห้องกันอย่างเขินอาย แม้พวกเขาจะอยู่ด้วยกันมานานนับปี แต่ในเวลานับจากนี้เป็ต้นไปเท่านั้นถึงจะถือว่าคือสามีภรรยากันอย่างแท้จริง
ชายหนุ่มรวบรวมความกล้าและเดินไปเปิดหน้าภรรยาทั้งสองของเขาช้าๆ ทำให้เห็นใบหน้าที่งดงามยิ่งกว่าครั้งไหนๆของสองสาวงามผู้เป็ภรรยา ดังคำโบราณที่ว่า 'หญิงสาวมักจะงดงามที่สุดในวันแต่งงาน' ในวันนี้ชายหนุ่มได้ประจักษ์แก่สายตาแล้วว่าเป็เื่จริง
"ที่รักวันนี้พวกนางงดงามยิ่งนัก"ทั้งลู่ฟางหนิงและลู่ฟางเยว่ที่ยินก็ก็พลันหน้าแดงระเรื้อและก้มหน้าก้มตาด้วยความเขินอาย ลั่วอู่หลินเมื่อเห็นอาการของพวกนางก็อดยิ้มไม่ได้ เขาค่อยๆจับมือพวกนางขึ้นมาและสวมกำไลหยกน้ำแข็งลายเกล็ดหิมะที่เขาสร้างขึ้นเองให้กับพวกนางเป็ที่ระลึกในวันแต่งงาน
อีกทั้งกำไลนี้ไฉ่เยว่เอ๋อร์ยังช่วยเขาใส่ลมปราณและสลักกลไกเอาไว้ด้านใน หากพวกนางมีอันตรายถึงชีวิตขอแค่ถ่ายลมปราณใส่ไปด้านใน กำไลนี้จะสร้างม่านพลังป้องกันที่สามารถป้องกันการโจมตีระดับจักรพรรดิได้ทั้งหมดสามครั้งด้วยกัน
"กำไลนี้เป็ที่ระลึกสำหรับงานแต่งงานของเรา อีกทั้งมันยังเป็อัปกรณ์ป้องกันชั้นดีเลยทีเดียว แค่พวกท่านใส่ลมปราณเข้าไปมันก็จะป้องกันพลังโจมตีระดับจักรพรรดิให้ท่านได้ถึงสามครั้ง"ลั่วอู่หลินกล่าวอธิบาย เมื่อพวกนางได้ยินก็รู้สึกทราบซึ้งใจเป็อย่างมากและไม่มีข้อสงสัยใดๆกับสามีของพวกนางว่ามีมันได้อย่างไร แค่เป็ของขวัญที่ชายหนุ่มอันเป็ที่รักให้พวกนางก็พร้อมจะเก็บรักษามันเอาไว้เป็อย่างดี
"ขอบคุณเ้าค่ะสามี พวกข้านี่แย่จริงๆที่ไม่มีของที่ระลึกอะไรให้ท่านเลย"ลู่ฟางหนิงกล่าวและก้มลงมองกำไลหยกในข้อมือของตนเอง ทางด้านลู่ฟางเยว่ก็มีอาการเช่นกัน
"ไม่เห็นเป็อะไร สำหรับข้าแล้วพวกท่านเป็ของขวัญที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ดังนั้นพวกท่านไม่ต้องรู้สึกผิดที่ไม่มีอะไรให้ข้า"ลั่วอู่หลินเอ๋ยปาก เขาค่อยๆเคลื่อนกายไปไกล้ภรรยาทั้งสองของเขาช้าๆก่อนที่จะค่อยๆก้มลงบรรจงจูบพวกนางอย่างรักไคร่ รสจูบของลู่ฟางหนิงให้ความรู้สึกละมุนอ่อนโยน ผิดกับลู่ฟางเยว่ที่รสจูบของนางนั้นให้ความรู้สึกที่ดูร้อนแรงอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากจนเกินไป ด้วยพวกนางทั้งสองไม่เคยทำอะไรเช่นนี้มาก่อน ลั่วอู่หลินที่ศึกษาเื่นี้มาเป็อย่างดีจึงเป็คนชักนำอีกทั้งเขายังกระทำมันอย่างชำนาญเอามากๆ
ระหว่างที่จุมพิตภรรยาสาวอย่างเร้าร้อนมือของชายหนุ่มก็เอื้อมไปปลดอาภรณ์ของหงษ์สาวทั้งสองจนหมดสิ้น ทำให้ผิวพรรณที่ขาวราวหิมะปรากฏแก่สายตา เรือนร่างทรวดทรงที่ถูกเสื้อผ้าอาภรณ์ปิดบังไว้บัดนี้ได้ถูกเปิดเผยต่อหน้าชายผู้เป็สามีจนหมดสิ้น
"คนชั่วร้าย ท่านถึงกับชำนาญการเื่หน้าอายเช่นนี้"ลู่ฟางเยว่เอามือปกปิดทรวงอกอันใหญ่โตของตนเองพร้อมกล่าวอย่างเขินอาย
"นั่นเพราะหากข้าหมั่นศึกษาเพื่อวันนี้อย่างไรละ ภรรยาตัวน้อย"
"สะ สามี อ่อนโยนกับข้าและน้องสาวด้วยนะเ้าคะ"เป็ลู่ฟางหนิงที่กล่าวขึ้นมาอีกคน ลั่วอู่หลินที่ได้เห็นความงามของนางในสภาพไร้อาภรณ์ก็ถึงกับกลืนน้ำลาย ต้องบอกก่อนว่าในบรรดาพี่น้องลู่ฟางหนิงนับว่างดงามที่สุดเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะหน้าตาหรือทรวดทรงหญิงสาวคนนี้ล้วนเป็เลิศ
ความงามของนางนั้นเสมือนความงามของผู้ใหญ่ซึ่งผิดจากลู่ฟางเยว่ผู้เป็น้องสาวที่งดงามเสมือนสตรีแรกรุ่น
"อย่าได้กังวล ข้าจะอ่อนโยนกับพวกท่าน"ลั่วอู่หลินกล่าว ตัวเขาเองก็ปลดเปลื้องอาภรณ์เช่นเดียวกัน ทำให้เห็นความสมบูรณ์แบบในเรื่อนร่างสมชายชาตรีที่เรียกได้ว่าไร้ที่ติอย่างแท้จริง
หนึ่งชายสองหญิงเมื่อปลดเปลื้องอาภรณ์จนหมดสิ้นก็ได้เข้าสู่ห่วงแห่งความรักที่เจือไปด้วยกลิ่นอายแห่งราคะ ในยามนี้มิอาจที่จะมีผู้ใดหยุดยั้งความ้าและความกระหายไคร่ของพวกเขาได้อีกต่อไป
เสียงครวญครางของชายหญิงดังขึ้นมาด้วยความสุขและความพึงพอใจ หากมิใช่ว่าตำหนักแต่ละตำหนักอยู่ห่างไกลกันมีหวังคนที่อยู่รอบข้างจะได้กระอักเืตายด้วยความอิจฉาเป็แน่แท้