ตอนที่25 เห็นผลของยา
ทุกคนหันไปมองก็เห็นว่าในมือของฉินเริ่นถือซาซิมิปลาดิบเอาไว้เขายืนอยู่ตรงนั้นด้วยความงุนงงจากนั้นทุกคนก็หันไปมองหนูน้อยที่ใจนเนื้อตัวสั่นเทาทันใดนั้นพวกเขาก็เข้าใจทันที
ย่าฉินรีบเดินเข้าไปเอาจานปลาดิบในมือของเขาวางลงด้านข้างตรงบริเวณที่หนูน้อยมองไม่เห็นแล้วถามเขาว่า “อาเริ่น หลานยกมันมาทำไม”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของโจวโจวฉินเริ่นไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น เขาจึงอธิบายว่า “อาสามเพิ่งให้คนส่งมาบอกว่าอาสะใภ้ชอบกิน ให้ผมนำไปให้เธอ”
จริงด้วยสะใภ้สามพักอยู่ห้องที่อยู่ถัดจากห้องหนังสือจริงด้วย ถ้าจะไปที่นั่นจะต้องเดินผ่านตรงนี้จริงๆ
จะว่าไปมันก็บังเอิญเหมือนกันโจวโจวเดินออกไปพอดี ตอนแรกหนูน้อยเริ่มไม่กลัวแล้วแต่ไม่ทันไรก็กลับมากลัวอีกครั้ง
ย่าฉินถอนหายใจหญิงชราอดที่จะหันไปมองค้อนฉินเลี่ยไม่ได้หากไม่ใช่เพราะเขาที่เป็พ่อที่ไม่ได้เื่ โจวโจวจะมากลัวซาซิมิปลาดิบหนึ่งจานจนกลายเป็แบบนี้ไหม
พอนึกถึงเื่นี้ทีไรเธอก็ยิ่งปวดหัว เธอจึงเดินเข้าไปอุ้มโจวโจวขึ้นมา เมื่อรู้สึกได้ว่าร่างเล็ก ๆของหนูน้อยกำลังสั่นเทาอยู่นั้น หญิงชราก็รู้สึกสงสารหนูน้อยขึ้นมาจับใจ
เธอลูบหัวของหนูน้อยอย่างแ่เบาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “โจวโจวไม่ต้องกลัวนะ นั่นมันคือเนื้อปลาเราสามารถกินได้ ตอนที่อยู่บนโต๊ะอาหาร หนูก็เห็นนี่นา หนูจำไม่ได้แล้วหรือ ?”
ได้ยินแบบนั้นโจวโจวถึงได้ชะโงกหัวออกมาแล้วพูดอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ว่า “จริงหรือคะ ? ไม่ใช่เนื้อคนจริง ๆ ใช่ไหม ? ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ฉินเริ่นที่อยู่หน้าประตูพลันขมวดคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยเด็กน้อยคนนี้ไปเอาความคิดแปลก ๆ มาจากไหนเยอะแยะ ถึงได้คิดว่าเขาถือเนื้อคนมา ?
เขาไม่ใช่คนโรคจิตเสียหน่อย
“ไม่ใช่จริงๆ จ้ะ” ย่าฉินมองเธอด้วยความขบขัน เธออุ้มหนูน้อยเดินไปที่ประตู แล้วยกจานปลาดิบขึ้นมา“ลองดูสิว่ามันใช่เนื้อปลาจริงไหม ? ”
เมื่อเห็นเนื้อที่ถูกแล่วางเรียงรายอย่างปราณีตบนจานโจวโจวยังคงหลบอยู่ในอ้อมกอดของย่าฉินอยู่ครู่หนึ่งถึงได้ค่อย ๆ ชะโงกหน้าออกมาดมสีหน้าของหนูน้อยผ่อนคลายลง มุมปากของหนูน้อยโค้งขึ้น “เป็เนื้อปลาจริง ๆ ”
แม้ว่าเธอจะไม่เคยกินเนื้อปลาแต่กลิ่นของมันคือปลาไม่ผิดแน่
เมื่อครู่นี้เธอแค่เห็นแวบๆ ก็กลัวแล้ว ยังไม่ทันได้มองให้ชัดเจนเลย
“ใช่ไหมล่ะพี่ใหญ่ของหนูจะเอาเนืุ้์มาใส่จานได้ยังไง ถ้าเขากล้าทำแบบนั้นจริง ไม่ต้องรอให้ถึงมือหนูหรอกย่าจะเป็คนแจ้งตำรวจมาจับเขาเอง”
เมื่อได้ยินประโยคนี้โจวโจวก็ตระหนักได้ว่าตนเองเป็กระต่ายตื่นตูมเกินไปหนูน้อยซุกหน้ากับอ้อมกอดของย่าฉินด้วยความอาย
ย่าฉินลูบหัวหนูน้อยด้วยความรักจากนั้นก็หันไปมองหลานชายคนโต เธอเกิดความคิดอยากให้ทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นจึงพูดขึ้นว่า “ในเมื่อโจวโจวเข้าใจพี่ใหญ่ผิด งั้นเราควรทำอย่างไรดี ? ”
โจวโจวชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นจึงพูดเสียงเบาว่า “ขอโทษ”
