ได้ยินเสียงพี่ชายทั้งสองะโเรียกชื่อนางดังสนั่นก็พาลใหน้าซีดมือไม้อ่อน และเหมือนว่าเพิ่งจะนึกได้ “ตายละหว่า!แกล้งเป็ลมดีกว่า”
คร่อกกก!!
"เร็วเข้าพี่ใหญ่ จื่อเอ๋อร์เป็ลมไปแล้ว"เฉิงรุ่ยเอ่ยบอกพี่ชายอย่างตื่นตระหนก
"รู้แล้วๆ" อวี้เหิงเยว่เดินไปถึงก็ช้อนร่างน้องสาวขึ้นมาอุ้ม แล้วหันหลังเดินกลับไปบ้านโดยมีอวี้เฉิงรุ่ยเดินรั้งท้ายตามมาติดๆใบหน้าทั้งสองเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและเป็ห่วงน้องสาวคนเล็กเพราะนางได้หายเข้าไปในป่าสองวันหนึ่งคืนเต็มๆเมื่อเข้ามายังในตัวบ้านพี่ชายคนโตก็วางน้องสาวลงบนเตียงนอนอย่างนุ่มนวลก่อนจะหันไปสั่งน้องรอง “น้องรองไปนำกะละมังใส่น้ำและผ้ามาให้ข้า”
“ได้ๆ พี่ใหญ่ รอสักประเดี๋ยว ข้าจะรีบไปเอามาให้เดี๋ยวนี้”เฉิงรุ่ยไม่รอช้ารีบพาร่างตนเองออกไปเตรียมผ้าสะอาดและน้ำใส่กะละมังเพื่อยกมาให้พี่ใหญ่ด้วยความเร่งรีบบวกกับเป็ห่วงน้องเล็ก
“น้องรองไปเชิญท่านลุงหมอหวงมาเร็วเข้า”
“ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้ พี่ใหญ่ดูน้องเล็กดี ๆ ล่ะ”อวี้เฉิงรุ่ยรีบวิ่งไปยังหน้าหมู่บ้านเพื่อไปหาท่านลุงหมอหวงให้มาดูอาการจื่อเอ๋อร์น้องเล็กของเขา
ยามไปถึงเรือนหลังหนึ่งก็ได้ะโเรียกท่านลุงหมอด้วยความร้อนใจ“ท่านลุงหมอหวงอยู่หรือไม่ ช่วยจื่อเอ๋อร์น้องของข้าด้วยขอรับ”
หมอหวงได้ยินเสียงเอะอะดังลั่นอยู่หน้าเรือนตนเองจึงรีบเดินออกมากลับพบว่าเป็อาเฉิงเด็กน้อยที่อาศัยอยู่ชายป่าส่งเสียงะโเรียกเขาด้วยความกระวนกระวาย “มีใครเป็อะไรอย่างนั้นรึ? ถึงได้ร้อนใจถึงเพียงนี้”
“ท่านลุงหมอช่วยน้องสาวของข้าด้วย”
“ได้ ๆ ขอข้าเข้าไปหยิบกระเป๋ายาในเรือนสักประเดี๋ยว”หมอหวงหายเข้าไปในบ้านเพียงครู่เดียวก็เดินออกมาพร้อมกระเป๋ายา“ไปเถอะข้าเตรียมของพร้อมแล้ว”
“ขอรับ” ก่อนจะหันหลังเดินนำออกไปแต่ก็มิวายเหลียวหลังกลับมาพูดกับท่านลุงหมอหวง ติดน้ำเสียงหยอกล้อ “เดินระวัง ๆนะขอรับ ท่านลุงหมอแก่แล้วหากรีบเดินจนเกินไป ประเดี๋ยวจะสะดุดเท้าตัวเองล้มกระดงกระดูกจะหักเอาได้”
“เพ้ย!! เ้าเด็กนี่ ข้ายังมิได้แก่เสียหน่อย อายุอานามข้าก็แค่ห้าสิบกว่าๆ” เหอะ! ข้ายังมิแก่ปานนั้น ออกจะยังหนุ่มยังแน่นช่างมีตาหามีแววไม่เ้าเด็กคนนี้ ข้าหาได้หลงตัวเองหรอกนะข้าพูดเื่จริงทั้งนั้น
“ใช่ ๆ ท่านลุงหมอยังไม่แก่เลยออกจะยังหนุ่มยังแน่นเหมือนบุรุษอายุยี่สิบปลาย ๆ”
“ว่าแต่ผู้ใดป่วยรึ?”