“ใช่ไหมล่ะจ๊ะงั้นโจวโจวมาบอกขอโทษกับพี่ใหญ่เถอะ”
ได้ยินแบบนั้นโจวโจวลังเลไปเล็กน้อย สุดท้ายหนูน้อยก็ดิ้นเบา ๆ เพื่อบอกให้ย่าฉินวางเธอลงบนพื้นหนูน้อยเงยหน้ามองฉินเริ่นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เวลาเห็นเขาเธอยังรู้สึกกลัวอยู่เล็กน้อย
แต่เมื่อคิดได้ว่าย่าอยู่ข้างๆ ทั้งยังคอยเอาใจช่วยหนูน้อยอยู่ เธอจึงเข้าไปจับชายเสื้อเขาแกว่งเบา ๆแล้วยิ้มให้เขาอย่างเป็เด็กดี “พี่ใหญ่ หนูขอโทษ หนูเข้าใจผิดเองพี่ใหญ่ให้อภัยหนูได้ไหม ? ”
“อืมได้สิ” ฉินเริ่นเหลือบมองเธอ แม้เขาจะไม่รู้ว่าหนูน้อยไปเข้าใจผิดเขาได้อย่างไรแต่เขาก็ไม่ได้ทำให้เธอลำบากใจ
เมื่อเห็นว่าเขาพูดง่ายแบบนี้โจวโจวรู้สึกเกินความคาดหมายเล็กน้อย หนูน้อยทำตาโตขึ้นโดยไม่รู้ตัว
หัวกลมๆ โล้น ๆ นั้น……
พวงแก้มนุ่มฟูนั้น……
ฉินเริ่นอยากลูบหัวหนูน้อยจึงยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัวแต่ใครจะไปคิดว่าโจวโจวจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ทันควันหนูน้อยรีบเอามือกอดหัวแล้ววิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังย่าฉิน
เธอยังคงกลัวเขา…..
ฉินเริ่นถอนหายใจออกมาเขามองไปยังเธอด้วยความสงสัย
เมื่อเห็นดังนั้นย่าฉินเข้าใจดีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ อีกทั้งเธอก็ไม่อยากเอาเื่ไร้สาระที่ลูกชายคนเล็กทำมาพูดต่อหน้าหลานเธอจึงกระแอมเสียงเบาแล้วพูดว่า “หลานจะเอาซาซิมิไปให้อาสะใภ้สามไม่ใช่หรือ ? รีบไปสิ”
“อืม”ฉินเริ่นพยักหน้า เขาหันไปทักทายฉินเลี่ยและปู่ฉิน ถึงได้เดินออกไป
หลังจากเดินไปได้สองก้าวเขาก็เห็นว่าเ้าตัวเล็กที่อยู่ข้างขาของย่าฉินรู้จักเดินวนรอบขาเธอในทางตรงข้ามเขาก็รู้สึกว่ามันตลกมาก
ลูกพี่ลูกน้องคนเล็กดูฉลาดมากแต่บางครั้งก็ดูซื่อ ๆ โง่ ๆ อย่างไรไม่รู้
น่ารักแบบแปลกๆ ดี
หลังจากเห็นว่าเขาเดินไปถึงห้องแล้วย่าฉินจึงเกลี้ยกล่อมให้โจวโจวไปเล่นจากนั้นหญิงชราถึงได้เดินเข้าไปในห้องหนังสือและตีลูกชายตัวดีที่นั่งอยู่บนโซฟา“ดูลูกทำโจวโจวกลัวเข้าสิ ตอนนี้เธอกลัวนักวิทยาศาสตร์ที่สุดแล้วแทนที่จะเป็พี่ชายน้องสาวกันดี ๆ ตอนนี้ต้องมาระแวงกันเอง”
“ใครจะไปคิดว่าเธอจะคิดจริงจังขนาดนั้น”
ย่าฉินถลึงตาใส่ลูกชายอีก“นี่ลูกยังจะโทษโจวโจวอีกงั้นหรือ ? ”
ฉินเลี่ยไม่ได้พูดอะไร
เธอพูดต่ออีกว่า“เด็กน้อยมักจะคิดว่าคำพูดของผู้ใหญ่เป็จริงเสมอ โจวโจวเติบโตมาบนูเาจิตใจของเธอบริสุทธิ์ อีกทั้งเธอยังมองลูกเป็พ่อแท้ ๆ ของเธอ ลูกพูดอะไร เธอก็ต้องคิดว่ามันเป็แบบนั้นอยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ฉินเลี่ยชะงักไป ดวงตาของเขาฉายแววครุ่นคิด
เมื่อเห็นเขาเป็แบบนี้ย่าฉินตบบ่าลูกชายของตนเอง แล้วพูดย้ำเขาว่า: “การเป็พ่อคนมันเป็งานระยะยาวลูกน่ะยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ”
พูดจบเมื่อเห็นว่าลูกชายไม่พูดไม่โต้ตอบอะไร ย่าฉินก็ขมวดคิ้วขึ้น
ดูเหมือนว่าในใจของลูกชายจะมองว่าตนเป็พ่อของโจวโจวเข้าแล้วจริงๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงชักสีหน้าเดินหนีไปแล้ว
เธอก็บอกแล้วไงว่าใครเห็นโจวโจวเป็ต้องรักเป็ต้องหลงทุกราย
ก็หนูน้อยน่ารักขนาดนี้!