“จื่อเอ๋อร์ขอรับ”
เท้าที่กำลังก้าวเดินของหมอหวงก็หยุดชะงักเมื่อได้ยิน"อืม"
จากนั้นอวี้เฉิงรุ่ยก็เล่าทุกอย่างให้ท่านลุงหมอหวงฟังระหว่างเดินกลับไปบ้านติดชายป่าท้ายหมู่บ้านรวมถึงเื่ที่น้องเล็กหายเข้าไปในป่าสองวันหนึ่งคืน แล้วเพิ่งกลับออกมาหากจะถามว่าทำไมเขาถึงได้กล้าเล่าทุกอย่างให้ท่านลุงหมอฟัง นั่นก็เพราะว่าั้แ่ที่สามพี่น้องถูกนำมาทิ้งไว้บ้านเก่าของมารดาก็ได้ท่านมองหวงมาช่วยดูแลในยามที่ทั้งสามไม่มีใคร
“รีบเร่งเท้าเถอะ อย่าได้มัวชักช้าอยู่เลย”เมื่อรู้ว่าจื่อเอ๋อร์เด็กตัวน้อยป่วยไข้ อดไม่ได้ที่จะกังวล เพียงแค่สิบเอ็ดหนาวกลับหายเข้าไปในป่าเพียงลำพังเป็เวลาสองวันยิ่งคิดก็ยิ่งเป็ห่วง เหตุใดกันนางถึงได้หายเข้าไปหลายวัน เกิดอะไรขึ้นกันแน่เพียงหนึ่งก้านธูปทั้งสองก็มาหยุดตรงหน้าบ้านหลังเล็ก
"ท่านลุงหมอเชิญเข้าไปด้านในเลยขอรับ"
"อาเหิง นางเป็อย่างไรบ้างตอนนี้"
"ยังไม่ได้สติเลยขอรับ" แล้วหันไปพูดกับน้องชาย"น้องรองไปยกน้ำมาให้ท่านลุงหมอด้วย"
"ได้ ๆ พี่ใหญ่"
หมอหวงมองเด็กตัวน้อยนอนไม่ได้สติอยู่ตรงหน้าก่อนจะเดินเข้าไปตรวจรักษาอาการ นั่งจับชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง พลางพึมพัม อืม อืมมืออีกข้างก็จดเทียบยาไปด้วย "นางไม่ได้เป็อะไรมาก แค่อ่อนเพลียร่างกายขาดน้ำ ไม่มีาแจะมีแค่รอยฟกช้ำนิดหน่อย โดยรวมแล้วไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงอาจจะมีอาการใหวาดกลัวหลงเหลืออยู่บ้าง"
อวี้เหิงเยว่และอวี้เฉิงรุ่ยนั่งฟังท่านลุงหมอหวงเอ่ยบอกก็พากันโล่งใจ อย่างน้อยน้องเล็กของพวกเขาก็ปลอดภัยดี"น้องรองดูแลจื่อเอ๋อร์ไว้นะ ข้าจะออกไปส่งท่านลุงหมอ"ว่าแล้วก็เดินตามออกไปด้านนอก ระหว่างทางท่านหมอหวงบอกรายละเอียดในการดื่มยา
"เมื่อนางฟื้นแล้ว ก็นำยานี้ไปต้มให้นางดื่มเช้าเย็นเป็เวลาสามวันก็หายดีแล้ว"
"ขอบคุณท่านลุงหมอมาก ๆ ขอรับ" อวี้เหิงเยว่ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อนำถุงเงินออกมายื่นให้คนตรงหน้าเป็จำนวนหนึ่งตำลึงเงินแม้จะเป็เงินก้อนโตก้อนเดียวในครอบครัวแต่เขาก็เต็มใจที่จะนำมันออกมาเพื่อรักษาน้องเล็ก ถึงอย่างไรเงินเหล่านี้ก็เทียบกับชีวิตของจื่อเอ๋อร์ไม่ได้
หมอหวงเห็นเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ตนเองเอ็นดูเหมือนลูกหลานล้วงถุงเงินออกมาจึงรีบเอ่ยห้ามทันที "ไม่ต้องหรอกเ้าเก็บเงินไว้เถอะข้าไม่ขอรับไว้"
เหิงเยว่เงยมองคนตรงหน้าด้วยขอบตาแดงก่ำั์ตานั้นเต็มไปด้วยความขอบคุณ “ถ้าเช่นนั้นท่านลุงหมอช่วยรับไก่ตัวนี้ไปได้หรือไม่ ในเมื่อท่านไม่รับเงินค่ารักษาจื่อเอ๋อร์หากท่านไม่รับข้าคงลำบากใจไม่น้อย ภายภาคหน้ายังคงต้องรบกวนท่านอีก”
ยามเห็นแววตาตั้งมั่นของเด็กหนุ่มตรงหน้าก็ยากที่จะปฏิเสธ ทำได้เพียงถอนหายใจทิ้งอย่างจนใจ “ได้ข้าจะรับไก่ตัวนี้ไปก็แล้วกัน ถือเสียว่าเป็ค่ายาเทียบนั้น”เมื่อรับไก่ตัวนั้นมาแล้วหมอหวงก็หันหลังเดินออกไปจากบ้านพี่น้องอวี้เพื่อกลับเรือนตนเอง
อวี้เฉิงรุ่ยเดินมายืนข้างๆ อวี้เหิงเยว่ผู้เป็พี่ “ท่านลุงหมอล่ะพี่ใหญ่”
“กลับไปแล้ว”
“งั้นเรากลับไปดูจื่อเอ๋อร์กันเถอะพี่ใหญ่”
“น้องรองไปเถอะ เดี๋ยวพี่ไปเชือดไก่ที่จื่อเอ๋อร์จับกลับมาไปต้มน้ำแกงก่อนนางตื่นมาจะได้กินอะไรร้อน ๆ แล้วกินยา”
“เดี๋ยวข้าดูนางให้เอง พี่ใหญ่ไม่ต้องเป็ห่วง”
"อืม"
หลังอวี้เหิงเยว่เดินออกไปไม่นานอวี้จื่อลู่ที่ตื่นมาได้สักพัก ก็แอบหรี่ตามองพี่ชายคนรอง พลางเค้นความทรงจำเก่า ๆกลับมา ในหัวก็คิดไปเรื่อยเปื่อย เด็กหนุ่มในยุคนี้ทำไมถึงโตเร็วมีความเป็ผู้ใหญ่ไม่น้อยซึ่งแตกต่างจากโลกเก่าที่จากมายิ่งเด็กที่เริ่มเข้าสู่่วัยรุ่นมักจะติดเพื่อน ติดเที่ยว แต่พอกลับมามองยุคนี้กลับทำงานขยันขันแข็ง รับจ้างทุกอย่างที่ได้เงิน แม้ว่าจะได้เพียงไม่กี่อีแปะก็ยังพอมีให้ซื้อข้าวสารได้นิดหน่อย อย่างน้อยก็ไม่อดตาย ‘ไม่น่าแกล้งเป็ลมเลยจริง ๆเป็ไงล่ะทีนี้ดันเป็ลมขึ้นมาจริงซะงั้น ร่างกายของเด็กคนนี้ก็ช่างบอบบางไม่ถึกทนเหมือนร่างเก่าเลย อีกอย่างถ้าจำไม่ผิดข้าวสารกำลังจะหมดไหแล้วด้วยไม่ได้การล่ะแบบนี้ต้องหาเงินแล้ว’ เมื่อตัดสินใจได้นางจึงแกล้งขยับตัวนิดหน่อยแล้วค่อยลืมตาขึ้นมาช้า ๆ
“พะ…พี่รอง” เสียงหวานเล็กค่อย ๆ เปล่งออกมาช้า ๆ
“จื่อเอ๋อร์เ้าฟื้นแล้ว เป็อย่างไรบ้างเจ็บตรงไหน ปวดตรงไหนบ้างหรือไม่บอกพี่รองมาได้เลย จริงสิเ้านอนอยู่นี่ก่อนนะ พี่ไปตามพี่ใหญ่ก่อน”พูกจบก็ผุดลุกขึ้นวิ่งออกไปอย่างไว
"พะ...พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ จื่อเอ๋อร์..."ด้วยความที่รีบวิ่งมาเพื่อจะบอกข่าวดีแก่คนตรงหน้า ทำให้น้ำเสียงขาดหายใน่ท้ายด้วยความเหนื่อยหอบ ทำเอาคนฟังยืนใจไม่ดี
เคร้งงงง!!
แค่ได้ยินน้ำเสียงร้อนรนของเฉิงรุ่ยก็พลันมือไม้อ่อน ช้อนในมือล่วงหล่น นิ่งค้างอยู่ที่เดิม"จะ...จื่อเอ๋อร์เป็อะไร"
"ข้าบอกว่า จื่อเอ๋อร์ฟื้นแล้ว"
"จริงหรือ?" ได้รับการยืนยันจากผู้เป็น้องชายไม่รอช้ารีบเดินไปหาน้องเล็กด้วยความเร่งรีบจนลืมวางบางอย่างลง
"ช้า ๆ ก็ได้นะพี่ใหญ่ ไม่เห็นต้องรีบขนาดนั้นเลย" ต้องรีบขนาดไหนถึงขั้นลืมวางฝาปิดหม้อลงมิหนำซ้ำท่านก็ยังถือติดไปด้วย
"ว่าแต่ข้า เ้าเองก็วิ่งมาจนเหนื่อยหอบมิใช่หรือ?"