……
เช้าตรู่วันต่อมาฉินเฟิงลืมตาขึ้น เมื่อคืนเขานอนหลับฝันดี ทำให้วันนี้เขาตื่นเช้ามาอารมณ์ดีมาก
เมื่อมองไปยังแสงสีทองยามเช้าที่ส่องลอดหน้าต่างเข้ามาทันใดนั้นเขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้ เขารีบลุกขึ้นแล้วลูบที่หัวเข่าของตนเอง
เมื่อคืนเขาไม่ปวดขาแล้ว!
“……กินเข้าไปก็จะไม่ปวดแล้ว”
จู่ๆ คำพูดของโจวโจวก็ลอยเข้ามาในหัวของเขา ฉินเฟิงเอามือปิดปากอย่างเหลือเชื่อหรือว่าเ้าสิ่งนั้นมันคือยาจริง ๆ อย่างที่หนูน้อยว่า ?
ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เหวินเหยาเข้ามาเห็นเขานั่งอึ้งอยู่บนที่นอนเธอจึงเดินเข้ามาลูบหัวของเขาอย่างอ่อนโยน พลางถามเขาด้วยรอยยิ้มว่า“เป็อะไรไปลูก ? ”
“แม่ผม……” ฉินเฟิงมองไปยังแม่ของตน เดิมทีเขาอยากจะเล่าเื่นี้ให้แม่ฟังแต่ก็กลัวว่ามันจะเป็เื่บังเอิญ เกิดเล่าไปแล้วทำให้แม่ดีใจเสียเปล่าคงไม่ดีเขาจึงเก็บคำพูดนั้นกลับไป แล้วปรับอารมณ์ตัวเอง “เปล่าครับผมแค่ยังตื่นไม่เต็มตา”
ได้ยินแบบนั้นเหวินเหยาไม่ได้คิดอะไรมากเธอช่วยเขาเปลี่ยนชุดแล้วอุ้มเขาไปนั่งบนรถเข็นอย่างเช่นทุกวัน
ฉินเฟิงมองดูใบหน้าที่บอบบางของแม่ในใจของเขารู้สึกซับซ้อนไม่น้อย
ตอนนี้เขายังเด็กแม่ยังอุ้มไหว แต่ถ้าหากวันหน้าเขาโตขึ้นหรืออ้วนขึ้นมาล่ะ ? เขาจะพึ่งพาแม่แบบนี้ตลอดไปไม่ได้เขาไม่อาจเป็ภาระให้แม่ไปตลอดชีวิต
หากเขาสามารถลุกขึ้นยืนได้แบบเด็กคนอื่นคงจะดี
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ความหวังก็ฉายแววในดวงตาของเขา
เดิมทีเขาคิดว่าเขายอมแพ้แล้วแต่ที่จริงในใจของเขายังคงมีความหวังอยู่
เขาไม่กล้าให้แม่ล่วงรู้ความคิดของเขาเขาจึงรีบก้มหน้าลง และในขณะที่เหวินเหยากำลังจะเข็นเขาออกไป จู่ ๆ เขาก็พูดว่า“แม่ครับ รอแป๊ปนึง ผมลืมของ”
ระหว่างที่พูดเขาเข็นรถเข็นไปยังข้างโต๊ะด้วยตนเองจากนั้นหยิบเอายาที่โจวโจวให้เขามาเมื่อวานออกมาแล้วกำมันไว้แน่นเขารู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
บางทีโจวโจวอาจรักษาเขาให้หายดีได้ ?
ในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นจู่ ๆ ก็มีคนมาเคาะประตูห้อง ฉินเริ่นเดินเข้ามาพร้อมกองเอกสารแล้วพูดว่า“เสี่ยวเฟิง พี่ตรวจสอบส่วนผสมในยาได้แล้ว……”