"กะ...ก็ข้าดีใจนี่นา"
ครู่เดียวอวี้เหิงเยว่ก็เดินไปถึงก่อนจะพุ่งเข้าไปกอดจื่อเอ๋อร์ทั้งเป็ห่วงและเป็กังวล"ไม่เป็ไรแล้วนะจื่อเอ๋อร์ ต่อไปพี่ใหญ่คนนี้จะไม่ให้ได้รับเ้าาเ็จะดูแลให้ดี ไม่ทิ้งให้เ้าต้องเข้าป่าเพียงลำพังอีก"อวี้เหิงเยว่เอ่ยปลอบนางด้วยน้ำเสียงอบอุ่น พลางลูบผมนางคล้ายปลอบใจอยู่ในทีแม้จะรู้สึกเสียใจไปบ้างที่ดูแลน้องๆของตนเองได้ไม่ดีพอ
"พี่รองก็จะดูแลเ้าให้ดีกว่านี้"เฉิงรุ่ยเดินเข้าไปโอบกอดน้องสาวของตนด้วยความปลอบโยนปนรู้สึกผิด
ความห่วงใยความรู้สึกอบอุ่นหัวใจนี่มันอะไร ทำไมเมื่อโลกก่อนถึงไม่เคยได้รับเลยหยาดน้ำใสเอ่อล้นรินไหลลงมาจากดวงตาคู่งามพลางสะอึกสะอื้นร้องไห้จนตัวโยนราวกับคนจะขาดใจ สิ่งโหยหามาตลอดและตอนนี้นางกำลังได้รับมันอยู่จากพี่ชายทั้งสองที่รักน้องสาวอย่างจริงใจสายสัมพัน สายใยของครอบครัวที่รักใคร่กันมันดีแบบนี่นี้เองสินะไม่อยากให้สายสัมพันเหล่านี้หายไปเลยอยากให้คงอยู่ตลอดไปมันจะพอเป็ไปได้ไหมกับคนอย่างนาง
เมื่อเห็นจื่อเอ๋อร์ร้องไห้ทั้งสามก็พากันกอดปลอบเต็มด้วยความรู้สึกต่างกันออกไปแม้จะมีบ้างที่พวกเขาจะแอบน้ำตาซึม ทว่าคนเป็พี่ชายทั้งสองนั้นกลับปวดใจยิ่งกว่าน้องสาวที่พวกเขาเฝ้าดูแลทะนุทนอมมาตลอดต้องมาป่วยไข้ไม่สบายความรู้สึกผิดเกาะกินใจ อวี้เหิงเยว่เพียงแค่สบตากับอวี้เฉิงรุ่ยผู้เป็น้องชายต่างก็เข้าใจได้ทันทีนับต่อจากนี้จะต้องดูแลนางให้ดีกว่าที่ผ่านมาเพราะนางคือแก้วตาดวงใจของครอบครัว
“ไม่ต้องร้องไห้ไปนะจื่อเอ๋อร์พี่ใหญ่คนนี้ขอสัญญาว่าจะดูแลเ้าให้ดีกว่านี้แน่นอน”
“พี่รองเองก็จะไม่ปล่อยให้เ้าลำบากเช่นกัน หากวันใดเกิดอะไรขึ้นกับเ้าอีกพี่กับพี่ใหญ่คงจะอยู่ไม่ได้”
“ข้าทราบแล้วเ้าค่ะ พี่ใหญ่ พี่รองต่อไปจื่อเอ๋อร์จะไม่ทำให้พี่ชายทั้งสองต้องเป็ห่วงและเป็กังวลอีกแล้วเพียงแต่ว่า…”
โครกกกกก!!
ไม่ต้องรอให้ร่างเล็กอธิบายท้องน้อยก็ส่งเสียงประท้วงออกมาเสียก่อนพาลทำให้พี่ชายทั้งหัวเราะออกมาทั้งน้ำตาอย่างช่วยไม่ได้นางถึงกับหน้าแดงระเรื่ออย่างอาย ๆจากที่เศร้าซึ้งเสียใจกลายเป็ครื้นเครงเสียอย่างนั้น
"เอ่อ พี่ใหญ่"
"มีอะไรหรือเปล่าจื่อเอ๋อร์"
จะทักดีไหมนะแต่พอคิดได้ก็ขอแกล้งหน่อยละกัน แล้วพูดออกไปด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม"คือว่า...พี่ใหญ่ท่านถือที่ปิดฝาหม้อมาทำไมหรือเ้าคะ"
พอลองก้มมองที่มือก็พบกับสิ่งที่น้องสาวตนเองพูดออกมาใบหน้าคมเข้มพลันขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด 'ทำตัวน่าอายต่อหน้าน้องเล็กไปเสียแล้ว' "คือพี่รีบไปหน่อยนะ"
ได้ฟังคำตอบแล้วก็อดไม่ได้ที่จะพากันหัวเราะออกมา'นี่สินะความสุขที่แท้จริงนางจะขอปกป้องรอยยิ้มเหล่านี้ไปตลอดกาล'